ทรัมป์ 2.0 : ชวนส่อง 3 เรื่องน่ารู้ เมื่อ ภาษี-คริปโท-อีลอน มัสก์ ทะยานขึ้นชักนำการเมืองสหรัฐ
เปิด 3 ประเด็นน่ารู้ ในรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ 2.0 เมื่อ ภาษีศุลกากร คริปโท และ อีลอน มัสก์ กลายเป็นอำนาจสำคัญที่เปลี่ยนทิศทางการเมืองสหรัฐชุดใหม่
ตลอดช่วงปี 2567 ที่ผ่านมา การเมืองสหรัฐเต็มไปด้วยความเข้มข้น และน่าจับตามอง เนื่องจากเป็นปีที่พรรคเดโมแครต และพรรครีพับลิกัน เดินหน้าลุยในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ โดยฝ่ายเดโมแครตที่เปลี่ยนแปลงแคนดิเดตไปที่เป็น คามาลา แฮร์ริส ประลองกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกัน ที่ลงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งเขากลายเป็นผู้คว้าชัยไปได้ในที่สุด โดยกวาดคะแนนนำทั้ง Electoral Vote และ Popular Vote รวมทั้งชนะขาดลอยได้ในรัฐสมรภูมิเลือกตั้ง (Swing State) ทั้ง 7 รัฐ
ชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฉพาะหลังจากที่พ่ายแพ้มาในครั้งที่แล้ว และการรอดชีวิตจากการพยายามลอบสังหาระหว่างเลือกตั้งถึง 2 ครั้ง นับว่ายิ่งใหญ่ยิ่งกว่าสมัยแรกของเขา เพราะจะเป็นการดำรงตำแหน่งได้เป็นครั้งสุดท้ายตามรัฐธรรมนูญสหรัฐ ซึ่งประชาชนชาวอเมริกันต่างจับตารอความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นใน 4 ปี ข้างหน้า
การกลับมาของ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังได้จุดชนวนการเฝ้าระวังในทุกประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในด้านการเงินและการค้า เนื่องด้วยนโยบายที่สุดโต่งยิ่งกว่าเดิมของเขา โดยเฉพาะ ภาษีศุลกากร ซึ่งจะกระทบในทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่ยานยนต์ ไปจนถึงเซมิคอนดักเตอร์ และตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่กี่วันเท่านั้นที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะเข้ารับการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 47 หรือประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ของเขา อย่างเป็นทางการ
ประเด็นเกี่ยวกับ ทรัมป์ และการเมืองสหรัฐนั้นมีมากมายให้พูดถึง อย่างไรก็ตาม "การเงินธนาคาร" ขอหยิบยก 3 ประเด็นที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนทิศทางการเมืองสหรัฐ และขอชวนเจาะลึกไปพร้อม ๆ กัน ดังนี้
ชัยชนะครั้งใหญ่และนโยบายสุดโหด
โดนัลด์ ทรัมป์ เผชิญหน้ากับการดำเนินคดีอย่างหนักหน่วงในช่วงก่อนการเลือกตั้ง และเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดทางอาญา 34 กระทง ซึ่งนับเป็นอดีตประธานาธิบดีคนแรกที่กลายเป็นผู้ต้องหาคดีอาญา อย่างไรก็ตาม เขาเดินหน้าหาเสียงด้วยสโลแกนเดิม Make America Great Again หรือ MAGA ด้วยการชูนโยบายที่จะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง และสุดโต่งกว่าครั้งแรก โดยเฉพาะในด้านผู้อพยพ ซึ่งเขาให้คำมั่นว่าจะเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายทั้งหมด ไม่ใช่แค่คุมชายแดนอย่างเข้มงวดอย่างเดียว
อีกนโยบายคือภาษีศุลกากร ด้วยการประกาศว่าจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศทั้งหมดในอัตรา 10% ถึง 20% โดยเฉพาะจีนในอัตราสูงถึง 60% และยังชูจุดยืนว่าจะลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยนำเงินภาษีศุลกากรมาชดเชยโดยนโยบายนี้ได้สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก และสร้างกระแสกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อตลาดการค้าโลก
อย่างไรก็ตาม นโยบายภาษีศุลกากรดังกล่าวไม่น่าจะถูกบังคับใช้โดยทันที แต่เป็นเครื่องมือของทรัมป์ในการเจรจากับคู่ค้าต่าง ๆ ที่ทำให้สหรัฐขาดดุล โดยเขาได้เริ่มแล้วกับแคนาดา ซึ่งสหรัฐขาดดุลจากกการซื้อแร่ และล่าสุดคือ สหภาพยุโรป (EU) โดยทรัมป์ได้ขู่ว่า เขาจะบังคับใช้อัตราภาษีสุดโหดนี้ หากสหภาพยุโรปไม่ซื้อน้ำมันและก๊าซจากสหรัฐ โดยวิธีการเหล่านี้ไม่ใช่วิธีใหม่ ซึ่งทรัมป์เคยใช้มาแล้ว และเขาจะใช้ในรูปแบบที่รุนแรงหนักขึ้นหลายเท่า
บทบาทของคริปโท
ทรัมป์ เคยมีจุดยืนที่ไม่เห็นด้วยกับสกุลเงินดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้เปลี่ยนท่าที่มีสนับสนุนคริปโทอย่างเต็มที่ โดยความสนใจที่เพิ่มขึ้นของทรัมป์ในสกุลเงินดิจิทัลดูเหมือนจะได้รับอิทธิพลจากการยอมรับของกระแสหลักที่เพิ่มขึ้นของอุตสาหกรรมและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น โดยเขายอมรับการบริจาคสกุลเงินดิจิทัลเข้าสู่แคมเปญหาเสียงของเขา ซึ่งรวมถึง Bitcoin, Ether และ Dogecoin
ทรัมป์ยังให้คำมั่นที่จะสถาปนาสหรัฐอเมริกาให้เป็น "เมืองหลวงของสกุลเงินดิจิทัลของโลก" และเสนอให้เสนอให้เพิ่ม บิตคอยน์ (Bitcoin) เข้าสู่คลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐ นอกจากนี้ ทรัมป์ยังแสดงความตั้งใจที่จะปรับโครงสร้างหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อสกุลเงินดิจิทัลมากขึ้น รวมถึงแต่งตั้งเดวิด โอ. แซกส์ ให้ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าหน่วยงานด้านคริปโท ซึ่งสร้างขึ้นใหม่
คาดว่ารัฐบาลของทรัมป์จะดำเนินนโยบายที่มุ่งเป้าไปที่การสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมคริปโท โดยโครงการริเริ่มเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มีกรอบการกำกับดูแลทางกฎหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งอาจส่งเสริมนวัตกรรมและการลงทุนภายในภาคส่วนนี้ได้ และคาดว่าทรัมป์อาจดำเนินนโยบายต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการสำรวจบทบาทใหม่ของคริปโทในระบบการเงินแห่งชาติ แม้ว่าจะถูกต่อต้านอย่างหนักจาก ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็ตาม
ท่าทีของทรัมป์ ส่งผลให้ Bitcoin พุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 41% โดยจากระดับ 69,363.70 ดอลลาร์สหรัฐ ในวันที่ 5 พ.ย. สู่ระดับ 97,966 ในวันที่ 25 ธ.ค. และเคยพุ่งเกินระดับ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐไปแล้ว นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มพุ่งแตะระดับ 120,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงต้นปี 2568
คณะบริหารที่ร่ำรวยที่สุด
รัฐบาลชุดใหม่ของทรัมป์ ตั้งแต่รองประธานาธิบดี รัฐมนตรี ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงอื่น ๆ เต็มไปด้วยบุคคลที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดและซื้อสัตย์ต่อทรัมป์ ซึ่งเขาเลือกเองกับมือเพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีอุปสรรคในการบริหารประเทศในครั้งนี้ ยิ่งไปกว่านั้น บรรดาผู้ถูกเลือกเหล่านี้ล้วนเป็นบุคคลที่ร่ำรวย และส่วนใหญ่เป็นเศรษฐีที่มีทรัพย์สินมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป และมี 13 คนที่เป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยกว่าระดับพันล้าน
หากนับเฉพาะรัฐมนตรีและทูตที่เป็นมหาเศรษฐีพันล้าน ก็มีอย่างน้อย 6 คน ได้แก่
- ลินดา แม็คมาฮอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการศึกษา : ทรัพย์สิน 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- โฮเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ : ทรัพย์สิน 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง : ทรัพย์สินมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ท
- วอร์เรน สตีเฟนส์ เอกอัตรราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำสหราชอาณาจักร: ทรัพย์สิน 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- ชาร์ลส คุชเนอร์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำฝรั่งเศส : ทรัพย์สิน 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- โทมัส บาร์รัค จูเนียร์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำตุรกี : ทรัพย์สิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในคณะรัฐมนตรีของทรัมป์คนหนีไม่พ้น อีลอน มัสก์ ผู้มีทรัพย์สิน 4.39 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าสำนักงานควบคุมประสิทธิภาพของรัฐบาลกลาง ส่งผลให้ทรัพย์สินรวมของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 พุ่งแตะ 4.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกา โดย อีลอน มัสก์ ที่ประกาศตัวเป็นผู้สนับสนุนทรัมป์อย่างชัดเจน คาดว่าจะก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเมืองสหรัฐ
มัสก์ มีเป้าหมายที่จะปรับปรุงการปฏิบัติงานของรัฐบาลกลาง โดยการยกเลิกระบบราชการ ลดกฎระเบียบ และปรับโครงสร้างหน่วยงาน เขาได้เสนอเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน รวมถึงการรวมหน่วยงานของรัฐบาลกลางกว่า 400 แห่ง ให้เหลือเพียงไม่ถึง 100 แห่ง และอาจลดจำนวนพนักงานของรัฐบาลกลางลงถึง 75%
นอกจากนี้แล้ว อิทธิพลทางการเมืองของมัสก์ยังปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในกระบวนการร่างกฎหมายล่าสุด ซึ่งมัสก์ประกาศตัวคัดค้านร่างกฎหมายการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลที่มาจากทั้ง 2 พรรค ด้วยการโพสต์ข้อความโจมตีจำนวนมากผ่านทาง X ส่งผลให้ร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ผ่าน ซึ่งการแทรกแซงดังกล่าวตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก และสร้างกระแสวิตกกังวลว่ามัสก์อาจเป็น "ประธานาธิบดีเงา" ที่จะชักใยอำนาจอยู่เบื้องหลังเพื่อให้เป็นไปตามที่ตนต้องการ แม้ทรัมป์จะออกมาปฏิเสธก็ตาม
อ้างอิง : cnbc.com , bbc.com , coingape.com , bbc.com , vox.com , time.com , barrons.com , nytimes.com , nbcnews.com , abcnews.go.com , cointribune.com , edition.cnn.com , nbcnews.com