ระบบคนดีครองโลก (จบแล้ว)
ข้อมูลเบื้องต้น
ตามหาพระเอกแบบนี้อยู่หรือเปล่า?
ด่ามา ด่ากลับ
ขู่มา ขู่กลับ
ต่อยมา ต่อยกลับ
ร้ายกับคนทั้งโลก ดีกับตัวเองคนเดียวก็พอ
เกรี้ยวกราด โมโห ขี้หงุดหงิด แต่โคตรฉลาดและชอบใช้วิธีแก้ปัญหาแบบเลว ๆ
ขู่พ่อ ด่าแม่ ไถเงินเด็ก นี่คือสิ่งที่คุณจะเจอจากนิยายเรื่องนี้
ทำใจไว้เลยเพราะนี่คือ… นิยายที่มีตัวร้ายเป็นพระเอก
ป.ล. 1 ไม่ใช่นิยายที่อยากจะฆ่าก็ฆ่าได้เลยนะ สำหรับนักเขียน แบบนั้นเลวอย่างเดียวไม่เรียกฉลาด
ป.ล. 2 นิยายเรื่องนี้เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ถ้ารีบรวย รีบเก่ง เชิญเรื่องอื่น
ป.ล. 3 นักเขียนไม่รีบเขียน ไม่รีบอัพ ไม่รีบลง อ่านแล้วค้างแน่ และอาจค้างนาน แต่ขอให้ทำใจ เตรียมใจไว้เลย
ป.ล. 4 ไม่ใช่นิยายวาย แต่มีประเด็นเรื่องเพศเพื่อสอนใจคนที่ชอบเหยียดเพศ ไม่ชอบกดออก
ป.ล. 5 มีความเป็นไปได้สูงที่จะไม่มีนางเอก เพราะนิสัยพระเอกมัน…. มันจะไปชอบผู้หญิงแบบไหนวะ?! แต่ถ้าช่วงหลังมีนางเอกก็คือมีนะ เขียนตามอารมณ์ตัวละคร ไม่ต้องเม้นต์ขู่ว่าถ้ามีนางเอกไม่อ่าน ไม่ตรงจริตกรุณากดออกเลย
ป.ล. 6 ถ้าหายไปนานคือพายายไปหาหมอ ไปทำบุญ ไปงานบวช ไปงานศพ แต่ถ้าหายไปนานจนผิดปกติแปลว่านักเขียนตุย
ป.ล. 7 ถ้ายังไม่เปิดขายมีสิทธิ์เขียนไม่จบ แต่ถ้าขายแล้วเขียนจบแน่ ขอดูกระแสก่อน เพราะเรื่องที่แล้วเข็นเกือบตาย
ตัวร้ายถึงรักแค่ไหนก็ต้องตาย
ความชั่วร้ายของเตวิช มีผลลัพธ์เดียวที่รออยู่คือความตาย
เขาหักหลังเพื่อน ทำร้ายพระเอก ร่วมมือกับมนุษย์ต่างดาวเพื่อฆ่าล้างคนทั้งโลก เตวิชเป็นคนเก่งแต่ถูกครอบงำด้วยความอิจฉาริษยา ความชั่วร้ายของเขาไม่มีทางได้รับการให้อภัย แม้ว่าเขาจะเสียสละชีวิตเพื่อปกป้องผู้หญิงที่เขารักแต่ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่มีวันรับรักเขาเพราะเขาไม่ใช่พระเอก
แล้วใครมันจะหล่อ เท่ เก่งกาจ มีพลังอำนาจพิเศษเทียบเท่าการันต์
การันต์… ผู้ชายที่มีผิวขาวที่สุดในโลก รูปร่างสูงโปร่ง แม้จะชื่อไทยมากแต่ใบหน้าหล่อเหลาเหมือนไอดอลเกาหลี ในขณะที่เตวิชใช้ทั้งมีดและปืนต่อสู้กับมนุษย์ต่างดาวจนรักแร้เปียก แต่การันต์กลับเดินเสยผมเท่ ๆ แล้วตบมนุษย์ต่างดาวทีเดียวคว่ำ ทักษะการต่อสู้ของเตวิชไม่มีประโยชน์เลย เทควันโด มวยไทย ยูโด ยิงปืน มีดและระเบิดมันสู้ฝ่ามือเดียวของพระเอกไม่ได้
หลังจัดการกับมนุษย์ต่างดาวเสร็จ การันต์ก็เดินเข้าไปอุ้มนางเอกแล้วพูดเท่ ๆ ว่า “บาดเจ็บไหมครับ”
เตวิชหมั่นไส้ เมื่อหมั่นไส้บ่อยครั้งเข้าก็กลายเป็นความอิจฉาริษยา จะให้เขามานั่งยิงปืนใส่มนุษย์ต่างดาวทำไมในเมื่อการันต์ตบตายได้ง่าย ๆ เหมือนตบยุง เตวิชตัดสินใจย้ายข้าง เขาทิ้งอาวุธแล้วเดินไปหามนุษย์ต่างดาวจากนั้นก็กลายเป็นลาสบอส
ในช่วงสุดท้ายของชีวิต การันต์ยังพยายามใช้สกิลพระเอกดึงสติเตวิชที่โดนครอบงำ แม้ในหัวของเตวิชจะตะโกนว่า “มึงรีบฆ่ากูซะทีเถอะ” แต่ปากกลับพูดออกไปว่า “ไม่ทันแล้ว ฉันมาไกลเกินกว่าจะสำนึกผิดแล้ว”
เตวิชร้องไห้ เขาร้องไห้อย่างน่าสมเพชก่อนจะส่งผู้หญิงที่เขารักให้การันต์ก่อนตาย ภาพพระเอกกับนางเอกกอดกันหวานชื่นไม่ใช่ตอนจบของคนทั้งคู่แต่เป็นตอนจบของเขา
แล้วทุกอย่างก็ดับมืด ว่างเปล่า ไม่เจ็บปวด แม้มันจะเป็นเพียงแค่นิยาย แต่เตวิชก็ไม่รู้ว่ามันเป็นแค่นิยาย เขาตายจากชีวิตนั้น ปล่อยวางความอิจฉาริษยาแล้วเกิดใหม่
“ไอ้เต!” ทัพพีในมือแม่ตีหัวดังโป๊ก เตวิชลืมตาโพลง สะดุ้งลุกขึ้นนั่ง “นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว มึงไม่ไปโรงเรียนเหรอ”
เตวิชเอียงคอ กะพริบตาสองครั้งแล้วขมวดคิ้ว
“มองหน้ากู? มองหน้ากู?” คนเป็นแม่ทำท่าจะยกทัพพีตีหัวอีกรอบแต่เตวิชเอียงตัวหลบ มือขวากระชากทัพพีออกแล้วใช้ชี้หน้ากลับ
“ไอ้เต!”
“มนุษย์ป้า?” เตวิชทำเสียงฉงน “ยังมีมนุษย์ป้าเหลืออยู่อีกเหรอ หนีเอเลี่ยนได้ไง”
มนุษย์ป้าที่ถูกพูดถึงเผยอปากอ้าค้าง มือเปล่าที่เคยถือทัพพียกขึ้นทำท่าจะตบหัวอีก เตวิชใช้มือซ้ายของตัวเองจับข้อมือคนตรงหน้า มือขวาที่ถือทัพพีชี้พุ่งตรงไปที่คอ
“ซ่อนตัวเก่งดีนี่ แต่โชคร้ายหน่อยที่ฉันยังไม่ตาย”
“ไอ้เต…”
“การันต์ล่ะ” เตวิชถาม
“การันต์พ่อมึงสิ!” คนถูกถามแหกปากด่า “มึงจะเล่นอีกนานไหม เดี๋ยวมึงได้เจอไม้ตี ไม้จัตวา ไม้ไต่คู้แน่” คนเป็นแม่กระชากมือออกแต่สู้แรงลูกชายไม่ได้ “มึงกล้าหือกับกูเหรอไอ้เด็กเวร!”
“การันต์อยู่ไหน”
“ไอ้สมปอง!” มนุษย์ป้าแหกปาก คราวนี้หันมองผ่านประตูออกไปนอกห้อง เตวิชยังไม่ยอมปล่อยมือผู้หญิงที่โวยวาย มือขวาถือทัพพีเลื่อนตามใบหน้าที่หันสำรวจห้องที่ตัวเองอยู่ “ไอ้สมปอง! มึงมาดูลูกมึงเดี๋ยวนี้เลย มันเป็นบ้าไปแล้ว”
ห้องนอนสีขาวสะอาด ผ้าม่านพลิ้วไหวตรงหน้าต่างสีชมพู เตียงนอนขนาดห้าฟุต ปูทับด้วยผ้าคลุมที่นอนสีฟ้าสดใส ตรงหัวเตียงมีตุ๊กตามีสองตัว เหนือหัวเตียงขึ้นไปมีรูปผู้ชายหลายคนใบหน้าหล่อเหลาติดตรงผนัง
“ไอ้สมปอง!”
สิ้นเสียงเรียกครั้งที่สาม ผู้ชายวัยกลางคนก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา สมปองผู้มีอายุสี่สิบเจ็ดหันมองลูกชายก่อนจะเหลือบเห็นมือของลูกที่จับข้อมือภรรยาบีบ
“ตะ… เต ทำอะไร ปล่อยแม่เถอะลูก”
เตวิชละสายตาจากภาพบนผนังหัวเตียง “แม่?”
คนชื่อสมปองพยักหน้า
“ใครแม่?”
“กูเอง!” มนุษย์ป้าถลึงตาโต “กู! กูเนี่ยแหละแม่มึง”
เตวิชหันมองทางต้นเสียง ริมฝีปากเรียวบางค่อย ๆ คลี่ยิ้มแล้วหัวเราะ
“อย่ามาโกหก แม่ฉันไม่ได้หน้าตาแบบนี้”
“แล้วแม่มึงหน้าตาแบบไหน?”
พ่อสมปองหันมองลูกชาย ขมวดคิ้ว เตวิชทำท่าครุ่นคิด
“จำ… จำหน้าแม่ไม่ได้” นอกจากเรื่องที่สู้กับเอเลี่ยน ดูเหมือนเตวิชจะจำหน้ามนุษย์ได้เพียงไม่กี่คน ใบหน้าของผู้หญิงที่เขารัก ใบหน้าของผู้ชายที่เขาเกลียดและใบหน้าของเพื่อนที่เขาทรยศ
“แม่มึงก็หน้าแบบกูเนี่ยแหละ” มนุษย์ป้าที่เตวิชจับข้อมือบีบโน้มตัวเข้ามาพูด “มึงมองหน้าแม่มึงไว้ นี่แหละใบหน้าของแม่มึง”
เตวิชเอนตัวถอยหนี “ไม่ใช่”
“ใช่! กูเนี่ยแหละแม่มึง มึงตั้งใจประชดประชันกูที่กูไม่ให้มึงเป็นเกย์ใช่ไหม”
เตวิชขมวดคิ้ว
“พะ… พอเถอะ” พ่อสมปองเข้ามาห้าม “เมื่อคืนก็ทะเลาะกันทั้งคืนแล้ว”
“ไม่! กูไม่พอ! มึงไม่ต้องมาเล่นไม้นี้กับกูเลยนะไอ้เต” คนเป็นแม่ชี้นิ้วด่า “มึงจะมีแฟนกี่คนกูไม่ห้าม แต่กูไม่ให้มึงมีแฟนเป็นผู้ชาย”
“แม่…”
“มึงคิดเหรอว่าถ้าตัดขาดกับกูแล้วกูจะปล่อยให้มึงสมหวัง มึงลองดูสิไอ้เต มึงลองดูสิ!”
“พอสักทีเถอะยัยสมพร!”
มนุษย์ป้าหันขวับ
“มึงเรียกกูว่าไงนะ?!” แรงโกรธผัวรุนแรงถึงขันกระชากข้อมือที่เตวิชจับไว้หลุดออกมาได้ “ไอ้ปอง!มึงกล้าเรียกชื่อจริงกูเหรอ?!”
“มะ…มา แม่พรจ๋า” ความห้าวหาญของพ่อสมปองเมื่อครู่ค่อย ๆ หดลีบเล็ก “พ่อปองไม่ได้ตั้งใจ”
“มึงก็ให้ท้ายลูกตลอด!” นิ้วชี้ของแม่สมพรพุ่งตรงไปยังหน้าผากของสามี “กูเคยบอกแล้วใช่ไหมว่าให้เข้มงวดกับมันบ้าง แล้วตอนนี้เป็นไง มันวิปริตผิดเพศมึงก็ยังจะให้ท้ายอีก”
“ลูกเป็นคนดีก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอแม่”
“แต่กูอยากได้ลูกชายที่เป็นคนดี กูไม่ได้อยากได้เกย์ที่เป็นคนดี”
“แม่พร…”
“มึงไม่ต้องมาแม่พงแม่พร มึงเลี้ยงของมึงไปเองเลย” คนเป็นภรรยาตวาด “มันบอกว่ากูไม่ใช่แม่มันนี่ กูไม่อยากยุ่งด้วยแล้ว” พูดจบก็เดินกระแทกเท้าออกจากห้อง ปิดประตูตามหลังดังปัง พ่อสมปองสะดุ้งตัวลอย เมื่อปลอบขวัญโดยการลูบหน้าอกตัวเองเสร็จก็หันมองลูกชายที่ยังนั่งนิ่งบนเตียงอยู่
“อย่าโกรธแม่เขาเลยนะ แม่เขายังทำใจไม่ได้” สมปองเดินเข้าไปหาลูก ยกมือทำท่าจะลูบหัวแต่งเตวิชเอียงตัวเบี่ยงหนี
“เอเลี่ยนตายหมดแล้วเหรอ” เตวิชถามกลับ สมปองขมวดคิ้ว
“เอ… เอเลี่ยน?”
“มนุษย์ต่างดาวไง” พูดจบก็ลุกขึ้นแล้ววิ่งไปเลื่อนผ้าม่านตรงหน้าต่างเปิดออก ท้องฟ้าในเดือนพฤศจิกายนเต็มไปด้วยก้อนเมฆสีขาว เตวิชมองไม่เห็นยานรบ ไม่มีเสียงปืน เสียงระเบิดหรือเสียงเครื่องบินจากกองกำลังทหารเข้าต่อสู้ บ้านเมืองด้านล่างดูสงบเรียบร้อย ไม่มีการปะทะ ไม่มีกำลังพลหรือแม้แต่ร่องรอยของความเสียหาย
“ทำไม…”
“เต นี่ลูกกินยานอนหลับไปกี่เม็ด?” สมปองหยิบขวดยาที่ว่างเปล่าจากใต้เตียงชูขึ้น แต่เตวิชยังไม่ได้หันกลับไป “อย่าบอกนะว่าลูกกินหมด…”
“ย้อนอดีตเหรอ” เตวิชพึมพำกับตัวเอง “ปีนี้ปีอะไร หรือเดินทางมาอนาคต?”
ยังไม่ทันได้หมุนตัวมองคนด้านหลัง เงาสะท้อนจากกระจกบานใหญ่ในห้องก็ทำคนที่ตั้งคำถามชะงักนิ่ง ภาพที่เตวิชเห็นในกระจกตอนนี้ไม่ใช่เขา ไม่ใช่เตวิชในแบบที่เขารู้จัก ใบหน้าหล่อแต่ไม่คมเข้มเหมือนเดิม ดวงตากลมโตค่อนข้างสดใสปราศจากความร้ายกาจ จมูกนิด ปากหน่อย ที่สำคัญเขาเตี้ยลง ผิวขาวขึ้น เตวิชยกมือทั้งสองข้างลูบต้นแขน จากนั้นก็เลื่อนคลำที่หน้าอก
“ไม่มีกล้ามเลย”
“พ่อว่าลูกต้องไปหาหมอ…”
“นี่ใคร?” เตวิชชี้นิ้วแล้วหันไปถามคนที่ยังยืนในห้อง “ในกระจกนี่ใคร”
“ตะ… เต” พ่อสมปองทำขวดยาหล่นตกพื้น “เตวิช ลูกจำตัวเองไม่ได้เหรอ”
“ไอ้เด็กนี่ไม่ใช่เตวิช”
“ชะ… ใช่สิ” สมปองพูดเสียงสั่น “ลูกชื่อเตวิช แม่ชื่อสมพร พ่อชื่อสมปอง ลูกจำพ่อได้ไหม” คนพูดยกมือแตะที่หน้าอกตัวเอง เตวิชขมวดคิ้ว
“พ่อชื่อสมปอง แม่ชื่อสมพร ทำไมลูกชื่อเตวิช!” เตวิชถามกลับ “ถ้าชื่อสมศักดิ์ สมชาย สมคิดก็ว่าไปอย่าง”
“ก็แม่เขาเบื่อสมแล้ว”
“ไม่ พ่อไม่ได้หน้าตาแบบนี้”
ทัพพีในมือขวาตวัด สมปองขยับถอยหลังสองก้าว ถึงจะพูดว่า ‘พ่อไม่ได้หน้าตาแบบนี้’ แต่เตวิชก็จำไม่ได้ว่าพ่อจริง ๆ หน้าตาแบบไหน
“โปรแกรมล้างสมองเหรอ”
“โปรแกรมล้างสมองอะไร…”
“ฝีมือของการันต์ละสิ”
“การันต์ไหน”
ยังไม่ทันที่สมปองจะพูดมากกว่านั้น โทรศัพท์มือถือที่วางบนโต๊ะก็ดังครืด ๆ ทัพพีในมือเตวิชยังชี้หน้าสมปอง ในขณะที่สายตาของเตวิชหันมองวัตถุที่เป็นต้นตอของเสียง
“สมาร์ตโฟน?”
เขาเคยใช้เทคโนโลยีนี้เมื่อนานมาแล้ว มันพัฒนาไปไกลมากในยุคสมัยของเอเลี่ยน หน้าจอโทรศัพท์มีตัวหนังสือภาษาไทยเขียนว่า ‘เกรซ’ ตัวใหญ่
เตวิชไม่ได้กดรับ เขายืนจ้องมันอยู่นานจนสายตัด หน้าจอกลายเป็นสีดำครู่หนึ่งแล้วสว่างจ้าอีกครั้ง คราวนี้ชื่อบนหน้าจอไม่ใช่เกรซแต่เป็น ‘ดิน’
เตวิชเอียงคอ มีคนชื่อดินมากมายในโลกแต่เขาก็ยังนึกสงสัยว่าอาจจะเป็นดินที่เข้ารู้จัก เตวิชหันมองหน้าสมปอง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยืนนิ่ง เตวิชก็ขยับไปทางโต๊ะหัวเตียงแล้วหยิบมือถือกดรับสาย
(ไอ้เชี่ยเต!) เสียงจากโทรศัพท์แหกปากลั่น (กว่าจะรับนะมึง มึงมาเรียนไหม ไอ้เกรซบอกว่าเมื่อคืนมึงร้องไห้ขี้มูกโป่ง)
“ใคร?” เตวิชถามกลับ
(ไอ้เกรซไงไอ้เกรซ)
“ไม่ ที่พูดอยู่นี่คือใคร”
(อ้าว! ไอ้ห่า) เตวิชขมวดคิ้ว เสียงเดิมด่าต่ออีกหลายประโยค (นี่มึงกวนตีนกูเหรอ มึงมาเรียนเลยนะ กูจะเตะมึงให้หน้าหงาย)
“มึง…” เตวิชไม่เคยลืมคำด่าของเพื่อนที่เขาทรยศ เพื่อนสนิทคนเดียวที่ชื่อดิน
‘มึงไปทำห่าอะไรกับพวกเอเลี่ยน’ นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ดินเคยพูด ‘มึงกลับมาเลยนะ กูจะเตะมึงให้หน้าหงาย’
(เออ กูเอง) ดินในโทรศัพท์มือถือตอบ
“มึงยังไม่ตายเหรอ”
(ไอ้สัตว์!) พ่อสมปองสะดุ้ง คำหยาบคายของดินตะโกนดังลั่นราวกับกดเปิดลำโพง (ไอ้ชาติหมา! คนอุตส่าห์เป็นห่วงเห็นว่าร้องไห้ มึงมาถามว่ากูยังไม่ตายเหรอเนี่ยนะ?)
“ก็กูฆ่ามึงไปแล้ว”
(ไอ้เหี้ยยยยยย!) ยิ่งเตวิชตอกย้ำ อีกฝ่ายยิ่งความดันขึ้นสูง แน่นอนว่าเสียงด่าก็สูงตามไปด้วย (ใครฆ่ากู มึงเหรอฆ่ากู? ไอ้สัตว์เต เดี๋ยวมึงได้ตายแน่ กูจะฆ่ามึง! พ่อมึงตายด้วย)
พ่อสมปองสะดุ้ง
“พ่อกูตายไปแล้ว” สะดุ้งรอบแรกเสร็จก็สะดุ้งรอบสองต่อ สมปองหันขวับมองลูกชาย
(ไอ้ฉิบหาย! กูจะฟ้องพ่อมึง มึงมันลูกเนรคุณ)
“แล้วการันต์ล่ะ”
(การันต์ไหนวะ) ดินถามกลับ มีเสียงผู้หญิงและผู้ชายคนอื่นแทรกเข้ามาในสาย (มันถามหาการันต์อ่ะ พวกมึงรู้จักไหม)
(การันต์ไหน)
(ไม่รู้)
(ผู้ชายที่มันชอบเหรอ)
(มึงถามมันสิว่าการันต์ไหน)
(ฮะโหลไอ้เต การันต์ไหนวะ)
เตวิชกลอกตามองท้องฟ้านอกหน้าต่าง “เอเลี่ยนล่ะ”
(เชี่ย! มึงเอาการันต์ก่อน แล้วคนเชี่ยอะไรชื่อเอเลี่ยน)
ไรท์: 5555555555 + ไม่ใช่ชื่อเอเลี่ยน เตมันหมายถึงเอเลี่ยนจริง ๆ 5555+
โลกที่ไม่มีเอเลี่ยน แต่มีสมพร
คำตอบของดินทำเตวิชมั่นใจเรื่องหนึ่ง
โลกนี้ไม่มีเอเลี่ยน…
เสียงพูดจากโทรศัพท์มือถือยังดังอู้อี้ แต่เตวิชไม่ได้สนใจฟังแล้ว เขาหันมองภาพสะท้อนใบหน้าตัวเองจากกระจก นี่ไม่ใช่โลกเดิม เขาเกิดใหม่ ไม่มีสงคราม เอเลี่ยน ไม่มีใครรู้จักการันต์ สมปองรู้สึกขนลุกเมื่อเห็นลูกชายแสยะยิ้ม ริมฝีปากของเตวิชยกขึ้นสูง ดวงตาวาวโรจน์ดูขำขันแต่ทว่าก็ชอบใจ
มือขวาที่ถือทัพพีสะบัดเขวี้ยงทิ้ง เตวิชเดินสำรวจรอบ ๆ ห้องในขณะที่สมปองสะดุ้ง
“นี่ห้องฉันเหรอ?” เตวิชถาม สมปองเม้มปาก ก้าวถอยหลังสองก้าว “และเด็กนี่ก็คงเป็นชีวิตใหม่ของฉัน” เตวิชหันหลังกลับมามองตัวเองในกระจก เขาไม่ค่อยชอบใบหน้าที่ดูใสซื่อนัก แต่ก็ยอมรับได้เพราะโครงหน้าโดยรวมดูหล่อเหลาดี พ่อสมปองกลืนน้ำลาย ส่งเสียงพูดอู้อี้ตรงริมฝีปาก
“พ่อ… พ่อว่าลูกไปหาหมอกับพ่อเถอะ”
เตวิชตวัดหางตามองคนพูด “หาหมอเหรอ?”
“ใช่ เพราะลูก… ลูกกินยานอนหลับ…”
“ผมสบายดีครับพ่อ”
สมปองก้าวถอยหลังอีกสองก้าว แม้จะเรียกว่าพ่อ แต่สายตา น้ำเสียงและรอยยิ้ม ไม่ใช่เตวิชในแบบที่สมปองรู้จัก
“เป็นอะไรครับ กลัวเหรอ?”
“พ่อว่าลูกดูแปลก ๆ”
“ไม่เห็นจะแปลก ผมชื่อเตวิช แม่ชื่อสมพร พ่อชื่อสมปอง ทุกอย่างเหมือนเดิม” ระหว่างพูด เตวิชก็หันไปเปิดตู้เสื้อผ้าไม้อัดที่ตั้งติดกับผนัง ในนั้นมีชุดนักเรียนสีดูซีด ๆ หลายชุด ผ้าขนหนูกับชุดไปรเวตที่ใส่แล้วพับถมเป็นกองโต
“นี่บ้านเราจนเหรอ?” เตวิชหันไปถาม น้ำเสียงฟังดูหงุดหงิด สมปองยืนเกร็งเหมือนกำลังคุยกับคนแปลกหน้า
“ก็… ก็ไม่ถึงขั้นจน เรียกว่าพอมีพอกิน”
“พอมีพอกินบ้าอะไร”
“แม่เขายึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงเลี้ยงชีวิต” คนฟังปิดประตูตู้เสื้อผ้าดังตึง สมปองสะดุ้ง เตวิชเดินกลับไปหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาสำรวจ
“บอกที นี่ใช่รุ่นใหม่ที่แพงที่สุดหรือเปล่า”
“อันนั้นลูกใช้มาห้าปีแล้ว”
เตวิชแทบอยากจะเขวี้ยงมือถือทิ้ง “ไอ้พระเจ้าเฮงซวย ฆ่าฉันจนตายแล้วยังให้มาเกิดในครอบครัวยากจนอีก”
“พ่อ… พ่อว่าลูกไปหาหมอกับพ่อเถอะ”
“ไม่! เราจะไปโรงเรียน” เตวิชเดินหัวเสียกลับมาเปิดประตูตู้เสื้อผ้าอีกครั้ง เขายืนนิ่ง เหล่ตามองเสื้อนักเรียนสีขาวแต่ละตัวก่อนจะตัดสินใจหยิบตัวที่ดูขาวที่สุด “นี่ซักแล้วใช่หรือเปล่า”
สมปองเพ่งตามอง “ซะ… ซักแล้ว น่าจะซักแล้วแหละ ใส่ขอแขวนเรียบ ๆ”
เตวิชคุ้ยกองเสื้อผ้าแล้วหยิบกางเกงนักเรียนออกมา “ห้องน้ำอยู่ไหน” ห้องนอนของเขาทั้งเล็กและแคบ ไม่มีประตูบานอื่นนอกจากประตูทางเข้าบานเดียว สมปองชี้ที่เท้าตัวเอง
“ชั้นล่าง”
“ไม่มีห้องน้ำชั้นสองเหรอ?”
“ชั้นสองส้วมตัน แต่ชั้นหนึ่งแม่น่าจะกำลังขี้อยู่”
เตวิชรู้สึกว่าความดันขึ้นสูง “ทำไมไม่ให้ตกนรกวะ!” เขาเงยหน้าด่าเพดานห้อง “ถ้าจะให้มาเกิดในที่แบบนี้ก็น่าจะให้ตกนรกไปเลย”
ในชาติที่แล้ว แม้เตวิชจะเป็นตัวร้ายแต่ก็เป็นตัวร้ายที่รวยมาก พ่อของเขาเป็นทหารยศนายพล แม่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยิ่งใหญ่ เตวิชเติบโตมาพร้อมการอบรมสั่งสอนที่เข้มงวด เขาเรียนศิลปะการต่อสู้ทุกชนิด เรียนหนักพอ ๆ กับการเรียนวิชาทั่วไป พ่อกับแม่ของเตวิชต้องการให้เขากลายเป็นที่หนึ่งในทุก ๆ ด้าน เขาไม่เคยกล้าสบตาพ่อกับแม่ตรง ๆ และนั่นอาจเป็นสาเหตุที่เขาจำหน้าพ่อกับแม่ไม่ได้
“สมพร!” เตวิชตะโกนเสียงดังลั่นเมื่อแม่สมพรเปิดประตูออกจากห้องน้ำแล้วเดินเชิดหน้าผ่านลูกชายที่ยืนรออยู่ เจ้าของชื่อหันขวับ พ่อสมปองที่ได้ยินเต็มสองรูหูก็สะดุ้งไปด้วย
“มึงเรียกกูว่าไงนะ”
“กดชักโครกหรือยัง” ยิ่งมนุษย์ป้าตะเบ็งเสียง เตวิชยิ่งตะโกนให้เสียงดังกว่า เขาไม่มีทางยอมรับผู้หญิงคนนี้เป็นแม่ได้แน่
"กดแล้ว! กูกดแล้ว!”
“ทำไมยังเหม็นขี้อยู่!”
สมพรทำตาเหลือกเหมือนจะความดันขึ้น มือทั้งสองข้างจับเท้าเอว “มึงไม่เคยขี้เหรอ หาไอ้เต? ขี้มันก็ต้องเหม็น ขี้มึงหอมหรือไง?”
“ขี้เหม็นก็ต้องเอาสเปรย์อะไรมาฉีดบ้างสิ จะให้คนที่เข้าต่อดมกลิ่มขี้จนตายเหรอ”
“ไอ้เต!!!!”
“แม่ใจเย็น ใจเย็น” พ่อสมปองวิ่งเข้ามาพร้อมกระป๋องสเปรย์สีม่วง “ลาเวนเดอร์ เดี๋ยวพ่อฉีดเอง ลาเวนเดอร์หอมฟุ้ง” พูดจบก็พุ่งตรงเข้าห้องน้ำ อ้าปากทำท่าจะอ้วกรอบหนึ่งก่อนแล้วรีบพ่นสเปรย์ชุดใหญ่
“มึงนี่ชักจะเหิมเกริมนะไอ้เต” แม่สมพรหันกลับมาด่า เตวิชมองเมินทางอื่น ไม่แยแสต้นเสียง “มึงจะเล่นเกมปั่นประสาทกับกูเหรอ มึงจะเอาใช่ไหม?”
“พอเถอะแม่” สมปองพ่นสเปรย์เสร็จก็วิ่งมาห้ามศึกต่อ
“ตอนมึงเป็นเด็ก กูเช็ดชี้เช็ดเยี่ยวให้มึง กูไม่เคยบ่นเหม็นสักคำ”
เตวิชตวัดหางตามอง ดึงพ่อสมปองออกแล้วเดินเข้าห้องน้ำ
“ไอ้เต!”
ตึง!
ประตูห้องน้ำปิดกระแทกใส่หน้าแม่สมพรจนผงะหงาย พ่อสมปองรีบเข้าไปดันหลัง เมื่อตั้งหลักได้แม่สมพรก็ใช้ขาเตะประตู
“ไอ้ลูกไม่รักดี!”
“แม่”
“กูจะรอดูมึงร้องไห้กลับมา อยู่บ้านมึงก็เจอกู ไปโรงเรียนมึงก็เจอเพื่อนมึงล้อ มึงเอาเลย! มึงอยากเป็นเกย์มึงก็เอา กูก็อยากรู้เหมือนกันว่ามึงจะทนได้นานแค่ไหน”
แต่ดูเหมือนว่าคำปรามาสของแม่สมพรจะไม่ได้ทำให้คนฟังรู้สึกสะทกสะท้าน เมื่ออาบน้ำเสร็จ เตวิชก็เซตผมในแบบที่เตวิชคนปัจจุบันไม่เคยทำมาก่อน ทรงผมปรกหน้าถูกเสยขึ้นโฉบเฉี่ยวจนพ่อสมปองอ้าปากอึ้ง ชายเสื้อนักเรียนยัดใส่ในกางเกงเรียบร้อยแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ดูเนิร์ดหรือเนี้ยบเกินไป
เตวิชเพิ่งรู้ว่าบ้านของเขาเปิดเป็นร้านขายของชำด้านล่าง พ่อสมปองหยิบแซนด์วิชไส้หมูหย็องกับนมช็อกโกแลตหนึ่งกล่องใส่ถุงแล้วรีบลากเตวิชออกมา รถกระบะคันเก่าถอยออกจากลานจอดรถ ข้าง ๆ รถกระบะมีมอเตอร์ไซค์เก่า ๆ อีกหนึ่งคัน เตวิชแกะถุงพลาสติกที่ห่อแซนด์วิชแล้วยัดขนมปังใส่ปาก ระหว่างเคี้ยวก็จ้องมองประตูรถที่เป็นสนิมไปด้วย พ่อสมปองกวักมือเรียกลูกชาย
“ไปเร็ว เดี๋ยวแม่ออกมาบ่นต่อ เร็ว!”
เตวิชคิดว่าการเกิดใหม่คราวนี้แย่กว่าครั้งก่อนมาก เขาเดินเอื่อยเฉื่อยขึ้นรถ พ่อสมปองใส่เกียร์ มีเสียงดังเอี๊ยด ๆ ตรงล้อหน้า
“ลูกปืนแตก” พ่อสมปองพูด “แต่ยังขับได้ แม่ยังไม่ให้เงินมาซ่อม”
พูดจบก็ฉีกยิ้มหวานหนึ่งที เตวิชจื่อปาก ในใจอยากคายแซนด์วิชรสชาติไม่อร่อยนี่ทิ้ง ปัญหาของรถไม่ได้มีแค่สนิมกับลูกปืนแตก แต่แอร์ในรถก็ไม่เย็นด้วย
“โคตรจน นี่มันโคตรจน” เตวิชพำพึม มือแกะพาสติกที่หุ้มหลอดแล้วจับกระแทกกล่องนมช็อกโกแลตเหมือนอาฆาตแค้น
“ดื่มเลยลูก ดื่มเยอะ ๆ จะได้โตเร็ว ๆ” พ่อสมปองที่ไม่ได้เสียงบ่นของลูกชายเชียร์ให้ดื่มนมยกใหญ่ เตวิชดูดนมแค่สองครั้งก็หมดกล่อง มือที่จับกล่องบีบขยำจนลีบ “ไม่อิ่มเหรอลูก ขอโทษนะ พ่อหยิบมาแค่กล่องเดียวกลัวแม่เขารู้”
“ตอนมีชีวิตดี ๆ เอเลี่ยนดันบุกโลก ตอนมีชีวิตเหี้ย ๆ โลกดันสงบสุข” เตวิชพูดพลางเงยหน้ามองท้องฟ้า “ทำไมไม่มากันตอนนี้ เวลาแบบนี้แหละที่โลกควรมีมนุษย์ต่างดาว”
คราวนี้พ่อสมปองได้ยินคำพูดของลูกชายชัดเจน เขาคิดว่าอาการประหลาดของเตวิชเป็นผลข้างเคียงจากการกินยานอนหลับที่เกินขนาด
“ตะ… เต ไปหาหมอเถอะนะ”
เตวิชหันมองคนพูด “มีเงินเหรอ?”
“มี… มีบัตรทอง” ไม่ปล่อยให้ลูกชายงงนาน สมปองก็พูดต่อ “สามสิบบาทรักษาทุกโรค”
เตวิชบิดกล่องนมด้วยสองมือเหมือนบิดผ้าแล้วจับยัดใส่ถุงพลาสติก พ่อสมปองไม่กล้าพูดต่อ
“สมพรทำงานอะไร” เตวิชถาม
“อย่าเรียกชื่อจริงแม่เขาแบบนั้นสิ”
“ทั้งสองคนเลย ทำงานอะไร”
“พ่อทำงานโรงงาน คืนนี้เปลี่ยนกะ เข้ากะดึก แม่เขาก็อย่างที่เห็น เปิดร้านขายของชำ”
“บอกให้สมพรทำงานเพิ่มอีก”
“หา?!” พ่อสมปองหันมองคนพูด
“ทำไมไม่รู้จักหาอาชีพที่สองที่สามทำกันบ้าง คิดว่าแค่นั่งขายของก็พอเหรอ”
“แม่… แม่เขาว่าพอนะ ก็อยู่แบบพอเพียง พอมี พอกิน”
“แล้วมันพอไหม?! ลูกปืนแตก แอร์พัง รถเป็นสนิท มันพอไหม?!” เมื่อโดนลูกตวาด สมปองก็นั่งไหล่ห่อ คอหด ตัวลีบเล็ก
“มัน… มันก็ยังขับได้อยู่”
เตวิชชกถุงพลาสติกที่ใส่กล่องนมกับเบาะที่นั่งด้านหลัง สมปองสะดุ้งตัวเกร็ง
“พ่อว่า… พ่อว่ามันก็ไม่ค่อยพอเท่าไหร่”
“บอกสมพรให้เตรียมตัว เย็นนี้จะกลับไปสัมภาษณ์งาน”
“สะ…สัมภาษณ์?”
“นอกจากนั่งขายของแล้วมีความสามารถอะไรต้องงัดออกมาโชว์ให้หมด”
“แต่พ่อว่า…” สมปองไม่ค่อยกล้าพูด “พ่อว่าอย่าไปยุ่งกับแม่เขาเลย”
“เอากล่องนมนี่กลับไปให้สมพรดู” เตวิชวางถุงพลาสติกที่ใส่กล่องนมที่ทั้งถูกบิดและชกซ้ำจนขาดเละ “ฆ่าคนทั้งโลกฉันก็ทำมาแล้ว ถ้าไม่อยากมีสภาพเหมือนกล่องนมก็ทำตามที่บอกซะ”
ไรท์: ขนาดขี้เหม็นยังบ่น แต่แม่สมพรจะยอมไหม 5555+
ตัวร้ายในนิยายกับตัวร้ายชีวิตจริง
ในที่สุดรถสนิมเขรอะก็พาเตวิชมาถึงโรงเรียนในอีกสามสิบนาที สมปองหมุนพวงมาลัยขับรถออกไปพร้อมเสียงอี๊ดอ๊าด ๆ ที่ทำทุกคนหัวเราะ
ในชีวิตของเตวิชแม้จะเป็นตัวร้ายที่ทำชั่วมากมายแต่ก็ไม่เคยรู้สึกอับอายมาก่อน นี่อาจเป็นครั้งแรกที่เขามีอาการหน้าบาง เตวิชเดินเข้าไปในโรงเรียน หัวเสียกับใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มที่กำลังจ้องมองเขา เด็กผู้ชายสองคนพูดเรื่องรถกระบะของสมปอง เด็กผู้หญิงยกมือชี้นิ้วก่อนจะกระซิบกระซาบแล้วหัวเราะลั่น
ถ้าเป็นเตวิชคนก่อนคงจะก้มหน้าก้มตาแล้วรีบเดิน แต่เตวิชในตอนนี้กลับหมุนตัวสับเท้าเข้าไปหากลุ่มนักเรียนหญิง
“มีปัญหาอะไร?” เมื่อถูกถามตรง ๆ คนที่กำลังนินทาอยู่ก็หุบปาก “ตลกเหรอ? พูดดัง ๆ สิจะได้ฟังด้วย”
“เก่งจริง ๆ นะ กับผู้หญิงเนี่ย ไอ้เกย์” เสียงผู้ชายด้านหลังตะโกน พอเริ่มมีปากเสียง นักเรียนคนอื่นก็ล้อมวงเข้ามามุงดูเหมือนสนุก “ทำไมวะ เงียบเลยสิ พอเจอกับผู้ชายแท้ ๆ ก็เงียบเลยสิ”
เตวิชได้ยินคำว่าเกย์หลายครั้งแล้วจากมนุษย์ป้าที่บ้านแต่เขาไม่แยแส อันที่จริงสิ่งที่เขาไม่แยแสคือชีวิตเดิมของเตวิชที่เขากำลังใช้แทนอยู่ ในโลกที่มีมนุษย์ต่างดาวบุก ไม่ว่าจะเป็นเกย์ ผู้หญิง ผู้ชาย คนแก่หรือคนท้องต่างก็ถูกเขาฆ่าตายหมด ชีวิตก็คือชีวิต จะเพศไหน อายุเท่าไรก็ตายเหมือนกัน เตวิชเหยียดยิ้ม สิ่งที่เขาสนใจไม่เกย์หรือผู้ชาย แต่เป็นความยากจนที่ทำเขาหงุดหงิดตั้งแต่เช้า
“บ้านรวยเหรอ?” เตวิชถาม ไล่สายตามองเสื้อผ้าที่อีกฝ่ายสวมใส่อยู่ นาฬิกาที่ข้อมือซ้ายดูจะมีราคาแพง สมาร์ตโฟนที่ถือในมือขวาก็คงจะเป็นรุ่นที่ใหม่กว่าของเขา “พ่อกับแม่ให้เงินมาเรียนเท่าไหร่”
อีกเรื่องที่เตวิชหงุดหงิด สมปองให้เงินเขามาแค่ร้อยเดียว
“ทำไมวะ จะขอกูใช้เหรอ”
รอยยิ้มของเตวิชยกสูงขึ้น “แปลว่าให้มาเยอะ”
“มึงเข้าใจเปลี่ยนเรื่องนะไอ้เกย์”
“อยากคุยกันเป็นการส่วนตัวไหม”
ถ้าเป็นชีวิตเดิม ต่อให้เขาฆ่าคนตายต่อหน้าฝูงชลนับล้านก็ไม่ใช่เรื่องผิดแปลก แต่ในชีวิตใหม่เขาต้องยับยั้งชั่งใจไว้บ้าง อย่างน้อยก็รอให้รวยก่อน ในโลกที่ไม่มีเอเลี่ยน หลังฆ่าคนตาย ความรวยคงช่วยเขาได้เยอะ
“ทำไมวะ” นักเรียนชายตรงหน้าถาม “มึงชอบกูเหรอ?” เมื่อถามจบเพื่อนข้าง ๆ ก็หัวเราะลั่น ดวงตาของเตวิชกำลังทอประกายวาวโรจน์
“ชอบ” เขาตอบโดยไม่ลังเล ในหัวเติมคำขยายเพิ่ม ‘ชอบเงินของมึง’ แต่เตวิชไม่พูด “ว่าไง? ไปคุยกันต่อแค่สองคนไหม”
“พ่อมึงเถอะ!” คนถูกชวนทำสีหน้าขยะแขยง “ไอ้ส้นตีน มึงเอาหน้าไปไกล ๆ ตีนกูเลยนะ”
“เมื่อกี้ยังปากเก่ง ไม่กล้าเหรอ?”
“ไอ้เหี้ยนี่!” คู่สนทนาทำท่าจะพุ่งเข้ามาต่อย เตวิชไม่ได้ขยับหนี กำปั้นยังไม่ทันเข้าปะทะใบหน้า ผู้ชายในชุดนักเรียนอีกคนก็กระโจนเข้ามาขวางไว้
“ไอ้สัตว์ ไอ้กล้า ไอ้เหี้ยหยุด!”
เตวิชไม่รู้ว่าใครที่เข้ามาห้าม แต่เสียงฟังดูคุ้นหู
“มึงหลบไอ้ดิน กูจะซัดหน้ามัน”
“ทำไมมึงต้องหาเรื่องมันตลอด ไอ้กล้า ไอ้เหี้ยกล้า!” ดินจับล็อกแขนคนชื่อกล้า มีผู้หญิงอีกคนวิ่งเข้ามาผลักอกกล้าอีกที เตวิชหันมองคนทั้งสอง ระหว่างนั้นก็ถูกมือปริศนาดึงให้เขาให้ถอยหลังหลายก้าว
“มึงก็ยืนบื้ออยู่ได้” ผู้ชายอีกคนที่สูงพอ ๆ กับเขาด่า “กูบอกแล้วใช่ไหม เจอพวกแม่งนี่ให้รีบหนี”
เตวิชมองหน้าคนพูด
“มึงไปกับกูก่อนเลย”
“ไม่” เตวิชกระชากแขนที่ถูกจับออก “ยังคุยไม่จบ”
“คุยเชี่ยอะไรไม่จบ”
ดินล็อกแขนกล้าจนหน้าแดง ผู้หญิงอีกคนที่เข้ามาห้ามก็ช่วยจับล็อกแขนอีกข้างของกล้าด้วย เตวิชหมุนตัวเดินกลับไปโดยไม่สนใจเสียห้ามด้านหลัง
“ไอ้เชี่ยหนึ่ง” คนชื่อดินตะโกน “กูบอกให้พามันออกไป มัวทำไรอยู่วะ”
คนชื่อหนึ่งวิ่งตามเตวิชเข้ามา “ก็แม่งไม่ไป เชี่ยเตแม่งเป็นเหี้ยอะไรไม่รู้”
“ไอ้เตเอ๊ย” ผู้หญิงที่จับแขนซ้ายของกล้าร้องหัวเสีย เตวิชเดาว่าเธอคงชื่อเกรซ อ้างอิงจากชื่อที่บันทึกในโทรศัพท์และโทรหาเขาเมื่อเช้า
ที่บอกว่ายังคุยไม่จบเป็นเรื่องระหว่างเตวิชกับกล้า แต่ถึงอย่างนั้นใบหน้าของคนชื่อดินก็ดึงดูดสายตาให้เตวิชให้หันมอง แม้แต่ดินคนนี้ก็ไม่เหมือนดินในโลกที่มีเอเลี่ยน เตวิชนึกสงสัยว่าดินจะจำเรื่องราวในชีวิตก่อนได้เหมือนเขาไหม
“มึงนี่มันกวนส้นตีนจริง ๆ นะไอ้เกย์” กล้าที่พยายามสะบัดดินกับเกรซออกพูด “มึงคงอยากโดนมาก วันนี้ถ้ามึงไม่ตายอย่ามาเรียกกูว่ากล้า”
“ไอ้เชี่ย” กล้าสะบัดเกรซกระเด็น ดินสบถคำหยาบแล้วกระโดดล็อกคอไว้
“ชื่อกล้าเหรอ” เตวิชเลิกคิ้วขึ้น ดวงตาสีดำหรี่มองชื่อจริงที่ปักตรงหน้าอก “ต้นกล้า…”
“มึงอยากมาเรียกชื่อกู!”
“ไอ้เตไปดิวะ” ดินตะโกน “ไอ้เชี่ยหนึ่งพามันไป”
หนึ่งดึงแขนเตวิชออกแต่เจ้าตัวไม่ขยับ “ไอ้เชี่ยเต!”
“ต้นกล้า” เตวิชพูดซ้ำ เจ้าของชื่อกัดฟันกรอด เกรซลุกจากพื้นแล้ววิ่งมาช่วยหนึ่งดึงเตวิชแต่ก็ไม่ได้ผล
“เชี่ย แรงเยอะจังวะ”
เตวิชคิดวิธีหาเงินเพิ่มได้แล้ว นอกจากจะไม่วิ่งหนี เขายังเดินเข้าไปใกล้จนแทบประชิดหน้า
“มึง!…” กล้ากำหมัดแน่น เกรซกับหนึ่งถูกสะบัดทิ้งด้านหลัง
“จะเป็นยังไงนะ ถ้าคนทั้งโรงเรียนรู้ว่ามีเกย์ตามจีบมึง” เตวิชกระซิบ กล้าเบิกตาโต ดินที่ล็อกคอกล้าจากด้านหลังก็ได้ยินด้วย
“ไอ้เหี้ย! กูจะฆ่ามึงไอ้เหี้ย! ไอ้เหี้ย ไอ้เหี้ย!” ยิ่งมีอารมณ์เดือดดาล เตวิชก็ยิ่งมั่นใจว่าอีกฝ่ายกำลังกลัวสิ่งนั้น เตวิชก้าวถอยหลังพลางเหยียดยิ้ม ดินที่เพิ่งเคยเห็นรอยยิ้มชั่วร้ายของเพื่อนกลืนน้ำลายลงคอ เตวิชหันมองฝูงชลแล้วตะโกนว่า
“ต้นกล้าครับ…”
“มึงอย่านะ ปล่อยกู! ปล่อย ๆ ๆ ปล่อยกู!” กล้าดิ้นพล่านเหมือนคนโดนน้ำร้อนลวก ดินถูกสะบัดตกจากด้านหลัง ต้นกล้าพุ่งเข้าหาเตวิช มือขวาง้างยกขึ้นทำท่าจะต่อย แต่ความรู้สึกเจ็บแปลบตรงท้องทำเอาหยุดชะงัก เตวิชเลื่อนใบหน้ากระซิบข้างหู
“ไม่เห็นเหรอว่ากำลังถือมีด”
ต้นกล้าก้าวเท้าถอยหลังแต่เตวิชจับแขนต้านแรงไว้
“คนที่เคยตายมาแล้วมันไม่สนใจหรอกนะว่าใครจะเป็นเกย์ เป็นตุ๊ดหรือเป็นกะเทย” เตวิชกระซิบ กำปั้นขวาของต้นกล้าที่ยกค้างเริ่มสั่น “รู้ไหมอะไรที่น่ากลัวกว่า?”
ต้นกล้าไม่กล้าพูด
“ความยากจน…” เตวิชกระซิบเสียงเบาแต่ฟังดูเจ็บแค้น “มึงไม่รู้หรอกว่ากูต้องดมกลิ่นขี้สมพรเมื่อเช้านี้ แซนด์วิชที่กินก็เหม็นหืน รถที่นั่งมาก็ร้อนเพราะแอร์พัง ทีนี้สิ่งที่กูอยากได้ก็ไม่มีอะไรมาก” เตวิชลดเสียงกระซิบลงอีก
“นาฬิกา มือถือ กระเป๋าเงิน” ต้นกล้าเบิกตาโต ยังไม่ทันอ้าปากเถียง ความรู้สึกเจ็บแปลบก็ทิ่มลึกเข้ามาตรงหน้าท้อง “เดี๋ยวกูจะปล่อยมึง” เตวิชพูด “มึงเอานาฬิกา กระเป๋าเงิน โทรศัพท์ใส่ในกระเป๋าป้แล้วโยนมาให้กู ทำเหมือนกับว่ามึงใช้ให้กูถือ กูจะเอาของไปแล้วเรื่องทุกอย่างก็จบ แต่ถ้ามึงไม่ยอม กูจะบอกทุกคนว่ากูชอบมึง จากนั้นกูก็จะตามจีบมึง กูจะทำให้ทั้งโรงเรียนค่อย ๆ รู้สึกว่ามึงก็เริ่มเป็นเกย์เหมือนกู วันนี้กูใช้มีดจิ้มพุงมึงได้ วันหน้ากูก็จิ้มตามึงได้ ตัดหูมึงได้ มึงเข้าใจไหม?”
คนโดนขู่พยักหน้า เตวิชกระตุกยิ้มบาง ๆ แล้วผลักออก
“ไอ้เชี่ยเต!” ต้นกล้าตะโกนดังลั่น เตวิชขยับมือที่ถือบางอย่างอยู่หลบล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง “มันขู่กู! มันมีมีด มันเอามีดมาจี้กู” นิ้วมือของต้นกล้าชี้ไปยังกระเป๋ากางเกงข้างขวาของเตวิช ดิน หนึ่งและเกรซหันมอง เตวิชเลิกคิ้วขึ้น กระตุกยิ้มมุมปาก เด็กนักเรียนคนอื่น ๆ ก็หันมองด้วย
“ไปตามอาจารย์มาสิวะ” ต้นกล้าผลักหัวเพื่อน สายตายังจ้องมองเตวิชเหมือนเยาะเย้ย “มึงโดนดีแน่ ไอ้เกย์”
ยังไม่ทันที่เพื่อนคนนั้นจะก้าวขาวิ่ง เตวิชก็ดึงมือขวาออกจากกระเป๋ากางเกงพร้อมปากกา
“นี่เหรอมีด?”
ปากกาสีน้ำเงินหมุนควงวนรอบปลายนิ้ว เตวิชเหยียดยิ้ม ต้นกล้ายังไม่ยอม
“ในกระเป๋ามันยังมีอีก ในกระเป๋ามันยังมีมีดอยู่”
เตวิชดึงซับในสีขาวของกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้างออกมา นอกจากปากกาหนึ่งด้ามก็มีแค่แบงก์ร้อยอีกหนึ่งใบที่อยู่ในนั้น หนึ่งกับเกรซยืนเท้าเอวแล้วมองต้นกล้าหัวเสีย
“ไอ้กล้า มึงเกินไปไหมวะ มึงคอยแกล้งมันตลอด ตอนนี้มึงยังมาหาว่ามันใช้มีดขู่มึงอีก ไอ้เชี่ยเตอาจจะโดนไล่ออกก็ได้นะโว้ย”
ต้นกล้าไม่ได้หันมองคนพูดแต่ยังจ้องหน้าเตวิชนิ่ง “ไอ้เกย์!”
เสียงออดเข้าเรียนดังผ่านลำโพงเหนือหัว หนึ่งตบไหล่เกรซแล้วพยักหน้าให้ดินเดินออกมา ระหว่างที่ทุกคนก้าวขาแยกย้าย เตวิชก็พูดเสียงดัง
“กล้า เดี๋ยวไปหาที่ห้องนะ”
ดิน เกรซและหนึ่งหันกลับมามอง ต้นกล้ากับเด็กคนอื่น ๆ ก็หมุนตัวมามองคนพูดด้วย
“อะไรของมึงวะ” หนึ่งกระซิบถาม ต้นกล้าเบิกตาโตเหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้
“ไอ้เชี่ยเกย์…”
“กูจะจีบต้นกล้า” เตวิชประกาศ “กูชอบผู้ชายซาดิสท์ มันเร้าใจดี”
ไรท์: นี่ไม่ใช่นิยายวายนะจ๊ะ เตวิชโว้ย นี่มันไม่ใช่นิยายวาย 5555+