ADB หั่นคาดการณ์ “เศรษฐกิจเอเชีย” ปี 67-68 ส่วน “ไทย” คาดปีนี้โต 2.6%
ADB หั่นคาดการณ์ "เศรษฐกิจเอเชีย" ปี 67-68 มองเติบโตช้าลงกว่าที่เคย และอาจแย่ลงหากทรัมป์เปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐอย่างรวดเร็ว ส่วน "ไทย" คาดปีนี้โต 2.6% จากเดิมคาด 2.3%
วันที่ 11 ธันวาคม 2567 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจล่าสุด Asian Development Outlook เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.2567 ว่า เศรษฐกิจเอเชีย ที่กำลังพัฒนามีแนวโน้มเติบโตช้าลงกว่าที่เคยคาดไว้ในปี 2567 และปี 2568 และแนวโน้มอาจเลวร้ายลงหากว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดำเนินการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐอย่างรวดเร็ว
ADB คาดว่าเศรษฐกิจเอเชียกำลังพัฒนา ซึ่งรวม 46 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกไม่รวมญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ จะเติบโต 4.9% ในปีนี้ และ 4.8% ในปีหน้า ซึ่งต่ำกว่าการคาดการณ์ของ ADB ที่ 5.0% และ 4.9% ในเดือนกันยายนเล็กน้อย
ธนาคารกล่าวว่า การปรับลดประมาณการการเติบโตสะท้อนให้เห็นถึงผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจที่ไม่โดดเด่นในบางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 3 และแนวโน้มการบริโภคที่อ่อนแอลง แต่การคาดการณ์การเติบโตสำหรับจีนยังคงอยู่ที่ 4.8% ในปี 2567 และ 4.5% ในปี 2568 แต่ได้ลดการคาดการณ์สำหรับอินเดียลงเหลือ 6.5% ในปีนี้จาก 7.0% ก่อนหน้านี้ และลดเหลือ 7.0% สำหรับปีหน้าจาก 7.2%
สำหรับประเทศไทย คาดการณ์การเติบโตปีนี้ที่ 2.6% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 2.3% และคงตัวเลขคาดการณ์ GDP ของไทยในปี 2568 ไว้ที่ระดับเดิมที่ 2.7%
ADB ระบุในรายงานว่า การเปลี่ยนแปลงในนโยบายการค้า การคลัง และการย้ายถิ่นฐานของสหรัฐ อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตและกระตุ้นเงินเฟ้อในประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย แม้ว่า ADB จะตั้งข้อสังเกตว่าผลกระทบส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะปรากฏให้เห็นเกินขอบเขตคาดการณ์ในปี 2567-2568 ก็ตาม
โดยทรัมป์ ซึ่งจะเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 มกราคม 2568 ขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนจากสหรัฐสูงกว่า 60% ปราบปรามผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมาย และขยายเวลาลดหย่อนภาษี
ซึ่ง ADB กล่าวว่า ความเสี่ยงด้านลบยังคงมีอยู่ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐที่เร็วขึ้นและใหญ่กว่าที่คาดการณ์ไว้ในปัจจุบัน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เลวร้ายลง และตลาดอสังหาริมทรัพย์จีนที่อ่อนแอลง
นอกจากนี้ยังได้ปรับลดคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อสำหรับปี 2567 และ 2568 ลงเหลือ 2.7% และ 2.6% ตามลำดับ จาก 2.8% และ 2.9% ก่อนหน้านี้ เนื่องมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกที่อ่อนตัวลง
อ้างอิง : reuters.com