โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นภรรยาชาวสวนผู้กล้าหาญ

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 พ.ค. 2567 เวลา 13.00 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 13.00 น. • Kawebook
หลี่ชิงหลิงทะลุมิติมาเป็นลูกสาวในบ้านยากจน เห็ดเหรอ? กินได้! โสมเหรอ? ขายได้! สัตว์ป่าเหรอ? ล่าได้! เส้นทางรวยของเด็กน้อยเริ่มต้นขึ้นแล้ว!

ข้อมูลเบื้องต้น

หลี่ชิงหลิงทะลุมิติมาเป็นลูกสาวในบ้านยากจน เห็ดเหรอ? กินได้! โสมเหรอ? ขายได้! สัตว์ป่าเหรอ? ล่าได้! เส้นทางรวยของเด็กน้อยเริ่มต้นขึ้นแล้ว!

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ:Beijing xirondigital-publishingallianceinformationtechn

ประพันธ์โดย:轻言

ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย:GloryForeverPublicCo.,LTD

บรรณาธิการ:ไพสิฐ ต่วนขำ

แปลและเรียบเรียงโดย:ธมลวรรณ แซ่เจิง

พิสูจน์อักษร:สิริลักษณ์ รัศมีวิทยาภรณ์

หลี่ชิงหลิงทะลุมิติมาเป็นเด็กสิบขวบในยุคโบราณ

ที่ไม่มีอะไรเป็นใจเลยสักอย่าง

บิดาที่เสียชีวิตจากโรคระบาด มารดาที่ตั้งท้องอุ้ยอ้ายและน้องชายที่ยังเป็นเด็กเล็ก

เมื่อบ้านหลังนี้ไม่มีคนทำงานได้ นางจึงต้องลงมือเอง หลี่ชิงหลิงเดินหน้าขึ้นภูเขาเพื่อหาของป่ามาเลี้ยงครอบครัว

นางมีสมองและสองมือ รู้ว่าเห็ดชนิดใดกินได้ รู้วิธีล่าสัตว์ ทั้งยังฉลาดเกินใคร ของป่าใดที่ขายได้ นางเก็บไปขายทั้งหมด

ในขณะที่นางตัดพ้อโชคชะตา ว่านางทะลุมิติมาไม่มีสกิลอะไรติดตัวมาด้วยเลยเหรอ ปลายนิ้วนางก็มีน้ำหวานๆ ไหลออกมา นี่มัน…น้ำจิตวิญญาณ??!!

Kawebook พร้อมเสริฟนิยายสนุก ๆ อีกมากมาย
จะสายมันส์ สายหวาน ก็มีอีกเพียบ!
อัพเดตเร็วดี ตอนฟรีมากกว่า

เกิดใหม่

เมื่อมองไปที่มุ้งผุพังเหนือหัวและได้ยินเสียงดังมาจากในครัว หลี่ชิงหลิงก็ถอนหายใจพลางขยับตัวลุกขึ้น หลังจากผ่านไปสามวัน เธอก็ต้องยอมรับความจริงที่ว่า เธอจากยุคปัจจุบันได้มาเกิดใหม่ในชนบทที่ยากจน ล้าหลังแสนโบราณแล้วจริงๆ

จากความทรงจำของเจ้าของเดิมทำให้เสี่ยวหลี่ชิงหลิงรู้ว่าชีวิตนี้ของเธอไม่แย่นัก บิดามีฝีมือในการล่าสัตว์ มักจะไปล่าไก่ป่า กระต่ายป่ากลับมากินเป็นครั้งคราว

แต่เมื่อสามเดือนก่อน โรคระบาดที่มาอย่างกะทันหันได้คร่าชีวิตบิดาไป มารดาของเธอ นางจ้าวเสียใจจนเกือบแท้ง เมื่อทำได้เพียงนอนอยู่บนเตียงเพื่อรักษาครรภ์ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ป้าหลินไม่แสดงท่าทีเป็นมิตรอย่างที่เคยอีกต่อไป

นางหลินไม่เพียงแต่รังเกียจอาการเจ็บป่วย แต่ยังไม่ชอบหลี่ชิงเฟิง น้องชายวัยห้าขวบที่ไม่สามารถทำงานหนักใดๆ ได้ การเลี้ยงดูแม่ลูกทั้งสามเป็นการสิ้นเปลืองอาหารสิ้นดี จึงเรียกร้องให้ย่าหลิวแยกครอบครัว แยกพวกเขาออกไป

ปู่และย่าเข้าข้างลุงหลี่ไหลฝูตั้งแต่เด็ก ทำให้พวกเขาตอบตกลงกับการยุยงของนางหลินในทันที

การแยกครอบครัวเป็นไปอย่างรุนแรง พวกเขาต้องการให้พวกนางจากไปตัวเปล่า ทว่าผู้นำหมู่บ้านที่ทนดูไม่ไหวได้เข้ามาช่วยพูด สุดท้ายจึงได้ที่นาคุณภาพต่ำสองไร่ ข้าวกล้องสิบถัง และข้าวของเก่าจำนวนหนึ่ง

เรื่องนี้ทำให้นางหลิวรู้สึกโกรธ นางรู้สึกว่าพวกเขาไม่รู้จักบุญคุณ ทำให้นางเสียหน้า จึงขับไล่สามแม่ลูกออกจากบ้านสกุลหลี่ในวันเดียวกันนั้น

สามแม่ลูกไร้ที่อยู่อาศัยอยู่พักหนึ่ง บังเอิญที่เชิงเขามีกระท่อมว่างอยู่ ผู้นำหมู่บ้านจึงปล่อยให้พวกนางอาศัยอยู่ในกระท่อมหลังนั้นเป็นการชั่วคราว

การอาศัยอยู่ในกระท่อมมุงจากเป็นเวลาสองเดือน แม้ว่าจะประหยัดด้วยการกินแต่ข้าวกล้องและโจ๊กผักป่าเพียงมื้อเดียวต่อวัน ทว่าสุดท้ายข้าวกล้องสิบถังก็ถูกกินจนหมด ในบ้านไม่มีของกินเหลืออีก แม้กระทั่งผักป่าบนภูเขายังถูกเก็บจนเกลี้ยง แต่กว่าจะถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็เหลืออีกตั้งสองเดือน ต่อจากนี้จะทำอย่างไรดี?

เมื่อเห็นน้องชายที่หิวจนร้องไห้ หลี่ชิงหลิงก็ไร้ทางเลือก เด็กสาววิ่งไปยังบ้านสกุลหลี่ ขอร้องถามปู่ย่าให้ช่วยแบ่งข้าวสารได้หรือไม่

ทันทีที่หลี่ชิงฝูผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องได้ยินจุดประสงค์การมาเยือนก็ผลักเธอด้วยความโกรธ หลี่ชิงหลิงที่หิวมากอยู่แล้วถูกผลักอย่างรุนแรงจึงเสียหลักกระแทกกำแพงจนศีรษะแตก

เสี่ยวหลี่ชิงหลิงถูกหามกลับบ้าน แต่สุดท้ายก็ไม่รอด และหลี่ชิงหลิงผู้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ในยุคปัจจุบันก็ได้มาเกิดใหม่ในร่างนี้

ในวันเกิดเหตุ เธอเพิ่งปรับปรุงบ้านที่ซื้อมาเสร็จ พร้อมวางแผนรับพ่อแม่มาอยู่อาศัยด้วย แต่เรื่องทางโลกช่างยากจะคาดการณ์

หวังว่าพ่อแม่จะไม่เสียใจกับการตายของเธอนัก

หลี่ชิงหลิงถอนหายใจหนักๆ อีกครั้ง ทอดสายตามองน้องชายที่ยังคงหลับสนิท หันหลังกลับและดันประตูออกไป เห็นนางจ้าวที่กำลังจะทำข้าวต้มจึงรีบเดินเข้าไปหา

"ท่านแม่ ให้ข้าจัดการเองเถอะ!" เห็นสภาพผอมแห้งของนางจ้าวแล้ว เธอก็ได้แต่ยิ้มขื่น "ไปนั่งเถอะ!"

นางจ้าวหลบมือหลี่ชิงหลิงและเอ่ยอย่างเป็นห่วง "เจ้ายังอ่อนแออยู่ ไปนอนอีกหน่อยเถอะ! ไว้แม่ทำกับข้าวเสร็จจะเรียก”

เมื่อสามวันก่อน ลูกสาวของนางถูกหามกลับมาพร้อมศีรษะโชกเลือด สภาพร่อแร่ปานนั้น แม้แต่หมอก็บอกว่าไม่น่ารอด โชคดีที่พระโพธิสัตว์คุ้มครอง ลูกสาวถึงฟื้นมาอีก มิฉะนั้นคนเป็นแม่อย่างนางก็คงใช้ชีวิตต่อไปไม่ไหว

แต่นางจ้าวไม่มีทางรู้เลยว่าลูกสาวของตนเปลี่ยนไปแล้ว

"ข้าพักมาสองวันแล้ว ไม่เป็นไรแล้ว" อันที่จริงบาดแผลยังคงปวดอยู่ แต่เธอไม่อยากให้นางจ้าวกังวล จึงได้แต่เอ่ยปลอบไปเช่นนี้

หลี่ชิงหลิงเอื้อมมือไปหยิบทัพพีในมือของนางจ้าวและโน้มตัวไปตักข้าวกล้องในถัง ข้าวกล้องจำนวนเล็กน้อยนี้ คู่หมั้นตัวน้อยของเธอ หลิวจือโม่ยกมาให้ในวันที่เธอได้รับบาดเจ็บ แต่ก็คงประทังได้เพียงวันสองวัน หลังกินเสร็จก็ต้องทนหิวโหยอีก

เธอก่อไฟ มองเปลวเพลิงที่ลุกโชน ก่อนจะพูดขึ้นเบาๆ "ท่านแม่ ข้าอยากไปดูบนภูเขาว่ามีอะไรพอเก็บกินได้บ้าง”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ นางจ้าวก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ มองใบหน้าเล็กๆ ของลูกสาวซึ่งถูกเปลวเพลิงสะท้อนและมีสีหน้าดูดีขึ้นมาหน่อยแล้ว ก่อนจะหลับตาด้วยความเจ็บปวด “เจ้ายังไม่หายดี อย่าไปเลย เดี๋ยวแม่… เดี๋ยวแม่ไปยืมข้าวสารจากบ้านท่านปู่” ของที่กินได้บนภูเขาถูกเก็บไปหมดแล้ว จะเก็บอะไรได้อีกเล่า?

“ไม่ได้หรอก ท่านแม่… ข้าเคยตายเพราะเรื่องนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง แม่ยังมองนิสัยพวกเขาไม่ออกอีกหรือ” เธอถึงขั้นสงสัยแล้วว่าพ่อของเธอ หลี่ไหลกุ้ยเป็นบุตรชายตระกูลหลี่จริงหรือไม่ หากเป็นลูกในไส้จะถูกปฏิบัติอย่างโหดร้ายได้ขนาดนี้เชียวหรือ?

สิ้นเสียง ห้องครัวก็เงียบลงทันที

หลี่ชิงหลิงเงยหน้าขึ้นมองนางจ้าวที่ยามนี้หลบตา ลุกขึ้นยืนเขย่งเท้า หยิบตะกร้าที่แขวนอยู่ขึ้นสะพายหลัง

“ไม่ต้องห่วง ถ้าข้าหาของกินไม่เจอจะรีบกลับมา”

นางจ้าวเงยหน้าขึ้นมองร่างผอมบางที่เดินออกจากลานบ้านแล้วน้ำตาไหลเงียบๆ รู้สึกขมขื่นในใจอย่างยิ่ง

อากาศยามเช้ามีหมอกหนา หลังจากขึ้นไปบนภูเขาได้ไม่นาน เสื้อผ้าบางๆ บนร่างกายของหลี่ชิงหลิงก็เปียกชื้น แต่เธอไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องแบบนี้ ทำได้เพียงกัดฟันและเดินลึกเข้าไปในภูเขาต่อไป

สิ่งที่กินได้ในภูเขาใกล้เคียงถูกกวาดไปหมด เธอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเดินให้ลึกเข้าไปอีก

ชาติที่แล้วเธอเองก็เป็นเด็กจากชนบท ตามพ่อไปล่าสัตว์บนภูเขาตั้งแต่ยังเด็ก ฝีมือไม่เลวเลย เธอหวังว่าจะได้ไก่ป่ากระต่ายป่าในภูเขาลึกกลับบ้าน

เสียแต่ความจริงไม่สวยงามเช่นนั้น เธอเดินมาเกือบสองชั่วโมงแล้วก็ยังไม่เห็นแม้กระทั่งเงาไก่หรือกระต่ายสักตัว

หลี่ชิงหลิงนั่งลงบนพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง สูดลมหายใจหนักแล้วยิ้มขมขื่นเงียบๆ พระเจ้าส่งเธอมาที่นี่เพื่อให้เธอลำบากใช่ไหม?

แม้ว่าชาติที่แล้วเธอจะมาจากชนบท แต่ก็ไม่เคยลำบากขนาดนี้มาก่อนเลยนะ!

เธอเงยหน้าขึ้นมองดวงอาทิตย์แสนเจิดจ้าแล้วส่ายหน้า ไม่กล้าคิดอะไรต่อ ด้วยกลัวว่ายิ่งคิด ความกล้าที่อุตส่าห์รวบรวมได้จะอันตรธานไป

หลังจากได้พักผ่อน เธอก็ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยขนาดนั้นแล้ว เธอลุกขึ้นหยิบตะกร้าที่เต็มไปด้วยเห็ดสะพายขึ้นหลังแล้วรีบกลับบ้าน

โชคดีที่เธอยังเก็บเห็ดได้ ซึ่งนี่ก็ทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง

ความจริงแล้วภูเขาลูกนี้มีเห็ดค่อนข้างเยอะ แต่เพราะเคยมีคนในหมู่บ้านที่เคยเก็บเห็ดกินแล้วตายเพราะพิษ หลังจากนั้นก็ไม่มีใครกล้าเก็บเห็ดกินอีกเลย

หากมีเห็ดป่าเหล่านี้ อย่างน้อยครอบครัวของเธอก็ยังมีความหวังที่จะมีชีวิตรอดต่อไป

ทันทีที่กลับถึงบ้านเธอก็วางตะกร้าลง ล้างหม้อและต้มน้ำอย่างคล่องแคล่ว ระหว่างรอให้น้ำเดือดก็ล้างเห็ด หลังล้างเสร็จน้ำในหม้อก็เดือดปุดๆ

เธอเทเห็ดที่ล้างแล้วลงไปครึ่งตะกร้า ที่บ้านเธอยากจนไม่มีแม้แต่น้ำมัน จึงทำได้แค่ใส่เกลือลงไปเล็กน้อย ปิดฝาหม้อ ใส่ฟืนเพิ่มสองท่อนเพื่อเร่งไฟเล็กน้อย

ผ่านไปราวสิบห้านาทีก็ได้กลิ่นหอมของเห็ด หลี่ชิงหลิงหยิบช้อนลงไปคน รออยู่ครู่หนึ่งจึงตักลงชาม คีบเห็ดขึ้นมาเริ่มสวาปามโดยไม่สนใจความร้อนที่ลวกปาก

หลังจากกัดไปสองคำ หลี่ชิงเฟิงที่ได้กลิ่นหอมก็เดินเข้ามาในครัว ดึงแขนเสื้อของผู้เป็นพี่สาวและร้องหิว

หลี่ชิงหลิงกอดหลี่ชิงเฟิงซึ่งอายุแปดขวบ แต่ร่างกายเหมือนเด็กอายุสามหรือสี่ขวบไว้ในอ้อมแขน เมื่อได้ยินเสียงกลืนน้ำลายอย่างต่อเนื่องก็รู้สึกเจ็บปวดหัวใจ ใช้ตะเกียบคีบเห็ดขึ้นมาเป่า ยัดเข้าไปในปากน้องชาย

เขากลืนลงไปตรงๆ โดยไม่แม้แต่จะเคี้ยว "ท่านพี่ หอมจัง เอาอีก…”

"กินช้าๆ สิ ในหม้อยังมีอีก" เธอป้อนหลี่ชิงเฟิงช้าๆ เมื่อเขากินหมดชามและลูบท้องก็ไม่ให้กินต่ออีก “จะกินเยอะเกินในคราวเดียวไม่ได้ เดี๋ยวจะไม่สบายเอา”

แม้ว่าหลี่ชิงเฟิงจะยังอยากกินอีกแต่ก็พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง เขารู้ว่าครอบครัวของเขายากจน หากป่วยจะไม่มีเงินหาหมอ

เขามองเห็ดที่ส่งกลิ่นหอมในชาม แล้วพูดด้วยความงุนงง "ท่านพี่ เห็ดขนกินแล้วจะตาย”

มือที่คีบเห็ดของหลี่ชิงหลิงชะงักค้าง หันไปมองเส้นผมแห้งกร้านของอีกฝ่าย “แล้วทำไมเจ้าถึงกล้ากิน"

“ข้าหิว…” เขาตอบเสียงแผ่ว

ลำคอของเธอพลันตีบตัน น้ำตาไหลลงมาทันที ชาติที่แล้วเธอทำงานหนักเพียงลำพังในเมืองใหญ่ ทนทุกข์กับความยากลำบากทุกรูปแบบ กัดฟันทนผ่านทุกสิ่งมาโดยไม่เสียน้ำตาสักหยดเดียว แต่เมื่อมาถึงที่นี่ ชีวิตมันแสนขมขื่นจริงๆ ขมขื่นจนตัวเธอเองก็ยังไม่รู้ว่าจะไปต่อได้ไหม?

เธอกินเห็ดจนหมดชามทั้งน้ำตา กอดเขาแน่นพลางอธิบายเสียงเบา "เห็ดขนบางชนิดมีพิษ บางชนิดไม่มี ที่ข้าเก็บมาไม่มีพิษ กินแล้วไม่ตายหรอก” เธอหยุดเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ “เรื่องนี้อย่าพูดออกไปนะ เข้าใจไหม”

เรื่องนี้ต่อให้เล่าออกไปก็คงไม่มีใครเชื่อ นอกจากจะไม่เชื่อแล้วยังจะถูกคนในหมู่บ้านดุด่าอีก

หลี่ชิงเฟิงพยักหน้าตอบ

นางจ้าวกลับมาพร้อมจอบ หลี่ชิงหลิงร้องเรียกแม่และเดินไปหาเพื่อรับจอบมา

หลี่ชิงเฟิงร้องเรียกตาม เขารีบวิ่งไปเทน้ำลงอ่าง ยกไปให้นางจ้าวอย่างระมัดระวัง "ท่านแม่ ล้างมือ"

นางจ้าวรีบรับมาวางไว้ข้างเตา เมื่อเห็นหม้อใบใหญ่ที่ปิดฝาอยู่ก็ถามด้วยรอยยิ้ม "ต้มอะไรอยู่หรือ? กลิ่นหอมนัก…"

หลี่ชิงหลิงก้าวไปข้างหน้าเพื่อยกฝาหม้อ เธอมองเห็ดในหม้อพลางเอ่ยเสียงเรียบ "ตอนขึ้นเขา ข้าเจอคุณปู่ผมขาวคนหนึ่ง เขาบอกว่าเห็ดแบบนี้กินได้ ตอนบ่าย ข้ากับน้องก็กินไปแล้ว” เธอไม่รู้ว่านางจ้าวจะเชื่อคำพูดของเธอหรือไม่

ผ่านไปครู่ใหญ่ เมื่อไม่ได้ยินเสียงใดๆ เลย เธอจึงเงยหน้าขึ้นมองนางจ้าว และเห็นว่านางจ้าวตัวสั่นไปทั้งตัว ใบหน้าซีดเซียวเต็มไปด้วยน้ำตา

เธอตื่นตระหนกในทันที เดินไปสองก้าว พยุงนางจ้าวให้นั่งบนเก้าอี้ อ้าปากอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ได้แต่เรียกขานมารดา

สุดท้ายนางจ้าวก็ยกสองมือปิดหน้าและร้องไห้อย่างเจ็บปวด หลี่ชิงหลิงมองแผ่นหลังที่เหมือนจะถูกบดขยี้ และรู้สึกว่าแม่ไม่เชื่อสิ่งที่เธอพูด นางคงคิดว่าเธอกับน้องชายหิวเกินทน จึงกินเห็ดที่กินแล้วต้องตายเหล่านี้

"ท่านแม่…" หลี่ชิงเฟิงยังเด็กและไม่เข้าใจว่าทำไมนางจ้าวถึงร้องไห้ เขาแค่เห็นแม่ร้องก็เริ่มร้องตาม

เมื่อเห็นทั้งสองร้องไห้พร้อมกัน หลี่ชิงเฟิงก็รู้สึกเจ็บปวดใจจนน้ำตาไหลออกมาอย่างไม่สามารถอดกลั้นได้

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใด แต่นางจ้าวยังคงร้องไห้ หลี่ชิงหลิงกลัวว่าหากนางร้องไห้ต่อไปจะไม่เป็นผลดีต่อทารกในครรภ์ เธอจึงกล่าวเตือนเสียงเบา

นางจ้าวค่อยๆ หยุดร้องไห้ นางเงยหน้ามองลูกสาวและลูกชายด้วยสายตาลึกซึ้งทั้งน้ำตา ก่อนจะลุกขึ้นไปตักเห็ดจนเต็มชามและเริ่มกินคำใหญ่โดยไม่พูดอะไรอีก

เมื่อเห็นความสิ้นหวังบนใบหน้าของนางจ้าว หัวใจของหลี่ชิงหลิงก็สั่นไหว แม่คิดว่าถ้าจะตายก็จะตายไปพร้อมกันทุกคนใช่ไหม?

"ท่านพี่…" หลี่ชิงเฟิงเขย่งเท้ามองเข้าไปในหม้อแล้วเงยหน้าขึ้นเรียกหลี่ชิงหลิง

หลี่ชิงหลิงเม้มริมฝีปาก ตักเห็ดสองชาม ผลักชามหนึ่งให้เขา จากนั้นตัวเองยกอีกชามขึ้นมากินเงียบๆ

ตกน้ำ

เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่ชิงหลิงตื่นตรงเวลา เพิ่งยกผ้านวมขึ้น หลี่ชิงเฟิงก็ตื่นเป็นคนต่อมา เขาลุกขึ้นนั่งด้วยความงุนงง ขยี้ตาและเรียกพี่สาว

หลี่ชิงหลิงที่ใจอ่อนยื่นมือออกไปกอด จูงเขาไปที่ห้องครัว

“ตื่นแล้วหรือ” นางจ้าวเพิ่งล้างเห็ดเสร็จ เมื่อเห็นลูกสาวและลูกชายตื่นขึ้นก็รีบรองน้ำใส่กะละมัง “มาล้างหน้าก่อนสิ!”

“ท่านแม่ วางไว้เถอะ ข้าทำเอง…”

หลี่ชิงหลิงดึงนางจ้าวขึ้นให้นั่งบนเก้าอี้ เธอหยิบเห็ดขึ้นมาแล้วเทลงในหม้อที่น้ำเริ่มเดือด ใส่เกลือ ปิดฝาเสร็จจึงไปล้างหน้า

นางจ้าวเร่งฟืนเล็กน้อย ขมวดคิ้วคิดอยู่ครู่หนึ่ง "เสี่ยวหลิง อย่าพูดเรื่องเห็ดออกไปนะ มันไม่ดีกับครอบครัวเรา"

หลี่ชิงหลิงเก็บผ้าออกและพูดเสียงเบา "ข้ารู้ เมื่อวานข้าบอกน้องแล้ว”

ตอนนี้เธอได้ร่างนี้มาก็ต้องรับผิดชอบ พยายามอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้ครอบครัวอดตาย และเห็ดบนภูเขาเป็นอาหารเพียงอย่างเดียวของพวกเขาในตอนนี้ ดังนั้นเธอจึงต้องเห็นแก่ตัว

นางจ้าวหันมองหลี่ชิงหลิง รู้สึกว่าหลังลูกสาวฟื้นจากอาการบาดเจ็บแล้วเปลี่ยนไปไม่น้อย หลี่ชิงหลิงรู้สึกถึงสายตาค้นหาของนางจ้าวแต่ก็ไม่ตื่นตระหนก เสี่ยวหลี่ชิงหลิงคนก่อนค่อนข้างพูดน้อย เอาแต่ก้มหัวทำงาน แต่เธอโดนกระแทกหัวจนบาดเจ็บ ตายไปหนึ่งครั้ง จะเปลี่ยนไปก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้

หลังจากนั้นครู่หนึ่งนางจ้าวก็ดูเหมือนจะนึกถึงเรื่องนี้ได้ พูดด้วยน้ำเสียงตีบตัน "แม่ผิดเองที่ทำให้พวกเจ้าต้องลำบาก” นางหันศีรษะ กลัวว่าพวกเขาจะเห็นน้ำตาในดวงตา

ถ้าตอนแยกครอบครัวเข้มแข็งกว่านี้ ก็อาจจะได้อาหารมากกว่านี้อีกหน่อย ลูกสาวของนางก็จะไม่ต้องถ่อไปขออาหารจำนวนเล็กน้อยเหล่านั้น

หลี่ชิงหลิงที่กำลังช่วยรวบผมให้น้องชายส่ายหน้า "มันจะต้องดีขึ้นแน่" เป็นสิ่งที่พูดให้นางจ้าวและทั้งตัวเองฟัง มีแต่คิดเช่นนี้จึงจะมีความกล้าที่จะเดินหน้าต่อไป

นางจ้าวเช็ดน้ำตาเงียบๆ และตอบรับ ขณะเดียวกันเห็ดก็เริ่มส่งกลิ่นหอม นางยกฝาขึ้น ตักเห็ดส่งให้คนละชาม

หลังจากทั้งสามคนกินเสร็จ นางจ้าวก็เติมอีกชามให้เต็ม ใช้ชามครอบแล้วส่งให้หลี่ชิงหลิง "เอาไปให้จือโม่เถอะ เขาดีต่อบ้านเรา เราจะลืมเรื่องนี้ไม่ได้”

หลี่ชิงหลิงพยักหน้ารับชาม ครอบครัวของหลิวจือโม่มีข้าวไม่มากนัก แต่ก็ยังเอามาให้บ้านเธอได้ เธอคงไม่สามารถเป็นคนเนรคุณได้แน่

“ท่านแม่ ข้าขอไปด้วย”

"ไปสิ!" นางจ้าวยิ้มพลางลูบหัวลูกชาย

หลี่ชิงเฟิงส่งเสียงร้องดีใจและวิ่งออกไปก่อน ยามนี้ที่ได้กินอิ่มก็มีชีวิตชีวาเหมือนเด็กคนอื่นๆ แล้ว

เมื่อวิ่งมาถึงประตูบ้านของหลิวจือโม่ก็ยกมือขึ้นเคาะประตูบ้าน "พี่จือโม่ เปิดประตู"

หลังจากนั้นไม่นานประตูก็เปิดออก คนที่โผล่หัวออกมาเป็นหลิวจือเยี่ยน น้องชายของหลิวจือโม่

"ชิงเฟิง พี่ชายข้าออกไปที่นาแล้ว ไม่อยู่บ้าน"

"จือเยี่ยน พี่สาวข้าเอามาให้…”

คำพูดที่ตื่นเต้นของหลี่ชิงเฟิงถูกขัดด้วยเสียงของหลี่ชิงหลิง "เข้าไปแล้วค่อยคุยเถอะ!" แม้ว่าบ้านทั้งสองจะอยู่ห่างจากหมู่บ้าน แต่เธอก็กลัวว่าจะมีคนเดินผ่านไปมา

เธอเข้าไปข้างใน มองดูบ้านของหลิวจือโม่ที่สร้างด้วยอิฐโคลน ดีกว่ากระท่อมมุงจากของเธอมาก

ครอบครัวของหลิวจือโม่ไม่ใช่คนท้องถิ่น พ่อแม่ของเขามาตั้งหลักที่หมู่บ้านหนิวโถวเมื่อ 13 ปีก่อน หลายปีมานี้ พ่อหลิวและพ่อของหลี่ชิงหลิงเข้ากันได้ดีมาก ตอนที่เขาและภรรยาติดเชื้อโรคระบาด เขาได้เอ่ยขอพ่อของเธอ ขอให้เธอแต่งงานกับหลิวจือโม่ และขอให้ช่วยดูแลลูกทั้งสามของเขา

แต่เขาคงคาดไม่ถึงว่านายหลี่เองก็เสียชีวิตจากโรคระบาดเช่นกัน แม่ลูกทั้งสามถูกขับไล่ออกมา เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะไม่ได้ดูแลครอบครัวของหลิวจือโม่ กลับกันกลายเป็นพวกนางที่ได้รับการดูแลจากหลิวจือโม่แทน

หลิวจือเยี่ยนมองชามที่หลี่ชิงหลิงถืออยู่พลางก้มลงไปดม "พี่ชิงหลิง ท่าน… ถืออะไรอยู่หรือ"

ก่อนที่หลี่ชิงหลิงจะทันเปิดปาก หลี่ชิงเฟิงก็อดใจไม่ไหว "เห็ดขนที่พี่สาวเก็บจากบนเขา อร่อยมาก พวกเรากินกันหมดแล้ว ไม่ตาย”

“จริงหรือ?” เมื่อได้กลิ่นหอมของเห็ด หลิวจือเยี่ยนกลืนน้ำลายไปสองสามอึก

ตั้งแต่พ่อแม่ป่วยและใช้เงินของครอบครัวจนหมด เขาก็ไม่เคยได้กินอาหารอร่อยๆ เลย ได้กินแต่โจ๊กข้าวกล้องทุกวัน

หลี่ชิงหลิงส่งเสียงอืม ยกเห็ดเข้าไปในห้องแล้ววางไว้บนโต๊ะ "มันเป็นเห็ดขนที่กินได้ ไม่ตายแน่ สบายใจได้”

“ท่านพี่… รอง…” เสียงร้องแผ่วเบาดังมาจากในห้อง

"มาแล้ว…" หลิวจือเยี่ยนรีบวิ่งเข้าไปในห้อง และอุ้มน้องสาวออกมา หลี่ชิงหลิงเอื้อมมือไปรับ ให้เขาได้ไปกิน

เขาเงยหน้าขึ้นมองหลี่ชิงหลิง จากนั้นก้มศีรษะลงมองรองเท้าที่มีนิ้วโป้งโผล่ก่อนจะเอ่ยปากอย่างลังเล "ข้าอยากรอจนพี่ใหญ่กลับมาก่อนค่อยกิน”

เธอรู้ว่าตั้งแต่พ่อแม่เสียชีวิตไป ชีวิตครอบครัวนี้ก็ไม่สุขสบายนัก แต่มีอาหารล่อใจยังนึกถึงพี่ชายได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ

“ที่บ้านข้ายังมีอีก อันนี้ให้เจ้า รีบกินเถอะ!” เธอลูบหัวเขาด้วยรอยยิ้ม

หลังจากได้ยิน ดวงตาของหลิวจือเยี่ยนก็เป็นประกาย จากนั้นเริ่มก้มหัวตั้งใจกินโดยไม่กังวลอะไรอีก

เมื่อเห็นว่ามีอะไรให้กิน น้ำลายของหลิวจือโหรวก็เริ่มสอ “กิน… กิน…”

“เรากินด้วยกัน” หลิวจือเยี่ยนคีบเห็ดหนึ่งชิ้น ลุกขึ้นส่งให้หลิวจือโหรว

หลี่ชิงหลิงรีบเอ่ยปากห้าม หลิวจือโหรวอายุเพียงสองขวบกว่า เธอกลัวว่าเห็ดชิ้นใหญ่ขนาดนั้นจะสำลักเข้า จึงหันไปขอให้หลี่ชิงเฟิงเอามีดมาสับให้เล็กลงแล้วค่อยป้อน

หลิวจือโหรวเอื้อมมือไปหยิบชามบนโต๊ะ พูดอย่างใจจดใจจ่อว่าจะกิน… กิน…

"เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว" หลี่ชิงหลิงใช้ช้อนตักขึ้นมาเล็กน้อย เป่าให้เย็นก่อนจะป้อน

หลังจากกินไปหลายคำอย่างเร่งรีบ หลิวจือโหรวจึงขยับปากช้าลง เด็กน้อยตบฝ่ามือเล็กๆ คิ้วและดวงตาโค้งเป็นรอยยิ้ม "อื้อ… กิน…" มือเล็กๆ เอื้อมมือไปผลักช้อน ส่งสัญญาณให้หลี่ชิงหลิงกินด้วย

หลี่ชิงหลิงแสร้งทำเป็นกิน แต่สุดท้ายป้อนเห็ดกลับเข้าไปในปากเจ้าตัวน้อย ทำให้เด็กน้อยหัวเราะเอิ้กอ้ากอย่างมีความสุข

หลี่ชิงเฟิงมองจากด้านข้าง กลืนน้ำลายอย่างต่อเนื่องพลางถามหลิวจือเยี่ยนว่ารสชาติดีไหม หอมไหม?

หลิวจือเยี่ยนพยักหน้า เงยหน้าขึ้นมองหลี่ชิงเฟิงและคีบชิ้นหนึ่งให้เขา แต่หลี่ชิงเฟิงส่ายหน้าบอกว่าเขากินแล้ว จะกินอีกไม่ได้

หลี่ชิงหลิงเห็นแล้วทั้งเจ็บปวดและปลื้มใจ มีน้องชายที่รู้เรื่องรู้ราวเช่นนี้ ไม่ว่าจะลำบากขนาดไหน เธอก็จะต้องพยายามหาทางออกอย่างเต็มที่

หลังจากสองพี่น้องหลิวจือเยี่ยนกินข้าวเสร็จก็ถูกกำชับว่าอย่าเล่าเรื่องนี้ออกไปอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าทั้งสองพยักหน้า เธอจึงวางใจพาหลี่ชิงเฟิงกลับบ้าน

เมื่อเห็นนางจ้าวกำลังถือจอบและเตรียมตัวไปนา หลี่ชิงหลิงรีบผลักหลี่ชิงเฟิง บอกให้เขาตามไปช่วยงาน

หากไม่มีพ่อ น้องชายซึ่งเป็นผู้ชายคนเดียวในครอบครัวก็ควรเรียนรู้งาน อนาคตจึงจะสามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้

หลี่ชิงเฟิงตบหน้าอกเล็กๆ ของตนเอง "ท่านพี่วางใจได้ ข้าจะไม่ปล่อยให้ท่านแม่เหนื่อย"

"ดีมาก…" เธอลูบหัวเขาเบาๆ จากนั้นมองนางจ้าว "ท่านแม่ ข้าจะไปเก็บเห็ดบนเขาแล้วค่อยไปหานะ"

"ไม่ต้องหรอก กลับมาแล้วก็พักเถอะ อย่าเหนื่อยเลย งานในทุ่งไม่ยากหรอก” นางจ้าวรีบโบกมือปัด กลัวลูกสาวที่ยังไม่หายดีจะเหนื่อยอีก

หลี่ชิงหลิงยิ้ม ไม่ได้ฟังให้เข้าหู ก้มหัวกำชับหลี่ชิงเฟิงอีกสองสามคำ จากนั้นขึ้นภูเขาพร้อมตะกร้าบนหลัง

คราวนี้จดจ่ออยู่กับการเก็บเห็ดเท่านั้น ในไม่ช้าเห็ดก็เต็มตะกร้า เมื่อกลับถึงบ้านก็รีบไปที่ทุ่งนาโดยไม่ทันได้พัก เธออยากแบ่งเบาภาระของนางจ้าว

เด็กสาวเดินไปที่ทุ่งนาผ่านความทรงจำเดิม เห็นนางจ้าวแล้วเพิ่งทันร้องเรียกมารดา

เอ้อโก่วจื่อจากในหมู่บ้านก็ร้องตะโกนพลางวิ่งมา “แย่แล้วท่านป้าจ้าว ชิงเฟิงตกลงไปในแม่น้ำ"

นางจ้าวเซเกือบจะล้มลง หลี่ชิงหลิงตกใจกลัว "ท่านแม่ ไม่ต้องห่วง ข้าไปดูเอง” จากนั้นก็ถามเอ้อโก่วจื่อซึ่งกำลังหอบตัวงอ " โก่วจื่อ ช่วยข้าพยุงท่านแม่หน่อย ท่านยังท้องอยู่ จะขยับตัวรีบร้อนไม่ได้”

เมื่อเห็นเอ้อโก่วจื่อพยักหน้า หลี่ชิงหลิงก็สาวเท้าวิ่งทันที หากเกิดอะไรขึ้นกับชิงเฟิง แม่ของเธอคงไม่สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ จะปล่อยเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นไม่ได้

เมื่อวิ่งไปถึงแม่น้ำก็พบว่ามีผู้คนมากมายล้อมรอบอยู่แล้ว ทุกคนพูดแค่ว่าช้าไปแล้ว ไม่หายใจแล้ว

หัวใจของเธอจมดิ่งรีบผลักฝูงชนออก หลี่ชิงเฟิงนอนอยู่บนพื้นเปียกโชกไปทั้งตัว ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาของเด็กสาวแดงก่ำขึ้นมาโดยพลัน

“นี่ ชิงหลิงมาแล้วเหรอ” มีคนตะโกนเรียก

หลี่ชิงหลิงบีบฝ่ามือตนเองอย่างรุนแรงเพื่อสงบสติอารมณ์ ก่อนจะรีบคุกเข่าลงข้างๆ หลี่ชิงเฟิงโดยไม่สนใจสายตาสมเพชเหล่านั้น และเริ่มปฐมพยาบาลตามที่ได้เรียนรู้มาในชาติก่อน

หวังว่ายังคงทันเวลา

"ชิงหลิงกำลังทำอะไร? เสียสติไปแล้วหรือ?" ชาวบ้านเห็นว่าหลี่ชิงหลิงกำลังกดหน้าอกของหลี่ชิงเฟิง เป่าลมจากปากต่อปาก จึงเริ่มคุยกันขึ้นมา

นางจ้าวที่เอามือกุมท้องไว้เดินมาถึงอย่างรวดเร็ว เห็นชาวบ้านที่มุงกันเป็นวงก็ยิ่งรีบร้อน เอ้อโก่วจื่อต้องวิ่งเหยาะๆ เพื่อให้ตามทัน "ท่านป้าจ้าว ช้าๆ หน่อย"

เมื่อชาวบ้านเห็นนางมาก็พากันถอยห่าง ต่างบอกให้นางดูแลตัวเองและไม่ต้องเสียใจมากนัก

หัวใจของนางจ้าวสะดุด เมื่อเห็นชิงเฟิงนอนไร้ชีวิตอยู่บนพื้นก็ตะโกน "ลูกชายข้า!"

ร่างกายของนางอ่อนแรงล้มลง แต่โชคดีที่ชาวบ้านรับไว้ได้ทัน

หลี่ชิงหลิงไม่สนใจนางจ้าวที่สลบไป นางยังคงผายปอดช่วยหลี่ชิงเฟิง หลังจากทำไปนานเท่าไรก็สุดที่จะรู้ จนรู้สึกว่าตัวเองก็กำลังจะขาดอากาศหายใจ หลี่ชิงเฟิงก็ยังคงนิ่งไม่ขยับ

"เด็กน้อย พอได้แล้ว พาเจ้าชิงเฟิงกลับไปเตรียมงานเถอะ!" คุณย่าอู่จู่ที่อายุมากที่สุดในหมู่บ้าน ที่แม้แต่ผู้นำหมู่บ้านยังเคารพ เรียกหลี่ชิงหลิงด้วยตาแดงก่ำ

ไม่ได้จริงหรือ?

นางบีบจมูกของหลี่ชิงเฟิงและเป่าลมเข้าปากของเขาอีกครั้งโดยไม่ยอมแพ้ กระทั่งน้ำตารินไหลลงมาตามคาง และเข้าไปในปากของหลี่ชิงเฟิง

เสียงไอดังขึ้น หลี่ชิงเฟิงเริ่มเคลื่อนไหว

นางดีใจ พลิกตัวเด็กชายและกดเข่าเข้ากับท้อง

หลี่ชิงเฟิงพ่นน้ำออกมาจำนวนมาก หลังจากนั้นครู่ใหญ่จึงดึงแขนเสื้อของหลี่ชิงหลิงร้องเรียกพี่สาว

"รอดแล้ว รอดแล้ว ช่วยจนรอดแล้ว” ชาวบ้านอุทาน

หลี่ชิงหลิงกลับมีสีหน้าเย็นชา และตีหลี่ชิงเฟิงทันที "ข้าบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่ามาเล่นริมแม่น้ำ เจ้าก็ยังไม่ฟัง" ก่อนจะหันหน้าไปชี้นางจ้าวที่ยังหมดสติ “ต้องให้ท่านแม่ตายก่อน เจ้าถึงจะฟังเข้าหัวใช่หรือไม่?”

ใจร้าย

หลี่ชิงเฟิงคิดว่านางจ้าวตายเพราะตนเองจริงๆ เขาร้องเรียกท่านแม่เสียงดัง โผเข้ากอดนางจ้าวและร้องไห้โฮ

นางจ้าวถูกทับจนได้สติ ลืมตาเห็นลูกชายยังมีชีวิตอยู่ก็ร่ำไห้กางแขนกอดเด็กชายเอาไว้แน่น

"คือ… ชิงเฟิงไม่ได้ตกลงไปในแม่น้ำเอง แต่โดนหลี่ชิงฝูผลัก” เสี่ยวหู่จื่อบิดชายเสื้อพูดเสียงเบา เขาเป็นเหลนของย่าอู่จู่

"อะไรนะ?" หลี่ชิงหลิงหันขวับจ้องเสี่ยวหู่จื่อจนเด็กน้อยหดลีบ “เสี่ยวหู่จื่อ เจ้าว่าอะไรนะ พูดอีกครั้งซิ” หลี่ชิงหลิงผ่อนน้ำเสียงลง

"มั่วนิ่ม หลานชายแสนดีของข้าจะไปผลักเจ้าขาสั้น… ผลักชิงเฟิงได้ยังไง เสี่ยวหู่จื่อ อย่าพูดจามั่วซั่ว” เสียงนางหลิวดังขึ้นท่ามกลางฝูงชน คนที่ยืนข้างนางล้วนถอยหลังไปสองก้าวเผยให้เห็นนางหลิวและหลี่ชิงฝู

เสี่ยวหู่จื่อร้อนรนตะเบ็งเสียงพูด “ข้าไม่ได้มั่ว พวกฉวนจื่อเห็นกันหมด หลี่ชิงฝูผลักชิงเฟิงลงแม่น้ำ” เขาชี้เพื่อนในหมู่บ้าน

พวกฉวนจื่อพากันส่ายหน้าพูดอธิบายทันที ทำให้หลี่ชิงหลิงสามารถปะติดปะต่อเหตุการณ์โดยรวม

ก่อนหลี่ชิงเฟิงจะตกน้ำ เขากับพวกเสี่ยวหูจื่อกำลังจับจิ้งหรีดที่ชายนา หลี่ชิงฝูเห็นจึงวิ่งไปแย่งตัวที่หลิงชิงเฟิงจับได้ ซึ่งหลี่ชิงเฟิงไม่ให้ เขาจึงโกรธและผลักหลี่ชิงเฟิงลงแม่น้ำ

"ขอโทษด้วยนะ ที่ข้าว่าเจ้า” หลี่ชิงหลิงขอโทษหลี่ชิงเฟิงแล้วหันไปมองหลี่ชิงฝูด้วยสายตาเย็นเยียบ

หลี่ชิงฝูเหลือบมองหลี่ชิงหลิง คราวนี้หลบอยู่ในอ้อมแขนนางหลิวไม่กล้าส่งเสียงอีก นางหลิวเห็นเช่นนี้สีหน้าก็ย่ำแย่ หันไปถลึงตามองหลี่ชิงหลิง “จ้องอะไร ชิงฝูไม่ได้จงใจเสียหน่อย ชิงเฟิงก็ไม่ได้ตายด้วย เจ้าต้องการอะไรอีก”

"ท่านแม่ ทำไม… ทำไมถึง…” นางจ้าวที่ร้องไห้จนพูดไม่เป็นประโยคได้ยินแบบนี้ยิ่งหน้ามืดจนเกือบจะเป็นลมอีกครั้ง

หลี่ชิงหลิงเห็นแล้วคลานไปหา ลูบหลังนางเบาๆ เมื่อหายใจเป็นจังหวะขึ้นมาอีกครั้งจึงหันศีรษะไปมองนางหลิว และพูดอย่างไร้ความรู้สึก

“ถ้าตามที่ท่านย่าบอก ขอแค่หลี่ชิงฝูผลักเด็กๆ ในหมู่บ้านลงแม่น้ำแล้วไม่ตายก็ไม่ใช่ปัญหาหรือ”

นางต้องการปลุกระดมความโกรธของสาธารณชน ให้ชาวบ้านได้เห็นนิสัยของตระกูลหลิว

แน่นอนว่าทันทีที่พูดจบ ชาวบ้านก็ต่างชี้ตำหนินางหลิว ไม่ให้ลูกๆ เล่นกับหลี่ชิงฝูอีก

สุดท้ายหลี่ชิงฝูก็ยังเป็นเพียงเด็กอายุแปดขวบ หลังจากโดนคนจำนวนมากชี้ก็ร้องไห้โฮออกมาด้วยความตกใจ

นางหลิวเองก็ทำตัวไม่ถูก แต่นางหน้าหนากว่า และสิ่งที่ถนัดที่สุดคือการโวยวาย ทุกครั้งที่โวยวายก็จะสามารถบรรลุในสิ่งที่ต้องการได้

นางนั่งลงบนพื้น ตบต้นขาและร้องเสียงดัง "ลูกชายเอ๋ย ไหลกุ้ยเอ๋ย ทำไมถึงไปเร็วขนาดนั้น ลูกชายผู้น่าสงสารของข้า ดูซิว่าลูกสาวเจ้ารังแกแม่ขนาดไหน เวรกรรมจริงๆ…"

มุมปากของหลี่ชิงหลิงกระตุก หายใจเข้าลึกๆ อย่างไม่คิดยอมแพ้ ก่อนจะคุกเข่าลง และเริ่มโขกหัว “ท่านย่า พ่อข้าเป็นลูกชายแท้ๆ จริงหรือ ทำแบบนี้กับหลานสาว ไม่กลัวว่าเขาจะมาหากลางดึกหรือ? ดูสิ ดูสิ…” พลางเสยหน้าม้าขึ้น ชี้รอยที่ยังแดงบนหน้าผาก "สามวันก่อนที่บ้านข้าไม่มีอะไรจะกิน น้องชายข้าหิวจนร้องไห้ไม่หยุด ข้าไปยืมข้าวสารที่บ้านท่านย่า พวกท่านไม่เพียงแต่ไม่ให้ แต่หลี่ชิงฝูยังผลักข้ากระแทกกำแพงอีก ข้าอุตส่าห์รอดชีวิตกลับมา ก็ยังจะไปทำร้ายน้องชายข้าแทน เขาเพิ่งอายุแปดขวบนะ ทำไมจิตใจถึงโหดร้ายเช่นนี้”

นางไม่เปิดโอกาสให้นางหลิวได้ออกเสียง ยังคร่ำครวญต่อไปว่า "ท่านพ่อ… หลังจากสูญเสียท่านไป พวกเราโดนรังแกหนักเหลือเกิน มาพาเราไปเถอะ พวกเราอยู่ต่อไปไม่ไหวแล้ว!"

ระหว่างโหยหวน น้ำตาไหลก็ไหลออกมาอย่างไม่อาจควบคุม เธอรู้สึกเศร้าจริงๆ

เหล่าหญิงสาวในหมู่บ้านฟังเสียงร้องไห้น่าสงสารของหลี่ชิงหลิงแล้วก็อดตาแดงไม่ได้

ย่าอู่จู่ชี้นางหลิวด้วยสีหน้ามืดมน “หลิวกุ้ยฮวา ลองคลำใจตัวเองดูว่ามันหายไปไหนแล้ว ไม่เคยดีต่อไหลกุ้ยตั้งแต่เด็กก็ว่าไป ตอนนี้เขาจากไปแล้ว ไม่เพียงแต่จะไม่ดูแลลูกๆ และภรรยา ทว่ากลับยังพยายามทำลายอีก เจ้าไม่กลัวไหลกุ้ยกลับมาเอาเรื่องกลางดึกจริงๆ หรือ?”

ผู้คนในยุคนี้เชื่อว่าพระโพธิสัตว์มีจริง ดังนั้นเมื่อนางหลิวได้ยินสิ่งที่ย่าอู่จู่พูดก็หน้าซีดด้วยความกลัว ลากหลี่ชิงฝูจากไปโดยไม่กล้าพูดอะไรอีก

“ท่านย่า อย่าไปนะ เมื่อคืนข้าฝันถึงท่านพ่อ ข้ายังมีเรื่องอยากคุยอีก!”

หลี่ชิงหลิงพูดอย่างมุ่งร้าย นางหลิวตกใจจนเซล้มลง แต่ก็ยังลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้ววิ่งต่อไปโดยไม่กล้าหยุด

ความเร็วนั้นไม่เหมือนผู้สูงอายุเลย

"ฮุ่ยเหนียง มองโลกให้กว้างหน่อย แล้วชีวิตจะง่ายขึ้น" คุณย่าอู่จู่ถอนหายใจ ตบไหล่นางจ้าวเพื่อปลอบโยน

นางจ้าวยิ้มให้กับคุณย่าอู่จู่ด้วยใบหน้าซีดเซียว "เจ้าค่ะ"

คุณย่าอู่จู่พยักหน้าเล็กน้อย เห็นหลิวจือโม่ที่เงียบมาตลอดจึงรีบเอ่ยปาก "ฮุ่ยเหนียง เจ้าต้องขอบคุณจือโม่ที่เขากระโดดลงไปเก็บเจ้าเฟิงจื่อขึ้นมา ไม่งั้น…”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ นางจ้าวรีบดึงหลี่ชิงเฟิงมาคุกเข่าตรงหน้าหลิวจือโม่

“จื่อโม่ อย่างที่ป้าเคยขอบคุณนะ เจ้าคือผู้มีพระคุณที่ยิ่งใหญ่ของครอบครัวเรา"

หลี่ชิงเฟิงก็กล่าวอย่างเชื่อฟัง "ขอบคุณพี่โม่ขอรับ”

หลิวจือโม่ผงะก่อนจะรีบช่วยพยุงนางจ้าวให้ลุกขึ้น "ท่านป้า มันเป็นสิ่งที่ข้าควรทำอยู่แล้ว" ระหว่างนั้นก็พยุงหลี่ชิงเฟิงขึ้นมาด้วย

เมื่อสายตาจับจ้องไปทางหลี่ชิงหลิงที่ยังคงนั่งอยู่บนพื้นด้วยใบหน้างุนงง เขาก็ลังเลไปชั่ววูบ แต่สุดท้ายก็ยื่นมือออกไปหา

ความจริงตอนหลี่ชิงเฟิงโดนช่วยขึ้นมา เขาเองก็ยืนอยู่ข้างๆ แต่เวลานั้นนางอาจจะมีแค่หลี่ชิงเฟิงในสายตา จึงไม่ทันได้สังเกตเห็นเขา

เพราะเมื่อครู่ร้องไห้หนักไปหน่อยจึงยังมึนหัวอยู่ เมื่อมีมือปรากฏขึ้นตรงหน้าจึงตอบสนองไม่ถูก

เธอมองขึ้นไปตามมือนั้นและเห็นใบหน้าที่อ่อนโยนสุภาพ เขานั่นเอง หลิวจือโม่ คู่หมั้นตัวน้อยของเธอ

เมื่อเธอเห็นเสื้อผ้าเปียกบนร่างกายของเขา สมองจึงค่อยๆ นึกถึงสิ่งที่คุณย่าอู่จู่พูดว่าเขาเป็นคนที่ช่วยชิงเฟิง

แม้สุดท้ายเธอจะเป็นคนช่วยชิงเฟิงให้รอด แต่หากไม่ใช่เพราะเขาช่วยชิงเฟิงขึ้นมาตอนแรก น้องชายของนางก็คงตายไปแล้ว

หลิวจือโม่จึงเป็นผู้มีพระคุณต่อครอบครัวของเธอ เป็นเรื่องที่ชัดเจนไม่มีผิดพลาด

เมื่อเห็นว่าเด็กสาวยังนิ่งอยู่ หลิวจือโม่คิดว่านางกำลังเขินอายจึงคิดจะเก็บมือ แต่ก็ถูกมือที่หยาบด้านเล็กน้อยจับไว้

มุมปากของเขากระตุก ใช้แรงดึงเด็กสาวลุกขึ้นก่อนปล่อยมือ

"พี่จือโม่ ขอบคุณนะ! ท่านช่วยครอบครัวของข้าอีกแล้ว" คำพูดนี้ไม่ได้เกินจริงเลย ถ้าชิงเฟิงตาย นางจ้าวคงไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่ออย่างแน่นอน แล้วนางอยู่ในโลกที่ไม่คุ้นเคยนี้คนเดียวจะมีความหมายอะไรอีก?

"ไม่เป็นไร" เขาเหลือบมอง "กลับบ้านเถอะ เดี๋ยวชิงเฟิงจะเป็นหวัดเอา”

หลี่ชิงหลิงจึงเพิ่งเห็นหลี่ชิงเฟิงที่ตัวสั่นเล็กน้อย จึงคุกเข่าลงอยากให้เขาขี่หลัง แต่หลิวจือโม่ดึงตัวนางขึ้น "เจ้าพยุงท่านป้าเถอะ ชิงเฟิงขี่หลังข้าก็ได้” พูดเสร็จก็โน้มตัวอุ้มชิงเฟิงขึ้นหลัง

นี่คือผู้ชายที่มีความรับผิดชอบ นางมีคู่หมั้นที่ไม่เลวเลย

มุมปากยกขึ้นน้อยๆ หันไปบอกขอบคุณคุณย่าอู่จู่แล้วพยุงนางจ้าวเดินกลับบ้าน

ชาวบ้านที่ยังไม่แยกย้ายมองร่างหลี่ชิงหลิง และคนอื่นๆ เดินลับสายตาไป จากนั้นเริ่มพูดคุยอีกครั้ง

"เจ้าจือโม่หน้าตาดี เขียนอ่านก็ดี ถ้ายังเรียนหนังสืออยู่คงเป็นนายคนได้แล้ว เฮ้อ… ชิงหลิงได้ของดีเชียว” ป้าไหลถอนหายใจด้วยความเสียดาย

ป้าหวงรับคำ "ถูกต้อง รู้งี้เล่าเรื่องลูกสาวคนที่สามของข้าให้เขาฟังก็ดี"

ป้าไหลสวนกลับ "ลูกสาวเจ้าจะไปคู่ควรกับจือโม่ที่เหมือนเทพเซียนได้อย่างไร”

“แล้วเจ้าคิดว่าลูกพลัมบ้านเจ้าเหมาะสมหรือ?” ป้าหวงเองก็ไม่อ่อนข้อ

ทั้งสองจึงเถียงกันไปมา

ใครสักคนพูดขึ้นว่า จือโม่เองก็น่าสงสาร ไม่มีพ่อแม่ แถมยังมีน้องชายและน้องสาวอีก ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร!

สิ้นเสียง ป้าไหลและป้าหวงก็เงียบไป

ตระกูลหลิวไม่ใช่ตระกูลหลิวในอดีตอีก ใครก็ตามที่แต่งงานกับหลิวจือโม่จะต้องช่วยเขาเลี้ยงดูน้องสองคนซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ฉับพลัน พวกเขาก็เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจต่อหลี่ชิงหลิงอีกครั้ง

หลี่ชิงหลิงที่ไม่รู้ว่าตนเองกลายเป็นคนน่าสมเพชในปากของคนอื่นไปแล้วถามนางจ้าวอย่างเป็นห่วง "ท่านแม่ ปวดท้องหรือไม่ เมื่อครู่ท่านร้องไห้นานขนาดนั้นจะกระทบต่อครรภ์ไหม?”

นางจ้าวลูบท้องพลางส่ายหน้าช้าๆ คราวนี้ทารกเชื่อฟังมาก นางไม่รู้สึกไม่สบายตรงไหนเลย

เป็นเช่นนั้นก็ดี หลี่ชิงหลิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก

"ท่านพี่ ข้า… วันหลังข้าจะไม่ไปเล่นที่แม่น้ำอีก" หลี่ชิงเฟิงที่อยู่บนหลังของหลิวจือโม่พูดอย่างรู้สึกผิด "ข้าจะหลีกเลี่ยงหลี่ชิงฝูด้วย” ครั้งนี้เขาเองก็ตกใจมากจริงๆ

หลี่ชิงหลิงลูบหัวเล็กๆ กล่าวเสียงเรียบ "สุภาพบุรุษอีกสิบปีแก้แค้นก็ไม่สาย…”

“หา?” หลี่ชิงเฟิงเต็มไปด้วยคำถามทั่วใบหน้า

เด็กสาวหัวเราะเบาๆ พลางหยิกแก้ม “หมายความว่าตอนยังไม่มีพลังก็อย่าไปปะทะกับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่า ไว้ค่อยหาทางแก้แค้นเมื่อมีพลังมากกว่า เข้าใจไหม?” นางกลัวว่าถ้าไม่สอน น้องชายจะกลายเป็นคนขี้กลัวเพราะเหตุการณ์นี้

ดวงตาของหลี่ชิงเฟิงเป็นประกาย เขาพยักหน้า "ข้าเข้าใจแล้ว"

หลี่ชิงหลิงไม่เคยคิดเลยว่าประโยคง่ายๆ เช่นนี้ของนางจะสลักลงในใจของหลี่ชิงเฟิง ทำให้เขาสามารถหลีกเลี่ยงอันตรายมากมายในอนาคตได้

"เจ้าขอให้พี่จือโม่สอนว่ายน้ำสิ วันหลังเจอเรื่องแบบนี้อีกจะได้มีพลังช่วยเหลือตัวเอง" หลี่ชิงหลิงชำเลืองมองใบหน้าด้านข้างของหลิวจือโม่ และให้คำแนะนำหลี่ชิงเฟิงพร้อมรอยยิ้ม

"ได้หรือ" หลี่ชิงเฟิงเบิกตากว้าง "ท่านพี่ ข้าเรียนว่ายน้ำได้จริงๆ หรือ” ถ้าเขารู้วิธีว่ายน้ำ วันนี้เขาก็คงไม่เกือบจมน้ำตาย

“ถามข้าไปก็ไม่มีประโยชน์ ต้องถามพี่จือโม่โน่น”

นางสามารถว่ายน้ำได้พอเอาชีวิตรอด แต่ในยุคนี้นางกลัวว่าหากลงแม่น้ำอาจจะจมเอาได้

หลี่ชิงเฟิงเข้าใกล้หูของหลิวจือโม่ และถามเขาอย่างคาดหวัง "พี่จือโม่ สอนข้าว่ายน้ำได้ไหม?”

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...