โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ร้านอาหาร ปี 68 “แค่ทำอร่อยอาจไม่รอด” อ่วมขึ้นค่าแรง-กำลังซื้อหด-ทุนจีนบุก

Positioningmag

อัพเดต 25 ธ.ค. 2567 เวลา 10.32 น. • เผยแพร่ 25 ธ.ค. 2567 เวลา 10.26 น.

“ธุรกิจร้านอาหารและภัตตาคาร” ติด Top 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการเลิกกิจการสูงสุด ตามข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และช่วง 10 เดือนแรก ปี 2567 มีการเลิกกิจการสูงขึ้น 89% เมื่อเทียบกับปีก่อน (อ้างอิงศูนย์วิจัยกสิกรไทย) ส่วนการเปิดกิจการใหม่มียอดคงที่

สะท้อนว่า “ธุรกิจร้านอาหารในไทยมีการแข่งขันดุเดือดต่อเนื่อง และการอยู่รอดไม่ง่ายอย่างที่คิด”

ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำปี 68 กดดันกำไร รายเล็ก-กลางเหนื่อย

ฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคาร


นางฐนิวรรณ กุลมงคลนายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยว่า ตลาดร้านอาหารในปี 2568 มีความท้าทายหลายประการ ได้แก่

ประเด็นแรก “การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ” ในปี 2568 ในอัตราแตกต่างกันตามพื้นที่ ประมาณ 7-55 บาท/วัน เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2.9% เช่น ภูเก็ต ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา และ อ.สมุย สุราษฎร์ธานี ค่าแรง 400 บาท/วัน ส่วน กทม. และปริมณฑล อยู่ที่ 372 บาท/วัน เป็นต้น

โดยปกติค่าแรงพนักงานจะคิดเป็น 20-25% ของต้นทุนร้านอาหาร ซึ่งรับค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงอยู่แล้ว จากปัญหาการแย่งแรงงานในพื้นที่ท่องเที่ยว ทำให้ต้องนำเข้าแรงงานต่างด้าว พ่วงมาด้วยค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทั้งเอเยนซี ค่าที่พัก และค่าอาหาร 3 มื้อ ตลอดจนค่าประกันสังคมที่ต้องจ่ายคนละครึ่งกับลูกจ้าง

ทำให้จากเดิม ยกตัวอย่าง สมมติค่าจ้างพนักงานอยู่ที่ 9,000 บาท/เดือน อาจต้องปรับขึ้นเป็น 12,000 บาท/เดือน ส่วนพนักงานคนอื่น ๆ ที่มีค่าแรงสูงกว่านั้น ก็ต้องปรับขึ้นให้เท่าเทียมกัน

ทั้งนี้ การขึ้นค่าแรงรอบปี 2568 ดันต้นทุนทั้งระบบให้ขยายตัว ตั้งแต่ต้นทางจากผู้ผลิต และโรงงาน นำไปสู่การขึ้นราคาค่าวัตถุดิบ ท้ายสุดกลุ่มร้านอาหารต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น ‘กดดันอัตรากำไรขั้นต้นร้านอาหารซึ่งมีสัดส่วนเพียง 15% ให้ลดลงไปอีก’

“ปีหน้าอย่าว่าแต่กำไรเลย แค่ประคองตัวให้รอดให้พอมีเงินจ่ายพนักงานก็พอ เพราะยุคนี้ร้านอาหารแค่อร่อยอย่างเดียวไม่พอ ต้องสายป่านยาว ใครที่อ่อนแอ อาจจะหยุดธุรกิจไปก่อน ที่น่าห่วงคือ รายเล็ก-กลาง เขาไม่เหมือนรายใหญ่ที่อยู่ตัวและขายดี”

กำลังซื้อซบ กินเพื่ออยู่รอด งดฟุ่มเฟือย ร้านอาหารแข่งดุแย่งลูกค้า

ประเด็นต่อมา เรื่องกำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัว ปัจจัยราคา เป็นสิ่งแรกที่ผู้บริโภคใช้เลือกซื้ออาหาร อาทิ ช่วงนี้อาจเน้นซื้ออาหารจากตลาดนัดแทนไปกินร้านอาหาร หรือกระทั่งการเลือกสั่งของในราคาย่อมเยา

ส่งผลให้ผู้ประกอบการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เช่น ร้านขายไก่ย่าง ปกติอาจขายทั้งตัว ก็เปลี่ยนเป็น ขายครึ่งตัว, ขายแยกเป็นส่วนเล็ก ๆ หรือปรับเมนู แพกเกจจิ้งใหม่เป็นอีกรูปแบบ แต่ไม่ใช้วิธีติดป้ายขึ้นราคาอาหาร เพราะถ้าขึ้นลูกค้าจะรู้สึกไม่ดีต่อร้าน และยุคนี้การแข่งขันรุนแรง ต้องเน้นรักษาลูกค้า

”การทำร้านอาหารยุคนี้ต้องรอบรู้ เข้าใจทั้งผู้บริโภคว่าต้องการอะไร และปรับตัวให้ทันสภาวะเศรษฐกิจ“

ยุคนี้ไม่เหมือนยุคก่อนที่เศรษฐกิจดี และร้านอาหารมีจำนวนน้อยมาก เช่น พื้นที่ กทม. ในอดีตมีร้านอาหารเพียงหลักร้อยร้านค้าเท่านั้น คนมาทีสั่งตั้งแต่เมนูออเดิร์ฟ อาหารจานหลัก ของหวาน ไอศกรีม และน้ำปั่น อัตรากำไรที่ได้ก็มาจากส่วนของเครื่องดื่มที่มีอัตรากำไรสูง เป็นต้น

ทว่าปัจจุบันมีร้านค้าหลักหลายแสนร้านค้า รวมถึงร้านค้าในอากาศบนแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ทำให้แข่งขันกันดุเดือด ประกอบกับผู้บริโภคกำลังซื้อลดลง ทำให้สั่งเฉพาะพอกินอิ่ม สัก 2-3 เมนูเท่านั้น งดน้ำปั่นและของหวาน

ร้านอาหารโอเวอร์ซัพพลาย จีนตีตลาดไทย ปิดกิจการเพิ่ม 89%

สอดคล้องกับ ข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่ระบุ ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มในประเทศมีการแข่งขันรุนแรงในทุกระดับราคาและประเภทของอาหาร “ประเทศไทยมีความหนาแน่นของร้านอาหารต่อประชากรอยู่ที่ 9.6 ร้านต่อประชากร 1,000 คน ซึ่งนับว่าเป็นอัตราส่วนที่สูง”

โดยในปี 2568 คาดว่าร้านอาหารและเครื่องดื่มจะมีจำนวนประมาณ 6.9 แสนร้าน และมีมูลค่าตลาดประมาณ 572,000 ล้านบาท เติบโต 4.8%

มูลค่าตลาดร้านอาหาร ปี 2568


การแข่งขันในธุรกิจยังมาจากการเข้ามาลงทุนของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะจีน ซึ่งในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มยังได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในธุรกิจมากขึ้น (อ้างอิงกรมพัฒนาธุรกิจการค้า) จำแนกตามสัญชาติ ดังนี้

อันดับ 1 ไทย มูลค่า 8,602 ล้านบาท

อันดับ 2 จีน มูลค่า 549 ล้านบาท

อันดับ 3 ญี่ปุ่น มูลค่า 221 ล้านบาท

อันดับ 4 อินเดีย มูลค่า 218 ล้านบาท

อันดับ 5 ฝรั่งเศส มูลค่า 135 ล้านบาท

อันดับ 6 เกาหลีใต้ มูลค่า 108 ล้านบาท

โดยตั้งแต่ต้นปี 2567 กลุ่มร้านอาหารและเครื่องดื่มจากจีน มีมูลค่าการลงทุนที่เร่งตัวขึ้น และแนวโน้มการเข้ามาลงทุนน่าจะเพิ่มสูงขึ้น

การจดทะเบียนตั้งกิจการร้านอาหารของทุนต่างชาติ


ทั้งนี้ การแข่งขันในธุรกิจที่รุนแรงก็ทำให้เกิดการหมุนเวียนเปิด-ปิดกิจการของผู้ประกอบการใหม่และเก่าเป็นจำนวนไม่น้อยเช่นกัน โดยจากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า ร้านอาหารปิดตัวเร่งขึ้น โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2567 ร้านอาหารมีการจดทะเบียนยกเลิกธุรกิจสูงถึง 89% (YoY) ขณะที่การเปิดตัวใหม่ไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...