โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดีอี ประชุม TopEX จัดตั้ง 'กองนวัตกรรมดิจิทัล' พร้อมเร่งตัดวงจร 'โจรออนไลน์' เดินหน้าสร้างบุคลากรดิจิทัล 2.5 แสนคน

VoiceTV

อัพเดต 07 พ.ย. 2567 เวลา 06.53 น. • เผยแพร่ 07 พ.ย. 2567 เวลา 06.27 น. • กองบรรณาธิการวอยซ์ออนไลน์

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (Top Executives) ครั้งที่ 13/2567 เมื่อ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2567 โดยมี นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดีอี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดีอี และโฆษกกระทรวงดีอี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัล เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT และผ่านระบบ VDO CONFERENCE

นายประเสริฐ กล่าวว่า ในการประชุมหารือร่วมกับผู้บริหารกระทรวงดีอี มีวาระสำคัญในการร่วมพิจารณาที่เกี่ยวข้องกับมาตรการการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามนโยบายของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยเน้นให้ความสำคัญกับมาตรการการตรวจสอบและปราบปรามเว็บไซต์ และลิงค์ URL ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นหนึ่งในช่องทางที่ใช้ก่ออาชญากรรมของมิจฉาชีพ

พร้อมกันนี้กระทรวงดีอี ได้จัดตั้งกองนวัตกรรมด้านดิจิทัล ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงดีอี เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2567 ภายใต้นโยบายการพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลโดยข้าราชการกระทวงดีอี ซึ่งที่ผ่านมาได้ร่วมพัฒนาระบบสำคัญโดยไม่ใช้งบประมาณ ได้แก่

1.การพัฒนาแอปพลิเคชันพยากรณ์อากาศ เป็นความร่วมมือในการพัฒนาแอปฯ ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อพัฒนาโมดูลภายใต้แอปฯ Thai weather ของกรมอุตุนิยมวิทยา โดยระบบใหม่จะรองรับการแสดงผลบนแผนที่ในรูปแบบเคลื่อนไหว รวมทั้งเพิ่มข้อมูลและฟังก์ชัน อาทิ พยากรณ์ฝน ความชื้น ทิศทางลม อุณหภูมิ ซึ่งผู้ใช้งานสามารถระบุพิกัดได้ถึงระดับตำบล และยังสามารถติดตามการพยากรณ์ล่วงหน้าได้ 7 วัน ซึ่งทำให้ระบบมีความทันสมัยและสะดวกต่อการใช้งานมากขึ้น

2.ระบบ MDES PDF Encrypter ที่พัฒนาร่วมกับ สกมช. เพื่อรองรับการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ ในการเข้ารหัสเอกสารชั้นความลับต่างๆ ได้ ซึ่งสามารถเข้ารหัสเอกสารครั้งละจำนวนมากได้ และเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการซื้อ license ของโปรแกรมเข้ารหัสได้ เช่น สป.ดศ. ได้จำนวน 1.7 ล้านบาทต่อปี โดยระบบนี้ได้เปิดให้หน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ สามารถนำไปใช้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

3.ระบบตรวจสอบและเก็บหลักฐานเว็บไซต์ที่กระทำผิดกฎหมายตามคำสั่งศาลขึ้น โดยระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยลดขั้นตอนการทำงานของเจ้าหน้าที่ ให้สามารถตรวจสอบและจัดเก็บหลักฐาน และดําเนินการทางการปรับเป็นพินัย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Robotic Process Automation (RPA) ที่ช่วยให้กระบวนการต่าง ๆ เป็นไปโดยอัตโนมัติ

สำหรับระบบตรวจสอบและเก็บหลักฐานเว็บไซต์ที่กระทำผิดกฎหมายตามคำสั่งศาล มีส่วนประกอบที่สำคัญ 3 ระบบ ได้แก่

1) ระบบตรวจสอบเว็บไซต์ผิดกฎหมาย (URLChecker) ทำหน้าที่ในการตรวจสอบเว็บไซต์ผิดกฎหมายที่ยังคงมีการเผยแพร่หลังมีการออกคำสั่งศาล ที่รองรับ URL ที่ต้องตรวจสอบจำนวนมาก

2) ระบบเก็บหลักฐานเว็บไซต์ผิดกฎหมาย (Evidence) บันทึกและจัดเก็บไฟล์สื่อจากเว็บไซต์ (วิดีโอและรูปภาพ) ที่ผ่านการตรวจสอบของระบบตรวจสอบเว็บไซต์ผิดกฎหมาย และพบว่ามีการละเมิดต่อไปแม้จะมีคำสั่งศาลแล้ว

3) ระบบการทำงานอัตโนมัติโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ RPA ใช้เพื่อช่วยในการบันทึกและเก็บหลักฐานโดยอัตโนมัติ และส่งมอบให้กับเจ้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบและดำเนินการต่อไป

ขณะเดียวกัน ยังได้พัฒนาให้ระบบตรวจสอบ สามารถเชื่อมโยงผ่านแอปพลิเคชัน โดยเชื่อมโยงกับระบบสนับสนุนการทำงานปิดเว็บไซต์ผิดกฎหมาย (Webd) ที่มีอยู่เดิม เพื่อรับส่งข้อมูลเว็บไซต์ผิดกฎหมายและคำสั่งศาลได้อย่างรวดเร็ว ข้อมูลดังกล่าวจะถูกส่งไปตรวจสอบ (URL Checker) และเก็บหลักฐานเว็บไซต์ผิดกฎหมาย (Evidence) ผ่านเครือข่ายของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) และระบบจะส่งหลักฐานเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมายและยังเผยแพร่อยู่ได้อัตโนมัติ

“ระบบนี้ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบหลักฐานเว็บไซต์ผิดกฎหมาย ที่ยังมีการเผยแพร่อยู่ได้ในทันที โดยหลักฐานที่ระบบสามารถเก็บได้ ประกอบด้วย เว็บไซต์ วันที่ออกคำสั่งศาล วันที่ตรวจพบ และชื่อผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต จึงช่วยให้การดำเนินการตามกฎหมายมีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดการทำงานที่สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ โดยสามารถตรวจสอบ เว็บไซต์ผิดกฎหมาย จำนวน 10,000 URL ได้ภายในเวลา 3 ชั่วโมง และใช้จำนวนเจ้าหน้าที่เพียง 1 คนในการทำงาน การพัฒนาระบบดังกล่าวจะช่วยทำให้ดำเนินมาตรการตรวจสอบ เฝ้าระวัง และปราบปรามเว็บไซต์ และ URL ผิดกฎหมาย ได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ช่วยให้สามารถตัดวงจรช่องทางการก่ออาชญากรรมของขบวนการมิจฉาชีพได้อย่างมีนัยสำคัญ” นายประเสริฐกล่าว

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้พิจารณา แนวทางการขับเคลื่อนสถานภาพการเข้าใจดิจิทัล (Digital Literacy: DL) ของประเทศ โดยมุ่งเป้าที่การขยายองค์ความรู้และทักษะดิจิทัล (Digital Knowledge & Skill) ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาและสร้างเสริมศักยภาพและทรัพยากรมนุษย์ สำหรับปี 2566 – 2570 จำนวน 250,000 คน ผ่านการดำเนินงานด้วยการขับเคลื่อนขยายองค์ความรู้และทักษะดิจิทัลเพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล (Digital Divide) ให้ประชาชนในพื้นที่ต่างจังหวัด ผ่านศูนย์ดิจิทัลชุมชนประมาณ 1,722 ศูนย์ทั่วประเทศ เช่น การอบรมทำคลิป และการซื้อขายสินค้าออนไลน์ โดยได้กำหนดเป้าหมายผู้เข้าร่วมการอบรม คือ 150 คน/ศูนย์/ปี พร้อมทั้งสร้างบุคลากรในรูปแบบดิจิทัลอำเภอ เพื่อระดมสร้างองค์ความรู้ด้านดิจิทัลผ่านการอบรมบุคลากรในศูนย์ดิจิทัลชุมชน รวมทั้งเพิ่มจำนวนอาสาสมัครดิจิทัล (อสด.) ในแต่ละจังหวัด ซึ่งมีสถิติจังหวัดเป็นหน่วยงานดูแล โดยเสนอให้ สดช. จัดทำโครงการสร้างดิจิทัลอำเภอ (ลูกจ้างชั่วคราว) ซึ่งอาจต่อยอดเป็นพนักงานราชการต่อไปในอนาคต

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...