โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คลังชี้ เศรษฐกิจไทย จะเติบโตได้ นโยบายการเงินการคลังต้องไปด้วยกัน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 ม.ค. 2568 เวลา 16.41 น. • เผยแพร่ 15 ม.ค. 2568 เวลา 08.11 น.

คลังคาดจีดีพีปี 68 โตมากกว่า 3% เร่งแก้ 3 ปัญหาหลักในระยะสั้น พร้อมเปิด 4 แนวทางสนับสนุน เศรษฐกิจไทย เติบโตได้ในระยะยาว ธปท.ระบุความไม่แน่นอนคือปัจจัยหลักกระทบเศรษฐกิจไทย เร่งแก้ปมปัญหาเข้าไม่ถึงสินเชื่อ มุ่งลดความเสี่ยงเอื้อแบงก์ปล่อยกู้ ตลท.เผย 3 กลยุทธ์เร่งสร้างตลาดทุนเพื่อส่วนรวมและความเท่าเทียม ชู 3 โครงการ Flagship ขับเคลื่อนสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนตลาดทุนไทย

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับความเสี่ยง ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยจากการคาดการณ์ตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีพีดี) ของกูรูเศรษฐกิจว่า ปีนี้จีดีพีจะขยายตัวอยู่ในระดับ 2.4-3%

[inline_posts type="IDs" box_title="Exclusive Interview : เจาะลึกเศรษฐกิจไทย 2025 รับมือ ศก.โลกที่ไม่แน่นอน" align="alignleft" textcolor="#FFF001" background=" #162CCD"]150396,150400[/inline_posts]

วารสารการเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษแม่ทัพด้านเศรษฐกิจ พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยสองขุนพลตลาดเงินตลาดทุนไทย ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และ อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเจาะลึกถึงภาพเศรษฐกิจไทยในปี 2568 รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างแข็งแกร่ง

“สิ่งที่ดีที่สุดคือ ความเข้าใจ การขับเคลื่อนไปด้วยกันคือ ยังมีความเห็นต่างได้แต่ต้องเป็นความเห็นต่างอย่างสร้างสรรค์ ผมอยากจะเห็นว่าความเห็นต่างภายในประเทศเริ่มแคบลง มีความสามัคคีมากขึ้น เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายของประเทศให้ได้ ถ้าไม่เห็นตรงกันอย่างเด็ดขาดก็เดินหน้าไม่ได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว การทำงานร่วมกันก็เพื่อให้เศรษฐกิจโตขึ้น”

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ “การเงินธนาคาร” ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ปี 2567 คาดว่าจะขยายตัวได้สูงถึง 4% โดยเป็นผลมาจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งได้แก่โครงการเติมเงิน 10,000 บาท ให้กับกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้พิการ ซึ่งส่งผลให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ดังนั้น จึงทำให้คาดว่าเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2567 จะเติบโตได้ที่ 2.8% หรือ มากกว่า 2.8% เล็กน้อย

สำหรับปี 2568 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะโตได้มากกว่า 3% มาจากการที่ในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2567 ดัชนีทางเศรษฐกิจหลายตัวขยับเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรม ดัชนีความเชื่อมั่นเอสเอ็มอี ประกอบกับภาวะตลาดทุนในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมายังทำให้มีความหวังว่า SET index จาก 1,200 จุด จะขึ้นไปที่ 1,500 จุดได้ ซึ่งดัชนีที่ขยับขึ้นมา 200 จุด จะเป็นเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจถึง 2.5 ล้านล้านบาท

นอกจากนี้ ในฝั่งของภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) ก็มีสัญญาณที่ดีมากขึ้น ทั้งในด้านของการบริโภคภาคเอกชนที่ค่อยๆ ขยับสูงขึ้น และการลงทุนของรัฐบาล โดยในปีงบประมาณ 2568 ได้ตั้งเป้าการเบิกจ่ายไว้ที่ 80% จากที่ผ่านมาตั้งไว้ที่ 75%

“เรากำลังเร่งรายจ่ายภาครัฐ เพราะรายจ่ายภาครัฐจะไม่เหมือนเอกชนตรงที่รายจ่ายภาครัฐจะลงไปที่ต่างจังหวัดมากกว่า เช่น การก่อสร้างถนน โรงเรียน เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม”

นอกจากนี้ การลงทุนจากต่างประเทศผ่านโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยังเพิ่มขึ้นมาก โดย 9 เดือนแรกของปี 2567 มีเม็ดเงินลงทุนถึง 7 แสนล้านบาท ขณะที่ปลายปี 2567 คาดว่าจะแตะที่ 1 ล้านล้านบาทได้

“สิ่งที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจคือเม็ดเงินลงทุนจริง ซึ่งต้องดูว่านักลงทุนที่เข้ามาไปลงทุนประเภทอะไร หากเป็นเมื่อก่อนสร้างโรงงาน ซื้อที่ดิน จ้างแรงงาน ซื้อเครื่องจักร จะส่งผลต่อเศรษฐกิจชัดเจน แต่วันนี้รูปแบบการลงทุนเปลี่ยนไปมีการลงทุนรูปแบบใหม่ เช่น Bio Technology ดาต้าเซ็นเตอร์ เพิ่มเข้ามา ต้องดูว่าจะส่งผลอย่างไร”

สำหรับการขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พบว่า ทยอยเข้ามาต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ได้เน้นย้ำให้ BOI ตั้งหน่วยงานเพื่อติดตามผลการลงทุนหลังจากนักลงทุนเขามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนแล้วด้วย

“ได้คุยกับ BOI แล้วว่าให้เพิ่มการติดตามผลมากขึ้น ต้องว่าใครเข้ามาขอแล้วลงทุนไปเท่าไร ลงทุนอะไรบ้าง เพราะตอนนี้เมื่อเขาได้ใบอนุญาตจะมีเวลา 1-3 ปี เราก็อยากให้เขาเร่งให้เร็วขึ้น”

ขณะที่ในฝั่งของภาคการท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ดี โดยคาดว่าสิ้นปี 2568 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศ 39.9 ล้านคน ซึ่งใกล้ถึงระดับสูงสุดของไทยแล้ว ซึ่งการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดีจะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนทั้งภาคการผลิตขนาดเล็ก และภาคบริการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเศรษฐกิจที่อยู่นอกระบบ

“ในช่วงเวลาสั้นๆ ต่อจากนี้ เราจะไม่ยอมให้เศรษฐกิจไทยกลับไปขยายตัวได้ที่ 1% หรือ 2% ซึ่งจากโอกาสที่ได้กล่าวมาก็เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวไปได้มากกว่า 3%”

นายพิชัยกล่าวว่า สำหรับอัตราเงินเฟ้อคาดว่าสิ้นปี 2567 จะอยู่ไม่ถึง 0.5% ซึ่งมองว่าอยู่ในระดับต่ำเกินไป เนื่องจากแม้ว่าการที่อัตราเงินเฟ้อขยับเพิ่มสูงขึ้นจะหมายถึงผู้บริโภคต้องซื้อของในราคาสูงขึ้น แต่เงินเฟ้อที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่ดีต่อเศรษฐกิจ

“ตอนนี้เงินเฟ้อของเราต่ำกว่าเป้าหมายขั้นต่ำคือ 1% จากกรอบ 1-3% ซึ่งถ้าจะอยู่เฉยๆ รอให้เงินเฟ้อขึ้นก็ไม่มีทางเป็นไปได้ ต้องกระตุ้น ซึ่งทางเดียวคือต้องให้คนใช้เงินมากขึ้น โดยนโยบายการเงินก็ต้องดูเรื่องดอกเบี้ย และนโยบายการคลังก็ต้องออกมาตรการสนับสนุนมากขึ้น”

ขณะที่นอกจากอัตราดอกเบี้ยแล้วฝั่งนโยบายการเงินต้องพิจารณาเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนด้วย เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศส่งออก ซึ่งต้องการอัตราแลกเปลี่ยนที่มีเสถียรภาพแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้

“เศรษฐกิจของไทยเกือบ 70% พึ่งพาการส่งออก ซึ่งชอบอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนและมีเสถียรภาพ แต่จะมาทำให้อ่อนค่าเลยภายใน 1-2 ปีไม่ได้ เพราะจะกระทบกับการลงทุนที่จะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน หลายประเทศจึงทำให้ไปในทิศทางอ่อนค่าแต่จะไม่บอกว่าแซงแทรงเพราะจะถูกจับตาจากประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ได้ ดังนั้นจะต้องมีวิธีการที่ทำให้ค่าเงินอยู่ในอัตราที่แข่งขันกับคู่แข่งได้”

นายพิชัยยกตัวอย่างว่า หากเงินบาทอยู่ในอัตราที่อ่อนค่า 43-44 บาท/ดอลลาร์ เมื่อส่งออกไปจะทำให้ผู้ส่งออกมีรายได้เพิ่มขึ้นซึ่งจะเป็นการช่วยแก้ปัญหารายได้ของผู้ประกอบการส่งออกและเกษตรกรที่มีสัดส่วนมากที่สุดในประเทศ อย่างไรก็ตาม เมื่อรายได้ของเกษตรกรดีขึ้นแล้วต้องหาทางลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ด้วยโดยรัฐบาลอาจจะต้องสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ที่ดีให้

“หากทำแบบนี้ปัญหาแค่เฉพาะของชาวนา 16 ล้านคนก็จะหายไป หนี้ครัวเรือนก็จะลดลง ดังนั้น การแก้ปัญหาต้องแก้ให้ถูกจุด นโยบายการเงินเป็นเรื่องสำคัญเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการคลังที่จะเข้าไปช่วยเหลือทำให้ต้นทุนถูก”

นายพิชัยกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา นโยบายการเงินและนโยบายการคลังของไทยอาจไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกัน แต่หากพิจารณากฎหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ระบุถึงหน้าที่ในการดูแลเศรษฐกิจ อัตราแลกเปลี่ยน และสนับสนุนการขับเคลื่อนโยบายของรัฐบาลไว้ครบถ้วนแล้วไว้ ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจของประเทศมีความเกี่ยวข้องกันการขับเคลื่อนนโยบายจึงต้องไปในทิศทางเดียวกัน

“สิ่งที่ดีที่สุดคือ ความเข้าใจ การขับเคลื่อนไปด้วยกันคือ ยังมีความเห็นต่างได้แต่ต้องเป็นความเห็นต่างอย่างสร้างสรรค์ ผมอยากจะเห็นว่า ความเห็นต่างภายในประเทศเริ่มแคบลงมีความสามัคคีมากขึ้นเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายของประเทศให้ได้ ถ้าไม่เห็นตรงกันอย่างเด็ดขาดก็เดินหน้าไม่ได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว การทำงานร่วมกันก็เพื่อให้เศรษฐกิจโตขึ้น ถึงจะมีคนบอกว่า GDP สำคัญไฉน แต่สูตรทั่วโลกเขาบอกแล้วว่า GDP ที่โตขึ้นก็หมายถึงการอยู่ดีกินดีของประชาชนที่มากขึ้น”

ชี้ปัญหาระยะสั้น

ที่ไทยต้องเร่งแก้ไข

นายพิชัยกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมีปัญหาระยะสั้นที่จะต้องแก้ไข ได้แก่

1.หนี้สาธารณะหรือหนี้รัฐบาลที่ขยับสูงขึ้น โดยปัจจุบันอยู่ที่มากกว่า 60% หรือเกือบ 70% ของ GDP ขณะที่กฎหมายได้กำหนดไว้ว่าหนี้สาธารณะห้ามเกิน 70% ของ GDP

“แม้หนี้สาธารณะของไทยจะอยู่ที่มากกว่า 60% ของ GDP แต่หากมองจากภายนอกก็ถือว่ายังอยู่ในระดับที่ไม่อันตราย เพราะ 90% มาจากการกู้ภายในประเทศ แต่ก็ยอมรับว่าหนี้รัฐบาลก็ต้องสูงขึ้น แต่ยังไม่อยากเพิ่มเพดานการขาดดุลงบประมาณโดยไม่มีเหตุผลและไม่จำเป็น เพราะเรื่องนี้บอกถึงความเข้มแข็งของรัฐบาล”

อย่างไรก็ตาม เมื่อกำหนดหนี้สาธารณะไว้ที่ไม่เกิน 70% ของ GDP แล้ว เศรษฐกิจขยายตัวได้ไม่สูง จะทำให้ช่องว่างที่สามารถกู้เงินเพิ่มเพื่อนำเม็ดเงินมาใช้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีปัญหา เช่น แก้ปัญหาระบบน้ำ การแก้ปัญหาผลิตภาพของเกษตรกรก็จะน้อยตามลงไปด้วย

ดังนั้น การแก้ปัญหาหนี้สาธารณะที่ขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ คือต้องทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้มากขึ้น โดยการเติมเม็ดเงินเข้าระบบการเงิน เพื่อขับเคลื่อน GDP ให้เติบโต

2.หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง โดยในช่วงปลายปี 2567 หนี้ครัวเรือนได้ปรับลดลงบ้าง ซึ่งไม่ได้มาจากการที่มูลหนี้ของครัวเรือนลดลงแต่มาจากการที่เศรษฐกิจขยายตัวได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กระทรวงการคลังให้ความสำคัญคือ หนี้ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ (Special Mention Loan : SM) หรือ หนี้ค้างชำระระหว่าง 1-3 เดือน

โดยในการแก้ปัญหาหนี้ SM กระทรวงการคลัง ร่วมกับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้ออกมาตรการให้ลูกหนี้สามารถผ่อนชำระเงินงวดได้ตามความสามารถในการผ่อนชำระโดยการขยายระยะเวลากู้ออกไปสูงสุดถึง 80 ปี หรือ 85 ปี เพื่อให้ประชาชนมีภาระการผ่อนในแต่ละเดือนน้อยลงและยังรักษาที่อยู่อาศัยไว้ได้

ขณะที่ในวันที่ 11 ธ.ค. 2567 กระทรวงการคลัง ร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสถาบันการเงินได้ออกโครงการแก้หนี้คุณสู้เราช่วย เพื่อช่วยแก้หนี้ให้กับประชาชนที่เป็นหนี้เสีย หรือ NPL ไม่เกิน 1 ปี ด้วย

“กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีโอกาสฟื้นและเมื่อหลุดจากการเป็น NPL เขาก็จะมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อใหม่เพราะธนาคารจะอยากปล่อยสินเชื่อให้ โดยปัจจุบันทำให้สถาบันการเงินไม่อยากปล่อยสินเชื่อแม้ว่าจะมีสภาพคล่อง ดังนั้น จึงนำสภาพคล่องที่มีอยู่ไปเก็บไว้ที่ ธปท. เพราะอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าต้นทุนเงินฝาก แต่หากแก้หนี้ได้ และสถาบันการเงินเห็นโอกาส ก็จะค่อยๆ ปล่อยสภาพคล่องออกมา และจะเป็นการดันเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจ”

นายพิชัยกล่าวว่า จากปัญหาดังกล่าว นโยบายการเงินหรืออัตราดอกเบี้ยจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เนื่องจากในโครงสร้างของประเทศไทย สถาบันการเงินมีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 1% เมื่อดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลงเข้าใกล้ต้นทุนเงินฝาก สถาบันการเงินจะอยากเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้นและปล่อยสภาพคล่องลงสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

“เมื่อดอกเบี้ยนโยบายลงมาใกล้กับต้นทุนเงินฝาก แบงก์ก็ต้องคิดแล้วว่าจะทำอย่างไร ซึ่งเขาก็อาจจะต้องเพิ่มความเสี่ยงขึ้นบ้าง เมื่อเศรษฐกิจเริ่มกระเตื้องขึ้นแล้ว และเราก็ปรับโครงสร้างหนี้ให้แล้ว แบงก์ก็มีโอกาสที่จะปล่อยสินเชื่อได้ เป็นโอกาสที่แบงก์จะต้องพิจารณาเรื่องการเติมเม็ดเงินลงสู่ระบบให้มากขึ้น”

นอกจากนี้ การที่สถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ ยังมาจากการที่สถาบันการเงินมองว่ามีความเสี่ยงค่อนข้างมาก แต่ปัจจุบันสถาบันการเงินของไทยก็มีความแข็งแรงมาก

“ตอนนี้เขามองว่าความเสี่ยงเยอะเลยไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ ถ้าเทียบกับธนาคารในประเทศเราจะมองว่า กำไรปีละ 2 แสนล้านบาทก็ถือว่าเยอะ แต่สถาบันการเงินจะบอกว่าไม่เยอะ เพราะขนาดเขาใหญ่ ซึ่งถ้าเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่ขนาดเศรษฐกิจโตกว่าเราก็สู้ไม่ได้จริงๆ แต่ถ้าเทียบกับฐานะความเป็นตัวเองในประเทศที่ระดับเศรษฐกิจขนาดนี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว ดีเกินกว่าศักยภาพของประเทศ”

ดังนั้น การที่ผลประกอบการของสถาบันการเงินดีกว่าศักยภาพของประเทศ หมายความว่า ผู้กู้อาจจะต้องลำบาก ดังนั้น สถาบันการเงินในไทยจึงจำเป็นต้องดูแลลูกค้าในประเทศไทยให้มากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยปรับโครงสร้างหนี้แล้วต้องปล่อยสินเชื่อใหม่ด้วย

“สถาบันการเงินในไทยเป็น Local Bank หรือ 8 ธนาคารท้องถิ่น ซึ่งหมายความว่า หนีลูกค้าในประเทศไทยไม่พ้น ดังนั้น จะปล่อยให้ลูกค้าตายไม่ได้ ซึ่งนอกจากจะปรับโครงสร้างหนี้แล้วต้องปล่อยสินเชื่อใหม่ด้วย เพราะนี่คือลูกค้าระยะยาวของสถาบันการเงิน หากไม่ดูแลเรื่องหนี้ ไม่ปล่อยสินเชื่อ ในระยะยาว สถาบันการเงินก็ไม่รอดเหมือนกัน”

3.หนี้ผู้ประกอบการขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี โดยโครงการคุณสู้ เราช่วย ส่วนหนึ่งได้มีการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วย

“จากการที่ได้เจอเอสเอ็มอีบางธุรกิจไม่ได้กลัวว่าดอกเบี้ยจะอยู่ที่เท่าไหร่แต่กลัวจะกู้ไม่ได้มากกว่า เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขให้ ซึ่งได้วันนี้ก็ดีใจที่หลายคนมาทำเรื่อง Virtual Bank เพื่อทำให้กลุ่มที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ ซึ่งแม้อาจจะให้ดอกเบี้ยที่สูงกว่า แต่เอสเอ็มอีเขายอมเสียมาก เขาสู้ได้แต่ขอให้มีเงิน มีโอกาสในชีวิต”

นายพิชัยกล่าวว่า นอกจากปัญหาภายในแล้วไทยยังต้องจับตาปัญหาภายนอกด้วย โดยเฉพาะเรื่องที่หลายประเทศให้ความสำคัญ คือ ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งปัจจุบันเริ่มเห็นการย้ายฐานการผลิตจากการที่สหรัฐเริ่มเก็บภาษีจากจีนและในอนาคตอาจมีการเก็บภาษีจากยุโรปด้วย

“การที่สหรัฐฯเก็บภาษีจากจีนเพิ่มหมายถึงจีนจะขายของได้น้อยลง ซึ่งก็เป็นโอกาสซึ่งการเพิ่มภาษีแปลว่าจะขายได้น้อยลง ก็เป็นโอกาสของไทยที่จะขายของได้มากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ต้องระวังการที่จีนจะนำสินค้าที่ไม่สามารถขายได้มาทุ่มตลาดไทยด้วย โดยเฉพาะสินค้าราคาถูก ซึ่งสิ่งที่เราทำได้คือต้องดูเรื่องมาตรฐานของสินค้า และหาทางเก็บภาษีให้ได้เหมือนกับผู้ประกอบการไทย”

ขณะที่ยังต้องจับตาความรุนแรงของนโยบายเศรษฐกิจของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วย โดยหากเพิ่มอัตราภาษีมากขึ้นจะทำให้มีการย้ายฐานการผลิตมากขึ้น โดยปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณผ่านการขอรับการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ที่เข้ามามากขึ้นในระยะหลัง

อย่างไรก็ตาม การร่วมทุนกับนักลงทุนไทยในปัจจุบันอาจมีความแตกต่างกันทั้งในเรื่องวิธีการทำงาน และขนาดของเม็ดเงินที่ต่างชาติอาจจะมีมากกว่า ดังนั้น จึงอยู่ระหว่างศึกษาการตั้งกองทุนในลักษณะคล้ายกองทุน BlackRock ที่เข้าใจธุรกิจอย่างดี

นอกจากปัญหาดังกล่าวต้องจับตาภาวะของเศรษฐกิจโลกด้วย เนื่องจากเศรษฐกิจทุกประเทศจะอิงกับเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็กอย่างประเทศไทย

ทั้งนี้ ในระยะข้างหน้านี้ได้ดำเนินมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการแจกเงิน 10,000 บาท เฟส 2 ให้ผู้สูงอายุ 4 ล้านคน เป็นเงิน 40,000 ล้านบาท ตามมาด้วยการแจกเงิน 10,000 บาท เฟส 3 ในรูปของ Digital Wallet ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการได้ในไตรมาส 2 นี้ โครงการใหญ่อีกโครงการที่อยู่ระหว่างศึกษาคือ การออก Stablecoin ที่มีพันธบัตรรัฐบาลหนุนหลัง นอกจากนี้ ยังมี ระบบ Blockchain แพลตฟอร์มทางรัฐ ตามมาอีก รวมทั้งการปฏิรูปภาษีเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และเพิ่มความสามารถแข่งขันได้มากขึ้น

เปิด 4 แนวทางสนับสนุน

เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ในระยะยาว

นายพิชัยกล่าวว่า นอกจากการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นแล้ว ยังมีแนวคิดในการแก้ไขปัญหาระยะยาว ดังนี้

1.การนำเศรษฐกิจนอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบ ซึ่งหากทำได้นอกจากจะทำให้รัฐบาลเก็บภาษีได้มากขึ้นแล้วจะทำให้รัฐบาลมีข้อมูลเพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนกลุ่มที่ไม่มีความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองได้อย่างตรงจุด

“การดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้ามาในระบบ ต้องทำให้การเก็บภาษีเป็นเรื่องง่ายขึ้นเพื่อทำให้รายเล็กๆ สามารถเสียภาษีได้ง่าย ทุกคนก็จะยินดีที่จะเสียภาษีมากขึ้น สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของประเทศให้มากขึ้น”

2.เร่งการลงทุนใหม่ โดยต้องสร้างดีมานด์ใหม่ขึ้นมา หรือทำให้ดีมานด์ที่มีอยู่แล้วเข้าถึงซัพพลายได้ เช่น การเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่ปัจจุบันคนไทยที่มีรายได้น้อยหรือกลุ่มวัยทำงานที่เพิ่งเรียนจบมีรายได้ไม่เพียงพอที่จะเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้

ดังนั้น จึงมีแนวคิดในการทำที่อยู่อาศัยที่ราคาไม่สูงบนที่ดินของรัฐบาลผ่านกลไกของกฎหมายทรัพย์อิงสิทธิที่ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีแล้ว

“เราพยายามจะทำให้ คือ ที่อยู่อาศัยทำหรับคนรายได้ขั้นต่ำ 20,000 บาท โดยหลักการคือนำที่ดินรกร้างของรัฐบาลมาใช้ประโยชน์ ซึ่งในเฟสที่ 1จะเป็นที่ดินที่อยู่ในเมืองเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และอาชีพของเด็กจบใหม่หรือผู้มีรายได้น้อยที่ทำงานในเมืองเริ่มที่ 100,000 ยูนิต โดยให้ผ่อนได้เดือนละประมาณ 4,500 บาท โดยให้ผ่อนนาน 30 ปี”

โดยหลักการของการใช้กฎหมายทรัพย์อิงสิทธิ คือ คนที่มาผ่อนบ้านในโครงการดังกล่าวจะมีสิทธิในทรัพย์สิน 2 สถานะคือ ความเป็นเจ้าของ และสิทธิในการใช้ โดยสามารถนำที่อยู่อาศัยในโครงการดังกล่าวไปเป็นหลักทรัพย์ในการยื่นขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน หรือเป็นมรดกได้ อย่างไรก็ตาม หากครบกำหนดเวลาที่ดินตรงนั้นจะกลับมาเป็นทรัพย์สินของรัฐบาล

“ถ้าไปจดทะเบียนทรัพย์อิงสิทธิหมายความว่า สามารถใช้ที่ตรงนั้นได้ มีสิทธิอิงกับทรัพย์นั้นก็เอาไปกู้แบงก์ได้ เพราะรัฐบาลออกโฉนดให้อีก 1 ใบ ก็จะได้โฉนดครุฑสีเขียวซึ่งเป็นสิทธิในการใช้ เปลี่ยนมือได้ ไม่ต้องของอนุญาตให้ยุ่งยาก เป็นมรดกได้ พอถึงเวลาก็คืนตามกำหนด”

ทั้งนี้ การทำโครงการนี้ จะช่วยดึงดีมานด์จากประชาชนกลุ่มรายได้น้อยและนักศึกษาจบใหม่ได้ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างพิจารณาเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ไม่สูงเกินไป โดยรัฐบาลอาจพิจารณาช่วย 1-2% ซึ่งมองว่าอาจจะเป็นเม็ดเงินที่น้อยกว่าการให้ความช่วยเหลือเมื่อประชาชนกลุ่มดังกล่าวมีปัญหา ขณะที่หากเป็นต่างชาติมาเช่า ยังสามารถกำหนดจำนวน กำหนดประเภทที่จะให้ทำได้ เช่น ห้ามทำเกษตร ซึ่งจะทำให้มีรายได้รายได้เพิ่มจากต่างชาติด้วย

“ต่างประเทศ เช่น จีน เขาให้สิทธิที่ 70 ปี หรือบางประเทศให้ 99 ปี แต่ของไทยให้ 30 ปี ซึ่งเมื่อครบเวลาที่ตรงนี้จะกลับมาเป็นของเจ้าของซึ่งก็คือรัฐบาล แปลว่าต่อไปรัฐบาลก็จะมี Asset เพิ่มขึ้น ไม่ต้องเก็บภาษีอย่างเดียว”

3.ลดรายจ่ายให้ประชาชน โดยมีแนวคิดในการทำรถฟ้า 20 บาทตลอดสาย โดยปัจจุบันระบบรถไฟฟ้าของไทยรัฐบาลลงทุน 1 ล้านล้านบาท ขณะที่เอกชนลงทุน 2 แสนล้านบาท ดังนั้น การลงทุนทั้งระบบอยู่ที่ 1.2 ล้านล้านบาท

โดยหากรัฐบาลใช้เงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อซื้อรถไฟฟ้าคืน จะสามารถกำหนดราคาได้ ดังนั้น จึงมีแนวคิดตั้งกองทุน Infrastructure Fund แล้วเก็บค่าโดยสารจ่ายเข้ากองทุน เพื่อให้ประชาชนได้จ่ายค่าโดยสารในราคาที่ถูกลงได้ เป็นการลดรายจ่ายให้ประชาชน

4.การหาเครื่องจักรชนิดใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้วยการหารายได้เพิ่มจากธุรกิจต่างชาติ เนื่องจากการใช้เงินงบประมาณในประเทศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวมีข้อจำกัด ขณะที่ปัจจุบันนักลงทุนจากต่างประเทศมีความพร้อมและเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย จึงอาจใช้จุดแข็งนี้มาเป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้

สำหรับ MEMBERSHIP :

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมกราคม 2568 ฉบับที่ 513 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...