คิวต่อไป! ทรัมป์ เตือน “ยุโรป-สหราชอาณาจักร” อาจเผชิญภาษีศุลกากร
คิวต่อไป! ทรัมป์ เตือน "ยุโรป-สหราชอาณาจักร" อาจเผชิญภาษีศุลกากร หลังลงนามเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากเม็กซิโก แคนาดา และจีน ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ 4 ก.พ.68
วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 สำนักข่าว CNBC รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวเมื่อวันที่ 2 ก.พ.68 ว่าจะมีการเรียกเก็บภาษีการค้าจากสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร แต่ส่งสัญญาณว่ายังสามารถบรรลุข้อตกลงกับสหราชอาณาจักรได้
ทรัมป์ทำให้ตลาดโลกตกต่ำลงหลังจากที่ขู่ที่จะจัดเก็บภาษีนำเข้าจากคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ โดยเรียกเก็บภาษีนำเข้า 25% จากสินค้าที่นำเข้าจากเม็กซิโกและแคนาดา และ 10% จากสินค้าที่นำเข้าจากจีน โดยภาษีนำเข้าดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 ก.พ.68 โดยทั้ง 3 ประเทศต่างออกมาประณามการจัดเก็บภาษีดังกล่าว แคนาดาตอบโต้ด้วยมาตรการคว่ำบาตรสินค้านำเข้าจากสหรัฐ ขณะที่เม็กซิโกขู่ว่าจะตอบโต้เช่นกัน จีนกล่าวว่าจะยื่นฟ้องต่อองค์การการค้าโลก
เมื่อถูกถามเกี่ยวกับแนวโน้มภาษีศุลกากรต่อสินค้าจากสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป (EU) ทรัมป์กล่าเมื่อวันที่ 2 ก.พ.68 ว่าทั้งสองฝ่ายกำลังกระทำการเกินขอบเขต โดยสหภาพยุโรปกำลังแสดงพฤติกรรมที่แย่กว่า และอาจมีการเรียกเก็บภาษีศุลกากรต่อสหภาพยุโรป ในเร็วๆ นี้
ในส่วนของอังกฤษ ซึ่งสหรัฐมีความสัมพันธ์ทางการค้าที่ละเอียดอ่อนกว่านั้น ทรัมป์กล่าวว่าเชื่อว่ายังสามารถบรรลุข้อตกลงได้ โดยระบุว่า “สหราชอาณาจักรนั้นเกินเลยไปมาก แต่มั่นใจว่าเรื่องนี้จะได้รับการแก้ไข” พร้อมเสริมว่าเข้ากันได้ดีมากกับ คีร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร**
ขณะที่ทรัมป์กล่าวหาคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอเมริกาหลายรายว่าแสวงหาประโยชน์จากสหรัฐ โดยอ้างถึงการขาดดุลการค้าที่มากและต่อเนื่อง ทรัมป์มองว่าภาษีศุลกากรเป็นหนทางในการแก้ไขดุลยภาพ โดยให้เหตุผลว่านโยบายดังกล่าวจะช่วยเพิ่มการจ้างงานและการเติบโตของสหรัฐ นักวิจารณ์เตือนว่าการจัดเก็บภาษีศุลกากรจะส่งผลกระทบต่อพลเมืองสหรัฐเช่นกัน เนื่องจากต้นทุนจะถูกโยนให้กับผู้บริโภค
สหภาพยุโรปถือเป็นประเทศลำดับถัดไปในรายการภาษีของทรัมป์ เนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศที่มีการค้าขายกับสหรัฐมากที่สุด และมักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเกินดุลการค้ากับสหรัฐอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลของคณะกรรมาธิการยุโรปแสดงให้เห็นว่าสหภาพยุโรปมีดุลการค้ากับสหรัฐ มูลค่า 155,800 ล้านยูโร หรือราว 159,600 ล้านดอลลาร์ สำหรับสินค้าในปี 2566 แต่ขาดดุลด้านบริการ 104,000 ล้านยูโร โดยเครื่องจักรและยานพาหนะคิดเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดของการส่งออกจากสหภาพยุโรปไปยังสหรัฐ โดยแบ่งตามกลุ่มผลิตภัณฑ์ รองลงมาคือสารเคมี สินค้าผลิตอื่นๆ และผลิตภัณฑ์ยาและเวชภัณฑ์
ทรัมป์กล่าวว่าการขาดดุลการค้าของสหรัฐกับสหภาพยุโรปเป็นความโหดร้าย โดยกล่าวซ้ำถึงความคิดเห็นก่อนหน้านี้ที่ว่าสหภาพยุโรปได้ใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์กับสหรัฐอย่างแท้จริง
ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่จากสหภาพยุโรปได้เสนอแนะว่าสหภาพยุโรปสามารถตอบสนองต่อภาษีของสหรัฐได้ ในลักษณะที่สมส่วน โดยเมื่อวันอาทิตย์ คณะกรรมาธิการยุโรปก็ย้ำอีกครั้งว่าสหภาพยุโรปจะตอบสนองอย่างหนักแน่น
โฆษกคณะกรรมาธิการกล่าวในแถลงการณ์ว่า “มาตรการภาษีศุลกากรแบบครอบคลุมทุกด้านทำให้ต้นทุนทางธุรกิจสูงขึ้น ส่งผลเสียต่อคนงานและผู้บริโภค ภาษีศุลกากรก่อให้เกิดความวุ่นวายทางเศรษฐกิจโดยไม่จำเป็นและผลักดันให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ มาตรการเหล่านี้ส่งผลเสียต่อทุกฝ่าย”
พร้อมเสริมว่า “ขณะนี้ไม่ทราบว่ามีการกำหนดภาษีเพิ่มเติมสำหรับผลิตภัณฑ์ของสหภาพยุโรปหรือไม่ ความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างเรากับสหรัฐถือเป็นความสัมพันธ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งควรพิจารณาที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์นี้ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น”
ทั้งนี้ตามข้อมูลของสหรัฐ ระบุว่าในปี 2565 สหรัฐมีดุลการค้าสินค้าและบริการเกินดุลกับสหราชอาณาจักรสำนักงานสถิติแห่งชาติของสหราชอาณาจักรระบุว่าในปี 2566 ดุลการค้าดังกล่าวได้เปลี่ยนไปในทิศทางที่เอื้อต่อสหราชอาณาจักร ขณะที่ข้อมูลการค้าล่าสุดของสหราชอาณาจักร แสดงให้เห็นว่าสหราชอาณาจักรมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐ มูลค่า 4.5 พันล้านปอนด์ หรือราว 5.5 พันล้านดอลลาร์ ในสินค้า ในช่วง 4 ไตรมาสที่สิ้นสุดในไตรมาสที่ 2 ของปี 2567
นักยุทธศาสตร์ของธนาคาร Deutsche Bank กล่าวว่า ภาษีใดๆ ที่ทรัมป์เรียกเก็บจากสหภาพยุโรปจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจของภูมิภาค และเน้นย้ำว่าหากสหภาพยุโรปต้องทนกับภาษี 10% การวิเคราะห์ของนักเศรษฐศาสตร์ของเราก่อนหน้านี้ชี้ให้เห็นว่าภาษีดังกล่าวจะมีมูลค่าลดลง 0.5-0.9% จาก GDP เมื่อปัจจัยอื่นๆ เท่ากัน”
อ้างอิง : cnbc.com