โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การผลิตซ้ำวาทกรรมเลิกทาส สร้างภาพจำระบบทาสไท(ย)

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 13 เม.ย. 2566 เวลา 07.55 น. • เผยแพร่ 13 เม.ย. 2566 เวลา 07.55 น.
ญาณินี ไพทยวัฒน์

ผู้เขียน : ปนัดดา ฤทธิมัต

เมื่อกล่าวถึงการเลิกทาสในสังคมไทย ก็มักจะระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มหาราชผู้ทรงปลดเปลื้องความทุกข์ยากของเหล่าทาสให้เป็นไท เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2448

ทั้งที่ความจริงแล้วพระองค์ทรงมีพระราชกรณียกิจที่ทำเพื่อพสกนิกร และเพื่อให้สยามเจริญรุดหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศอีกมากมาย โดยสาเหตุที่การเลิกทาสเป็นภาพจำสถิตอยู่ในความรับรู้ทั่วไป เนื่องจากมีการกล่าวถึงเรื่องนี้ซ้ำไปซ้ำมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแบบเรียน

หนังสือ ทาสไท(ย) : อำนาจ ความกรุณา และปิยมหาราชในภาพจำ โดย ญาณินี ไพทยวัฒน์ สำนักพิมพ์มติชน ให้รายละเอียดเกี่ยวกับวาทกรรมเลิกทาสว่า แม้การเป็นทาสในสยามจะสิ้นสุดลง แต่เรื่องราวของทาสถูกหยิบยกขึ้นมาให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการเทิดพระเกียรติพระราชกรณียกิจเลิกทาสของรัชกาลที่ 5 เริ่มจากพิธีรัชมังคลาภิเษก พ.ศ. 2451 เป็นพระราชพิธีที่รัชกาลที่ 5 ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายแด่พระมหากษัตริยาธิราชเจ้า และสมโภชสิริราชสมบัติในมหามงคลสมัยที่ทรงครองแผ่นดินสยามมายาวนานกว่า 40 ปี

ซึ่งในพิธีดังกล่าว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงจัดกระบวนแห่ที่มีชื่อว่า “กระบวนการเลิกทาส” เพื่อเทิดพระเกียรติพระราชกรณียกิจเลิกทาสของรัชกาลที่ 5 ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้มีการวาดภาพพระราชกรณียกิจเลิกทาสบนโดมภายในพระที่นั่งอนันตสมาคม ทั้งนี้ เนื่องจากรัชกาลที่ 6 ทรงให้ความสำคัญกับพระราชกรณียกิจเลิกทาสว่าเป็นประโยชน์แก่บ้านเมือง

จากนั้นเมื่อเกิดการปฏิวัติ 2475 วาทกรรมทาสไทยได้รับการอธิบายใหม่ จากเดิมที่เน้นอธิบายพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 5 เปลี่ยนเป็นอธิบายว่า การเลิกทาสทำให้คนไทยกลายเป็นพลเมืองที่มีอิสระเสรีภาพในตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับระบอบการเมืองใหม่แบบประชาธิปไตยที่ต้องการให้ประชาชนเข้าใจเรื่องสิทธิและเสรีภาพ

ขณะเดียวกันงานเขียนของนักคิดสังคมนิยมในยุคนั้น มุ่งศึกษาทาสไทยในฐานะชนชั้นใต้ปกครองที่ได้รับการกดขี่ข่มเหงจากชนชั้นปกครองไทย อย่างไรก็ตาม การเทิดพระเกียรติพระราชกรณียกิจเลิกทาสก็ยังคงมีอยู่ ดังปรากฏในพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพและหนังสือเรียนสังคม

ต่อมาเมื่อเข้าสู่ยุครัฐบาลเผด็จการทหารของ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตั้งแต่ทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา พระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ได้รับการฟื้นฟูอีกครั้ง พร้อมกับกระแสเทิดพระเกียรติพระราชกรณียกิจเลิกทาสของรัชกาลที่ 5 งานเขียนหลายประเภททั้งวรรณกรรม วิทยานิพนธ์ ตลอดจนหนังสือเรียน ต่างผลิตซ้ำวาทกรรมพระราชกรณียกิจเลิกทาสอย่างชัดเจน

เมื่อเข้าสู่ยุครัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีการเทิดพระเกียรติโดยเปรียบเทียบระหว่างรัชกาลที่ 5 กับรัชกาลที่ 9 ว่า พระมหากษัตริย์ทั้ง 2 พระองค์ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูงต่อพสกนิกรชาวไทย หลังสิ้นสุดรัฐบาล พล.อ.เปรม ในช่วงทศวรรษ 2530-2540 พระราชกรณียกิจเลิกทาสได้รับการเทิดพระเกียรติจากรัฐบาลและภาคเอกชนหลากหลายรูปแบบมากขึ้น

เช่น ธนบัตรราคา 100 ที่มีภาพการเลิกทาสในสมัยรัชกาลที่ 5 ปรากฏอยู่ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยผลิตเพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีที่ทรงพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ

ดวงตราไปรษณียากรครบรอบ 100 ปีแห่งการเลิกทาสในประเทศไทย ราคา 36 บาท ที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจัดทำขึ้น โดยเริ่มจำหน่ายวันที่ 23 ตุลาคม 2548 จำนวน 1 ล้านดวง

ละครโทรทัศน์ ที่มีการนำวรรณกรรมซึ่งทาสเป็นตัวละครเอกมาผลิตเป็นสื่อบันเทิง โดยเนื้อเรื่องแสดงให้เห็นถึงความลำบากและการถูกกลั่นแกล้งของเหล่าทาสที่เลวร้ายไม่ต่างไปจากสัตว์เดรัจฉาน และที่สำคัญมีฉากที่เล่าถึงเหตุการณ์ประกาศเลิกทาส ซึ่งตัวละครได้ถ่ายทอดความรู้สึกที่ตนเองเป็นไท พร้อมทั้งซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 5 ที่ทรงปลดเปลื้องความทุกข์ยากให้กับบรรดาทาส

พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง จังหวัดนครปฐม ที่สร้างขึ้นในปี 2535 ภายในมีหุ่นชุดต่าง ๆ เช่น ชุดพระอริยสงฆ์ ชุดพระบรมรูปพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี และอีกมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือชุดพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชทรงประกาศเลิกทาสไทย ที่จัดแสดงหุ่นรัชกาลที่ 5 ประทับนั่งอยู่ตรงกลาง ทาสคุกเข่านั่งรายล้อมพระองค์ โดยทาสเหล่านี้แสดงอาการนอบน้อมและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงเลิกทาส

รวมถึงลัทธิบูชาเสด็จพ่อรัชกาลที่ 5 ในช่วงทศวรรษ 2530 ที่ประชาชนเดินทางไปเคารพสักการะรัชกาลที่ 5 ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อขอพรให้พระองค์ช่วยเหลือ รวมถึงขอโชคลาภและความเจริญแก่ชีวิต
นอกจากนี้ในช่วงทศวรรษ 2520-2530 มีความพยายามที่จะโต้แย้งวาทกรรมทาสไทยกระแสหลักจากกลุ่มผู้เขียนหนังสือเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายว่า

ระบบทาสไทยมีปัญหามาตั้งแต่ก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจจากการทำสนธิสัญญาเบาว์ริง พ.ศ. 2398 ส่งผลให้ทาสไม่อยากขายตัวเป็นทาส ทาสอยากเป็นไทเพื่อเป็นแรงงานอิสระในการผลิตข้าว ดังนั้น เมื่อจำนวนทาสลดน้อยลงจึงนำไปสู่การเลิกทาสในที่สุด

อย่างไรก็ตาม คำอธิบายดังกล่าวเป็นวาทกรรมทาสไทยกระแสรองที่เผยแพร่สู่สาธารณชนในวงจำกัด เพราะงานเขียนเหล่านี้เผยแพร่เพียงในกลุ่มของนักเรียน นักศึกษา และนักวิชาการที่สนใจเรื่องทาสไทย ไม่มีพลังมากพอจะคัดง้างหรือหักล้างวาทกรรมทาสไทยกระแสหลักได้

สรุปคือคนในสังคมไทยหลังการเลิกทาสใน พ.ศ. 2418 เป็นต้นมา เป็นความเข้าใจที่ตกอยู่ภายใต้วาทกรรมกระแสหลักที่เน้นประเด็นเทิดพระเกียรติพระราชกรณียกิจเลิกทาสของรัชกาลที่ 5 ซึ่งถูกสร้างขึ้นและผลิตซ้ำในหลากหลายรูปแบบ

แต่ความเข้าใจสภาพชีวิตทาสและระบบทาสไทยจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์กลับไม่ค่อยได้รับความสนใจจากคนในสังคมไทย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะงานวิชาการที่ศึกษาเรื่องทาสและระบบทาสไทยไม่ได้เผยแพร่ไปสู่คนส่วนใหญ่ในสังคมไทย

รวมถึงกลุ่มผู้สร้างวาทกรรมทาสไทยที่สนับสนุนพระราชกรณียกิจเลิกทาสของรัชกาลที่ 5 ทั้งชนชั้นนำ นักวิชาการ นักเขียนวรรณกรรม นักเขียนสารคดีประวัติศาสตร์ และนักเขียนหนังสือเรียน มีพื้นที่นำเสนอในสังคมมากกว่ากลุ่มผู้อธิบายเรื่องทาสและระบบทาสไทย ด้วยเหตุที่ตัวบทสอดรับกับอุดมการณ์รัฐไทยในหลายยุคหลายสมัย และเข้ากันได้ดีกับแนวการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยกระแสหลักที่เน้นพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลางในคำอธิบาย

ดังนั้น วาทกรรมทาสไทยกระแสหลักจึงดำรงอยู่อย่างมั่นคงในสังคมไทย จนกว่าบริบทการเมืองไทยจะเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับความเข้าใจประวัติศาสตร์ไทยที่ไม่เน้นเพียงเรื่องราวของผู้ปกครอง แต่หันมาเน้นเรื่องราวของคนกลุ่มอื่น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนที่ต้องตกอยู่ภายใต้โครงสร้างลำดับชั้นต่ำสุดและโดนกดขี่มากสุดอย่าง “ทาส”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...