โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

แห่เปิดบัญชี ‘เงินฝาก FCD’ พุ่ง ลดเสี่ยงภาษีทรัมป์-กินส่วนต่างดอกเบี้ย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 01 มิ.ย. 2568 เวลา 02.52 น. • เผยแพร่ 01 มิ.ย. 2568 เวลา 03.30 น.

แบงก์เผยนโยบายภาษีสหรัฐดันยอดเปิดบัญชี FCD พุ่ง ธุรกิจใช้เป็นเครื่องมือบริหารรายรับ-รายจ่าย ขณะที่รายย่อยหวังส่วนต่างดอกเบี้ย “ทีทีบี” แนะใช้บัญชี FCD ช่วยบริหารลดความเสี่ยงจากความผันผวน ด้าน “วิจัยกสิกรไทย” เผยภาคธุรกิจ-บุคคลธรรมดาแห่เปิดบัญชี FCD พุ่งกว่า 1.2 ล้านบัญชี

นางสาวบุษรัตน์ เบญจรงคกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากนโยบายการขึ้นภาษีสินค้านำเข้า (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐ ส่งผลให้ทิศทางการค้าโลกที่เปลี่ยนไปจากเดิม และอัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวนค่อนข้างเร็ว ส่งผลให้ลูกค้าและผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกหาช่องทางรับมือกับนโยบายการค้าและค่าเงินผ่านบัญชีเงินฝากสกุลเงินตราต่างประเทศ (FCD) มากขึ้น

นอกจากบัญชี FCD จะเป็นเครื่องมือในการช่วยผู้ประกอบการในการบริหารรายรับ-รายจ่ายที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศแล้ว ยังพบว่าผู้ฝากเงินบุคคลธรรมดาให้ความนิยมมากขึ้น เพราะจะเห็นว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐค่อนข้างห่างกันราว 3.50% โดยดอกเบี้ยสหรัฐอยู่ที่ 4.5% ส่วนดอกเบี้ยไทยอยู่ที่ 1.50% ส่งผลให้ลูกค้าบุคคลธรรมดาเข้ามาเปิดบัญชีและซื้อสกุลเงินดอลลาร์ฝากไว้ในบัญชีตามระยะเวลา เช่น 3-6 เดือน เพื่อรอรับประโยชน์จากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงเปิดบัญชีใช้เป็นบัญชีธุรกรรมต่างประเทศ เช่น ค่าใช้จ่าย ค่าเรียนบุตรที่อยู่ต่างประเทศ เป็นต้น

ทั้งนี้ หากพิจารณาความแตกต่างของค่าเงินที่มีความผันผวน คาดว่าเงินบาทจะแข็งค่าในระดับ 31.00-32.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยประเมินว่าเงินบาทไม่น่าจะแข็งค่าหลุดกรอบ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ดังนั้น ผู้ฝากเงินยังมีกันชนรองรับ (Buffer) จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้ในระยะหลังมีคนฝากเงินในบัญชี FCD มากขึ้น และสถาบันการเงินทยอยออกผลิตภัณฑ์เงินฝากประเภทนี้สู่ตลาดมากขึ้น รวมถึงมีกองทุนสกุลเงินดอลลาร์ออกมาให้เห็นในตลาดเช่นกัน

“ส่วนต่างดอกเบี้ยกว้าง และเมื่อเทียบกับบาทเอง แม้จะมีความผันผวน แต่คิดว่าคงไม่แข็งค่าเข้าไปถึง 31.00 บาทต่อดอลลาร์ หากผู้ฝากเงินเข้าใจอัตราแลกเปลี่ยนก็จะได้ประโยชน์จากบัญชี FCD และผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกก็สามารถใช้ FCD เป็นเครื่องมือบริหารรายรับ รายจ่าย เพราะสามารถรอจังหวะเข้าซื้อหรือรอขายได้ ดังนั้น เราจะเห็นว่าสัดส่วนบัญชี FCD เติบโตสูงขึ้น เช่น ทีทีบี ก็มีบัญชี MCA หรือ ttb Multi-currency Account รวมถึงมีเงินฝากสกุลดอลลาร์ที่ให้ดอกเบี้ยสูง 4.20% โดยลูกค้าสามารถทำธุรกรรมฝากและโอนได้สะดวกบนแอปพลิเคชั่น ttb touch”

นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมจำนวนบัญชี FCD มีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งมาจากในอดีตไม่เคยมีผลิตภัณฑ์นี้มาก่อน ส่งผลให้ภาคธุรกิจและบุคคลธรรมดาพยายามใช้ประโยชน์จากบัญชี FCD มากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนค่อนข้างมาก ซึ่งบัญชี FCD จึงเป็นเครื่องมือป้องกันทำให้ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ลดลงได้ จึงเห็นการใช้บัญชี FCD บริหารธุรกรรมมากขึ้น

ทั้งนี้ จำนวนบัญชีเงินฝาก FCD ณ ไตรมาสที่ 1/2568 อยู่ที่ 3.74 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2567 ที่มีจำนวนบัญชีอยู่ที่ 2.52 ล้านบัญชี

ขณะเดียวกันในช่วงที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยต่างประเทศสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยไทย จึงเป็นตัวจูงใจให้คนเปิดบัญชี FCD มากขึ้น โดยในมุมจำนวนที่มีการเปิดจะเป็น “สกุลเงินดอลลาร์” เป็นหลัก แต่ในระยะหลังจะเริ่มเห็นการเปิดบัญชีสกุลเงินอื่น ๆ มีมากขึ้น แม้ว่าปัจจุบันสัดส่วนหลักยังเป็นสกุลดอลลาร์ ปัจจุบันจากตัวเลขพบว่า ส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ดอลลาร์อยู่ที่ 33% หยวน 7.9% ยูโร 3.7% ปอนด์สเตอร์ลิง 3.5% เยน 3.5% และสกุลอื่น ๆ 48.4% สะท้อนความหลากหลายของสกุลเงินจากจำนวนบัญชี

ขณะที่ยอดเงินฝากคงค้างของบัญชี FCD พบว่า มีทั้งช่วงที่ขยายตัวและหดตัว โดยยอดเงินฝากคงค้าง FCD ในปี 2567 อยู่ที่ 24,351 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นการเติบโต 20.2% จากสิ้นปี 2566 อยู่ที่ 20,258 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ หากดูตัวเลข ณ ไตรมาสที่ 1/2568 ภาพรวมยอดคงค้าง FCD ยังเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาสที่ 4/2567 โดยอยู่ที่ 26,060 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นการเติบโต 24.2% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน (YOY) และหากแยกยอดคงค้างตามผู้ฝากเงิน จะเป็นกลุ่มนิติบุคคล 89.4% บุคคลธรรมดา 10.2% และสถาบันการเงิน 0.3%

โดยหากดูยอดเงินฝากคงค้าง FCD ในเดือนมกราคม 2568 อยู่ที่ 26,019 ล้านดอลลาร์ เดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 26,549 ล้านดอลลาร์ และเดือนมีนาคมอยู่ที่ 26,060 ล้านดอลลาร์ ลดลง 189 ล้านดอลลาร์ หรือ 0.7% ถือเป็นการลดลงครั้งแรกของปีนี้ ซึ่งการชะลอตัวลงในเดือนมีนาคม 2568 จะอยู่ในเงินฝากประเภทบัญชีกระแสรายวัน กลุ่มนิติบุคคล ซึ่งสะท้อนได้ 2 ปัจจัย คือ 1.มองไปข้างหน้าเงินบาทมีความผันผวนค่อนข้างเยอะ จึงแปลงเงิน (Convert) สกุลต่างประเทศมาเป็นเงินบาท และ 2.มีความต้องการใช้เงินสกุลต่างประเทศในการใช้จ่ายสินค้าและบริการ

“หากดูค่าความผันผวนของเงินบาทเพิ่มมากขึ้น โดยจากต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) ค่าความผันผวนอยู่ที่ 8.9% เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบปีก่อนที่อยู่ 7.9% และหากดูค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นราว 2.5% เทียบอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 33.27 บาทต่อดอลลาร์ อย่างไรก็ดี ภาคธุรกิจที่มีรายจ่ายและรายรับต่างประเทศ ภายใต้ความไม่แน่นอนทางการค้า อาจทำให้รายได้ลุ่ม ๆ ดอน ๆ อาจเห็นยอดเงินฝากอาจจะปรับลดลงได้”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด ธนาคารกรุงไทย ออกเงินฝากประจำเงินตราต่างประเทศ (FCD) สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) เลือกฝากได้ตั้งแต่ 1, 2, 3 เดือน สำหรับบุคคลธรรมดา รับอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 4.32% ต่อปี ไม่มียอดฝากขั้นต่ำ เพิ่มทางเลือกและโอกาสในการออมเงินต่างประเทศ เพื่อเสริมศักยภาพในการวางแผนการเงิน และบริหารความเสี่ยง ด้านอัตราแลกเปลี่ยนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยเมื่อฝากประจำครบกำหนด ลูกค้าสามารถต่อยอดความมั่งคั่ง ด้วยการผูกบัญชีออมเงินผ่าน บัญชีออมทรัพย์สกุลเงินต่างประเทศ Global Savings ตอบโจทย์ทุกธุรกรรมต่างประเทศ ฝาก โอน ลงทุน ใช้จ่าย ง่ายครบจบในบัญชีเดียว รับดอกเบี้ยสูงสุด 2.5% ต่อปี โอนเงินต่างประเทศสุดคุ้ม ได้เรตดี ค่าธรรมเนียมถูก ต่อยอดลงทุนทองคำผ่าน Gold Wallet บนแอปเป๋าตัง ได้สะดวก ปลอดภัย ใช้จ่ายในต่างประเทศ โดยผูกบัญชีกับบัตร Krungthai Travel Debit Card แลกเงินเรตดี 20 สกุล ใช้จ่ายได้ครอบคลุม 210 ประเทศทั่วโลก พร้อมรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 10,000 บาทต่อปี ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 ธ.ค. 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แห่เปิดบัญชี ‘เงินฝาก FCD’ พุ่ง ลดเสี่ยงภาษีทรัมป์-กินส่วนต่างดอกเบี้ย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...