ผลสำรวจแพทยสภาเผยปัจจัย 'หมออินเทิร์น' ลาออกก่อนทำงาน
ผลสำรวจแพทยสภาเผยปัจจัย ‘หมออินเทิร์น’ ลาออกก่อนทำงาน
ความคืบหน้ากรณีแพทย์เพิ่มพูนทักษะ หรือ แพทย์อินเทิร์น ปี 1 ของโรงพยาบาล (รพ.) บึงกาฬ จ.บึงกาฬ จำนวน 10 คน จาก 16 คน ลาออก ซึ่งกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในวงการแพทย์และสาธารณสุข และในวันที่ 17 เมษายน 2568 กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เตรียมทำหนังสือขอหารือแพทยสภาเพื่อเสนอปรับปรุงวัตถุประสงค์และหลักเกณฑ์ของโครงการแพทย์เพิ่มพูนทักษะ (อินเทิร์น) ให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน และตอบสนองกับการแก้ไขปัญหาขาดแคลนแพทย์ของ สธ. นั้น
เมื่อวันที่ 17 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ‘แพทยสภา‘ ได้สำรวจความคิดเห็นของแพทย์จบใหม่ ปี 2564 จัดทำโดย นพ.ภาสกร วันชัยจิระบุญ กรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา โดยเป็นการสำรวจแพทย์จบใหม่ที่ได้รับเลข ว. หรือ ใบประกอบโรคศิลปะ จำนวน 2,431 คน คิดเป็น ร้อยละ 84.8 ของทั้งหมด ครอบคลุม 4 โปรแกรมการศึกษาแพทยศาสตร์ในประเทศไทย เช่น คณะแพทยศาสตร์ กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย หรือ กสพท. โครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท (CPIRD) โครงการกระจายแพทย์ 1 อำเภอ 1 ทุน (ODOD) ฯลฯ พบว่า ในจำนวนผู้ตอบแบบสำรวจพบว่ามีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 31.8 ต่างจังหวัด ร้อยละ 68.2 มีความคาดหวังรายได้เฉลี่ย 60,000-80,000 บาท ร้อยละ 46.2 ทั้งนี้ มีร้อยละ 3.5 ของผู้ตอบแบบสอบถามเท่านั้น ที่มีแผนจะลาออกตั้งแต่ก่อนปฏิบัติงาน
ผลสำรวจพบว่า ปัจจัยหลักที่คาดว่าจะทำให้แพทย์ลาออก คือ 1.สภาพแวดล้อมการทำงาน คิดเป็น ร้อยละ 61.4 สาเหตุคือ ถูกเอาเปรียบโดยผู้ร่วมงานหรือผู้บังคับบัญชา และวัฒนธรรมการทำงานที่มีการกลั่นแกล้ง 2.ภาระงานหนักเกินไป คิดเป็นร้อยละ 51.7 สาเหตุคือ ชั่วโมงทำงานยาวนาน มีความรับผิดชอบสูงเกินไปสำหรับแพทย์จบใหม่ 3.เงินเดือนและค่าตอบแทนต่ำ คิดเป็นร้อยละอ 42.9 สาเหตุไม่สมดุลกับภาระงานและความรับผิดชอบ และไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพในบางพื้นที่ นอกจากนี้ ยังพบว่า ระยะเวลารอทุนการศึกษา มีผลต่อการตัดสินใจลาออกด้วย
ทั้งนี้ การสำรวจดังกล่าวมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย อาทิ 1.ปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงาน เช่น สร้างวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีมที่ดี ป้องกันการกลั่นแกล้งและการเอาเปรียบในที่ทำงาน 2. จัดการภาระงานให้เหมาะสม กำหนดชั่วโมงทำงานที่เหมาะสม กระจายงานอย่างเป็นธรรม 3.พิจารณาระบบค่าตอบแทน เช่น ปรับค่าตอบแทนให้สอดคล้องกับภาระงาน สร้างแรงจูงใจทางการเงินที่เหมาะสม 4.ปรับปรุงระบบทุนแพทย์ประจำบ้าน เช่น ลดระยะเวลารอทุน มีความยืดหยุ่นในเรื่องสถานที่
นอกจากนี้ แพทยาสภายังมีการสำรวจในหัวข้อ โครงการแพทย์เพิ่มพูนทักษะยังจำเป็นหรือไม่ เพื่อใช้ในการปรับปรุงหลักสูตร โดยเป็นการสำรวจแพทย์ที่เพิ่งผ่านการเพิ่มพูนทักษะ ปี 2566 จำนวน 2,473 คน พบว่า ร้อยละ 89.5 เห็นด้วยว่าจำเป็นต้องมีโครงการ เนื่องจากช่วยเพิ่มทักษะอย่างมีนัยสำคัญ เพราะทักษะไม่ได้เกิดขึ้นจากการอ่านหนังสือเท่านั้น แต่ต้องลงมือปฏิบัติ ต้องผ่านการเรียนรู้ด้วย
ขณะที่ ศ.ทพ.ธนภูมิ โอสถานนท์ รองคณบดี ฝ่ายวิชาการและบัณฑิตศึกษา คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์เฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นว่า การลาออกของแพทย์ใช้ทุน จริงๆ น่าจะเป็นปัญหาเชิงระบบของสาธารณสุข ที่มีความซับซ้อนและหยั่งรากแบบยุ่งเหยิง ไม่ใช่แค่แพทย์ แต่รวมไปถึงบุคลากรสาธารณสุขอื่นๆ ด้วย
อยากสะท้อนมุมเล็กๆ จากภาพใหญ่ ผ่านผลงานวิชาการของทันตะ จุฬา 3 เรื่องที่เกี่ยวข้อง
การแก้ไขการขาดแคลนทันตแพทย์ในพื้นที่ชนบท โดยโครงการทันตแพทย์ใช้ทุน เริ่มมากว่า 30 ปี โดยภาพรวมตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้มีการกระจายตัวของทันตแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท
อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถทำให้รักษาอัตราการคงอยู่ ของทันตแพทย์ ในระบบได้ เนื่องจากอัตราการคงอยู่ของทันตแพทย์ในระบบโรงพยาบาลรัฐยังขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายมิติ (Arunratanothai, et al Hum Resour Health 2022)
ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเลือกทำงาน และการคงอยู่ของทันตแพทย์ในภาครัฐ ได้แก่ สภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัย การสนับสนุนจากหัวหน้างานและเพื่อนร่วมงาน รวมถึงโอกาสในการศึกษาต่อระดับหลังปริญญา
ขณะที่ปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่หลังจากทำงานครบ 1 ปี ได้แก่ ความใกล้บ้านเกิดและระบบราชการ การประสานความร่วมมือระหว่างกระทรวงต่างๆ โดยคำนึงถึงความต้องการเฉพาะของแต่ละพื้นที่ อาจช่วยส่งเสริมให้ทันตแพทย์คงอยู่ในระบบภาครัฐได้มากขึ้น (Arunratanothai, et al BMC Oral Health 2023)
แล้วทันตะ จุฬาฯ มองการช่วยให้เกิดการกระจายของทันตแพทย์ในพื้นที่ชนบทและการคงอยู่ ในระบบอย่างไร?
โครงการที่ทันตะ จุฬาฯ ทำมาอย่างยาวนานมาก คือ โครงการจุฬาฯ ชนบท และ โครงการสืบสานปณิธานสมเด็จย่าเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่ขาดแคลนทันตแพทย์ ซ้ำซาก โดยรับนักเรียนในพื้นที่มาเรียนทันตแพทย์เป็นการผลิตเพื่อพื้นที่ ซึ่งทันตแพท ย์ที่รับเข้าด้วยโครงการนี้มีอัตราการคงอยู่ในระบบสูงกว่าทันตแพทย์ที่รับเข้าเรียนในระบบสอบคัดเลือกปกติอย่างมีนัยสำคัญ
โดยปัจจัยสำคัญที่สุดที่มีผลต่อทั้งการคงอยู่และการลาออก คือ สถานที่ปฏิบัติงาน โดยการได้ทำงานใกล้บ้านเกิด (Vivatbutsiri P, et al Hum Resour Health 2020)
แต่จริงๆ ท่ามกลางความสัมพันธ์ ที่เปลี่ยนแปลงระหว่างบุคลากรสาธารณสุขกับประชาชนตามยุคสมัย แม้ว่าจะอยู่ใกล้บ้านเกิด หากระบบไม่ได้เอื้อให้บุคลากรอยู่ในระบบได้อย่างมีคุณภาพที่ดี คิดว่าคงจะรั้งคนให้อยู่ในระบบอย่างยาวนานไม่ได้เหมือนเดิม
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ผลสำรวจแพทยสภาเผยปัจจัย ‘หมออินเทิร์น’ ลาออกก่อนทำงาน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th