โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บันเทิง

เอส กันตพงศ์ เปิดนาทีชีวิต เตรียมลาบวช 28 ธันวาคมนี้ เคยคิดถึงขั้นไม่สึก!

Khaosod

อัพเดต 24 ธ.ค. 2567 เวลา 08.06 น. • เผยแพร่ 24 ธ.ค. 2567 เวลา 05.59 น.

เอส กันตพงศ์ ควงแม่และน้องชายเปิดนาทีชีวิต หามส่งไอซียูหลังหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ! หมดสติไปหลายชั่วโมง เตรียมลาบวชปลายปีนี้ เคยคิดถึงขั้นไม่สึก

เอส กันตพงศ์ ขอควงคุณแม่ เจี๊ยบ อชิรญาณ์ และ น้องชาย เอ็ม กังวาฬ มาเปิดใจครั้งแรกหลังเจอนาทีชีวิตอีกครั้งจนต้องรีบส่งตัวด่วนเข้าห้องไอซียูเพราะว่าหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ หมดสติไปหลายชั่วโมง พร้อมเปิดใจหลังเอสเข้าอุปสมบทปลายปีนี้ แถมเคยบอกอีกว่าคิดบวชถึงขั้นไม่สึก ทุกประเด็นในรายการ คุยแซ่บShow ที่มี ดีเจพุฒ พุฒิชัย และ บูม สุภาพร เป็นพิธีกร

ทำไมถึงตัดสินใจที่จะบวช?

เอส : เป็นคนอยากบวชอยู่แล้ว จริงๆ ต้องมีแพลนไปอินเดียเพื่อไปบวชที่อินเดีย แต่เครื่องดันมาทำงานก่อนเลยต้องเข้าโรงพยาบาล คุณหมอบอกว่าไม่ควรจะบินไปต่างประเทศไม่ควรอยู่ไกลจากโรงพยาบาลเกินไป

แล้วกังวลกันมั้ยถ้าบวชแล้วมีเหตุการณ์ที่หัวใจเต้นเร็วกว่ากำหนดกำเริบอีก?

เอส : ไม่กังวลเลยเพราะคนเราไม่มีใครที่จะมีชีวิตจีรังตลอดไป สมมติว่าจะต้องเกิดแบบนั้นอีกทีแล้วไม่สามารถมีชีวิตต่อบนโลกนี้ได้ รู้สึกไม่เสียใจถ้าเกิดเหตุขณะที่ยังห่มผ้าเหลือง

หัวใจเต้นเร็วผิดปกติครั้งนี้ครั้งที่ 3 แล้วใช่มั้ย อยากให้ไล่ไทม์ไลน์ว่าแต่ละครั้งเกิดขึ้นช่วงเวลาไหนบ้าง หลังจากที่เราเคยล้มหมดสติที่พารากอนแล้วนอนหลับไปหลายเดือน?

เอ็ม : ถ้ารวมพารากอนด้วยเป็น 4 ครั้ง (หลังจากรักษาตัวได้มีการฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจ เครื่องกระตุ้นหัวใจคืออะไร?)

เอส : ถ้าหัวใจเต้นผิดจังหวะตามที่คุณหมอตั้งไว้เครื่องจะทำงานเลย คุณหมอตั้งไว้ให้ที่ 200 รอบแรก ถ้าหัวใจเต้นถึง 200 เมื่อไหร่เครื่องจะทำงานทันที ซึ่งตามคลิปนั้นจะเป็นการทำงานครั้งแรกของเครื่อง ซึ่งไม่เคยทราบเลยว่าจะทำงานแรงขนาดนี้เจ็บถึงฟันล่างเลย คือพูดออกมาเสียงไม่ชัด

คุณหมอสรุปว่าอะไรในครั้งแรกที่เครื่องทำงาน?

เอส : คุณหมอตรวจเช็กทุกอย่างเลยหาค่าทำงานผิดปกติ เช่น ทานอาหารอะไรยังไง ใช้ชีวิตยังไง นอนยังไง ไม่มีค่าผิดปกติอะไรเลย ทุกอย่างปกติหมดเลย คุณหมอจะสงสัยประเด็นกรรมพันธุ์

ตอนนั้นคุณแม่เป็นอย่างไรบ้าง?

แม่ : ก็ตกใจไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้ แต่มันก็นานนะเกือบปีถึงจะเกิดขึ้น

เอส : ความต่างคือรอบที่สองที่เกิดขึ้นความห่างเดือนเดียว รอบแรกที่เกิดขึ้นอยู่โรงพยาบาลแค่ 2 วัน แล้วก็มาทำรายการเราเลย

บูม : บูมอยู่ในเหตุการณ์คือพี่เอสจะมีอาการที่เหนื่อยแต่นั่งไม่ได้ ต้องเดิน แล้วร้อนเหงื่อแตก หายใจไม่ออกรู้สึกเหมือนจะเป็นลม เวียนหัว คลื่นไส้จะอ้วก ต้องดมยาดม เหมือนคนจะเป็นลมตลอดเวลา แอร์คือหนาวมากพี่เอสเปิดพัดลม ทุกคนเป็นห่วงมากในช่วงเวลาทำงานต้องขอพักกองเลย

ครั้งที่ 2 ห่างกันเดือนเดียว?

เอส : ใช่ คุณหมอบอกว่ามันใกล้กันเกินไป พอมันเกิดการทำงานครั้งแรกคุณหมอบอกว่าลองดูมันจะนานขนาดไหน คุณหมอคิดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นอีกแต่นี่ไม่ถึงเดือนดันเกิดขึ้นอีกซึ่งมันใกล้เกินไปไม่ควรจะมี คุณหมอบอกว่าภายใน 3 เดือนไม่ควรเกิดขึ้นอีกแต่นี่มาเกิดขึ้นห่างกันเดือนเดียว

ครั้งแรกรักษาตัว 3 วัน ครั้งที่ 2 ที่เครื่องกระตุ้นหัวใจทำงานอีกคราวนี้รักษายังไงบ้าง?

เอส : ครั้งที่ 2 นี่ 10 วัน ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในหมู่บ้านยืนอยู่เฉยๆ ยังไม่ทันได้ทำอะไรแล้วอยู่ๆ เครื่องก็ทำงาน พอทำงานก็ไปโรงพยาบาลไปที่ ICU ก่อน คุณหมอก็ตรวจเช็กทุกอย่างไม่มีค่าการทำงานใดๆ ผิดปกติเลย เช็กประวัติด้วยทุกอย่างก็ไม่มีการทำงานอะไรผิดปกติ คุณหมอก็เลยส่งขึ้นไป CCU ผมหมดสติใน CCU จำอะไรไม่ได้

เอ็ม : วันนั้นคุณแม่อยู่ในเหตุการณ์พอดี วันนั้นผมตามไปหลังจากที่คุณแม่เล่าเครื่องเขาทำงานที่สนามแบดก่อน พอไปถึงโรงพยาบาลก็ไปเช็กที่แผนก ICU ตอนนั้นค่าร่างกายเขาปกติแล้ว พอขึ้นไปแผนก CCU ด้วยความที่คุณหมอเขาตั้งค่าเครื่องกระตุกหัวใจไว้ที่ 200 คือถ้าหัวใจเต้น 200 มันจะทำงานแต่ว่าตอนขึ้นไป CCU มันเต้นอยู่ที่ประมาณ 170-180 แล้วเครื่องไม่ทำงาน คุณหมอเลยต้องเอาอุปกรณ์เครื่องแปะหัวใจแล้วกระตุกมือเพื่อให้กระตุ้นหัวใจทำงาน ตอนนั้นร่างกายเขาเริ่มหมดสติแล้ว ตาเขาเริ่มเบลอ ตาเขาเริ่มลอย

เอส : ตอนนั้นคือหมดสติแล้วด้วย ผมไม่ทราบเลยด้วยซ้ำว่าโดนแปะ 6 จุด รู้สึกตัวคือตอนที่เครื่องทำงานเพราะมันแรงกว่าเครื่องนี้ แม่บอกเอสเรื่องเสียงดังเลย

แม่ : คุณหมอเขาใช้ AED แบบแปะแล้วช็อกเลย เพราะเขาเริ่มหมดสติแล้ว ตาลอยแล้ว คุณหมอบอกว่าถ้าปล่อยอีกเดี๋ยวหมดสติอีกจะมีปัญหาเกี่ยวกับสมองคุณหมอเลยต้องช็อกเลย

คุณแม่กังวลมากขนาดไหน?

แม่ : กังวลเพราะเห็นเขาตาลอย ตัวเขานิ่มเย็นไปหมด ตอนนั้นเขาก็พูดไม่รู้เรื่องแล้ว คุณหมอเขาก็ให้ยาแล้วก็พักผ่อนเราก็กังวลเพราะว่ากลัวว่ามันจะเกิดขึ้นอีก (คุณแม่บอกว่าถ้าวันนั้นพี่เอสไม่ได้อยู่โรงพยาบาลก็อาจจะไม่รอด?) ไม่น่าจะรอดเลย เขาหมดสติแน่ถ้าคุณหมอเขาไม่เอาเครื่องช็อกมาแปะ เราคิดว่าเพราะเครื่องทำไปครั้งแรกหัวใจเต้น 200 เครื่องมันช็อกไปแล้ว ทีนี้พอครั้งที่ 2 กำลังจะเกิดขึ้นอีกคิดว่ามันถี่แล้วร่างกายมันอ่อนแอเกินไป ไม่ไหวแล้วเขาจะหมดสติแล้ว เครื่องมันก็เลยไม่ทำงานเพราะเครื่องไม่ขึ้น 200 ซักที

คุณแม่และน้องชายที่เห็นพี่เอสถูกปั๊มขึ้นมาหัวใจของเรามันเป็นยังไง?

แม่ : ตอนแรกไม่ทราบว่าเขาทำอะไรเพราะเขาเพิ่งเข็นขึ้นมาแป๊ปเดียวเอง ซักพักก็เห็นพยาบาลวิ่งเข้ามาแล้วร้องดังมากแล้วก็วิ่งเข้าไปว่าเป็นอะไร คุณหมอก็บอกว่าหมดสติ ใจไม่ดีแล้ว ขนาดตอนนี้อยู่โรงพยาบาลนะแล้วถ้าไปอยู่ข้างนอกจะเป็นยังไง เราก็เหมือนกังวลไปหมดเลย ไปไหนก็ต้องตามตลอดเวลา

พี่เอสอาการกำเริบ 3 ครั้งแบบนี้ คุณแม่ต้องสภาวะจิตใจต้องแข็งแกร่งขนาดไหน?

แม่ : อีกใจหนึ่งอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด อีกใจหนึ่งก็อย่าให้มันเกิดไวนักเลย เราก็รักษาให้ดีที่สุด ถ้าเรารักษาดีที่สุดแล้วมันยังเกิดขึ้นก็ไม่รู้จะทำยังไงก็ต้องทำใจตามนั้น แต่เราเชื่อในมือคุณหมอว่าคุณหมอเก่ง พอทำตรงนี้ไป 80-90% คุณหมอบอกว่าโอเค น่าจะช่วยได้เยอะเลย ทำจี้ไฟฟ้าไป

มีโมเมนต์ไหนที่คุณแม่รู้สึกเห็นลูกชายเราแล้วเรากลัวที่สุด?

แม่ : ครั้งแรกที่หมดสติที่พารากอนอันนั้นกลัวที่สุด พอมาครั้งที่ 2 ที่ 3 เราเหมือนว่าเราตั้งหลักเพราะเห็นว่ามีเครื่องก็ไว้ใจระดับหนึ่ง แต่พอมันเป็นถี่ๆก็เริ่มไม่ไว้ใจแล้ว ก็เลยต้องทำจี้ไฟฟ้า ตอนนี้ที่ห่วงที่สุดคือจี้ไปแล้วเครื่องมันจะช็อกอีกแค่นั้นเอง

เอ็ม : มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายยาก ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ครั้งแรกคุณแม่โทรมาบอกผม ผมอยู่บ้าน ผมฟังครั้งแรกพี่เอสหัวใจวายตอนนี้ยังปั๊มหัวใจไม่ขึ้นไม่มีสติ ผมบอกว่าอะไรนะครับแม่พูดอีกทีหนึ่ง มันได้ยินครบทุกอย่างแต่มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้สมองมันไม่สั่งการ ผมเป็นห่วงคุณแม่ว่าเป็นเหตุการณ์ที่หนักที่สุด พี่ชายผมอายุไม่ได้เยอะ แล้วเขาก็เป็นคนดูแลสุขภาพดีมากๆถ้าเทียบกับผม พอมีเครื่องก็เบาใจในระดับหนึ่งแต่ว่ามันก็จะมีเหตุการณ์อะไรที่เหตุการณ์เขาเป็นอย่างนี้ๆตอนแรกคิดว่าเรื่องมันจะประมาณนี้แต่ก็ไปต่อเรื่อย ก็เลยวางใจไม่ได้

การรักษาต้องเปลี่ยนวิธีการรักษาไปเรื่อยๆ ครอบครัวต้องรับมือเยอะมาก เห็นว่าต้องเปลี่ยนการรักษากะทันหัน?

เอส : ข้อมูลทางการแพทย์เขาเรียกว่าว่า Cardioinsight มันเป็นศัพท์ทางการแพทย์ คือไปหาว่าจุดบกพร่องของหัวใจอยู่ตรงไหน

เอ็ม : เท่าที่คุณหมอเขาถ่ายทอดมาเขาบอกว่ามันจะมีจุดแปะๆไว้เหมือนเป็นการมาร์กจุดเพื่อให้เหมือนทำเป็นภาพสามมิติขึ้นมา พอทำแล้วหัวใจพี่ชายผมเขาจะขึ้นมาเป็นรูปสามมิติ แล้วคุณหมอเขาจะมองเห็นจุดได้ง่ายว่าจุดไหนมีปัญหาไม่มีปัญหาตามสีของรูปหัวใจ มันก็ต้องเอามาประกอบกับการทำ CT Scan เพื่อที่เอาสองตัวนี้มาประกอบกันว่าจุดไหนมีปัญหาเพื่อให้มันใกล้เคียงจริงที่สุดเพราะว่าตอนที่จะทำการผ่าตัดจะได้พร้อมและใกล้เคียงจริงที่สุด อาจจะเป็นอะไรที่ละเอียดนิดหนึ่ง ก่อนหน้านี้มีการทำ MRI เขามีแผลที่หัวใจ 6 จุด ซึ่งอันนี้เป็นความรู้ใหม่ที่มันเกิดขึ้นระหว่างทางเรื่อยๆ ตอนแรกก็สับสนกันอยู่ว่าทำไมมันถึงเป็นเยอะและรุนแรงขนาดนี้

เอส : ข้อมูลเหล่านี้ผมไปเสิร์ชไปหามาด้วยนะว่าทำยังไง แล้วคุณหมอเขาก็มีให้ดูข้อมูลว่าไซด์เอฟเฟ็กต์จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดขึ้นเลยนะแค่คุณหมอเขาแจงให้ฟังมี 7 ข้อ ข้อ 1-6 จำไม่ได้เท่าไหร่ จำข้อ 7 ได้อย่างเดียวคืออาจจะเสียชีวิตระหว่างทำ ก็เลยถามผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือแล้วก็ถามคุณหมอที่รู้จักหลายๆคนช่วยอ่านอันนี้ให้ผมหน่อย ข้อ 7 อัตราการเสี่ยงเกิดขึ้นได้มั้ย หลายท่านตอบตรงกันว่าเกิดขึ้นได้แต่ 0.111% น้อยมาก ถ้าเทียบแล้วควรทำดีกว่า ข้อ 7 เกิดขึ้นได้ยาก

ถึงตอนนี้ก็ตัดสินใจว่าต้องรักษาด้วยวิธีนี้?

เอส : ทำไปแล้วตอนอยู่โรงพยาบาลรอบล่าสุดนี้เลย

ได้คุยกับคุณหมอมั้ยว่าการรักษาโรคที่พี่เอสเป็นมันมีโอกาสที่จะรักษาหายมั้ย?

เอ็ม : ด้วยความที่อาการเขาเกิดจากพันธุกรรม การจี้หัวใจก็เหมือนกับการรักษาที่ปลายเหตุส่วนหนึ่งเป็นวิธีการรักาษาที่ดีที่สุด แต่ว่าการที่เขาเป็นแผลที่หัวใจเท่าที่ผมฟังจากคุณหมอ พอพันธุกรรมมันทำงานผิดปกติอะไรบางอย่างหัวใจเขาดันไปสร้างอะไรขึ้นมาจนมันกลายเป็นเหมือนแผลเพราะฉะนั้นมันจะไปขวางการไหลเวียนของหัวใจหรือคลื่นไฟฟ้าทำให้หัวใจเขาเต้นผิดจังหวะ อย่างของคุณแม่เขามีอาการเต้นช้าแต่ว่าผิดจังหวะเหมือนกันของพี่ชายเต้นเร็ว หลักๆก็คือต้องดูแลโดยรวมอย่างที่พี่ชายบอก เรื่องความเครียด อย่าออกกำลังกายหนักเกินไป พักผ่อนให้เป็นเวลา เพราะว่าพันธุกรรมถ้าจะรักษาได้ต้องรอเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ

คนที่เป็นแบบพี่เอสในประเทศของเรามีแค่ 1 คน?

เอ็ม : เท่าที่ทราบก็คือ ณ ตอนนี้คุณหมอที่รักษาพี่เอสบอกว่าในไทยมีประมาณ 2 คน อายุน้อยกว่าพี่เอสไม่ถึง 20 ปี แล้วก็เป็นพี่ชายผมที่มีอาการพันธุกรรมนี้เหมือนกันเลย

เอส : อันนี้ตามข้อมูลของหมอที่รักษาที่เขาแจ้ง ทั่วประเทศอาจจะมีที่เราไม่ทราบ ที่ไม่ได้ออกข่าวก็ได้

แม่ : แต่เป็นเคสที่คุณหมอรักษา 2 คนนี้

คุณแม่กับพี่เอ็มเป็นห่วงอะไรพี่เอสมากที่สุด?

แม่ : เรื่องเครียด เวลาเขาทำอะไรเขาทำจริงจัง คิดเยอะแล้วเขาจะวางแผนเรื่องงานก็ห่วงเขาแค่เรื่องนั้น (คุณแม่ได้มีไปบนบานด้วย?) ที่บ้านนับถือหลวงพ่อโสธรมาก 2 คนนี้ขอหลวงพ่อโสธรตั้งแต่ก่อนที่จะเกิด ดีที่สุดก็คือบนให้หลวงพ่อโสธร ถ้าเขาหายดีกลับมาเป็นปกติได้หรือจะกลับมายังไงก็ได้เราจะบวชให้หลวงพ่อโสธร 15 วัน แม่บนไว้แบบนี้

ซึ่งกำหนดการที่จะบวชคือ 28 ธันวาคม นี้ วัดธรรมมงคล ทำไมต้องวัดนี้?

เอส : วัดธรรมมงคลผมไปหาหลวงพ่อวิริยังค์ตั้งแต่ตอนยังอยู่มหาวิทยาลัยแล้วก็มีโอกาสได้พบท่านก่อนท่านมรณภาพ แล้วก็ไปเป็นผู้ช่วยงานของวัดซึ่งผมจำไม่ได้เลย ตอนที่้เกิดเหตุกับผมก็ทราบว่าวัดธรรมมงคลครูบามัดท่านนิมนต์พระภิกษุ สามเณร เป็นร้อยกว่ารูปมาทำพิธีให้ผมตอนเกิดเหตุครั้งแรกที่พารากอน ก็เลยเป็นการตอบว่าทำไมผมถึงเลือกบวชที่วัดธรรมมงคลเพราะว่าตั้งแต่ตอนเด็กๆที่เคยป่วยเป็นไมเกรนตอนนั้นก็จะมีท่านพระพุทธทาสภิกขุแล้วก็จะมีหลวงพ่อวิริยังค์ที่ผมศึกษาคำสอนของท่านเยอะเลย แล้วรู้สึกว่าเราหายจากโรคที่เราเคยเป็นก็เพราะท่านนี้ ตั้งแต่ก่อนป่วยผมไปปวารณาตนไว้ขอเป็นโยมผู้อุปัฏฐากวัดธรรมมงคล ตอนหายป่วยก็จำไม่ได้แต่รุ่นพี่ส่งมาให้ดูว่าจำได้มั้ยว่าเอสเคยปวารณาตนไว้ก็เลยต้องเป็นวัดธรรมมงคลเหมาะสมที่สุด

ที่เคยบอกจะบวชตลอดชีวิต?

เอส : ที่เคยพูดอันนั้นเป็นความชอบตั้งแต่เด็กเลยตั้งแต่ก่อนเข้าวงการด้วยซ้ำจะศึกษาพระธรรมให้ถ่องแท้ ผมเป็นคนรู้สึกว่าโลกมนุษย์ไม่เห็นมีความสุขอะไรเลยแบบเที่ยงแท้อะไรซักอย่าง (บวชครั้งนี้คือยังไง?)ข้างต้นคือให้คุณแม่ก่อน 15 วัน ให้คุณแม่สบายใจก่อน

ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทุกวันจันทร์-วันศุกร์ เวลา13.15-14.15 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

คลิปสัมภาษณ์ : https://youtu.be/RcwZIlSgrNY?si=_Y0cIh0m4H2TU9Gv

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เอส กันตพงศ์ เปิดนาทีชีวิต เตรียมลาบวช 28 ธันวาคมนี้ เคยคิดถึงขั้นไม่สึก!

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...