“ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป” เตรียมอนุมัติตอบโต้ “ภาษีสหรัฐ” เป็นครั้งแรก จ่อเรียกเก็บภาษีบางชนิด 25%
"ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป" เตรียมอนุมัติตอบโต้ "ภาษีสหรัฐ" เป็นครั้งแรก จ่อเรียกเก็บภาษีบางชนิด 25% ซึ่งอาจนำไปสู่การปะทะทางการค้าในระดับโลก
วันที่ 9 เมษายน 2658 เวลา 15.54 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) คาดว่าจะเห็นชอบมาตรการภาษีตอบโต้ต่อสหรัฐเป็นครั้งแรกในวันนี้ (9 เม.ย.68) เพื่อตอบโต้ภาษีนำเข้าแบบตอบโต้ (reciprocal tariffs) ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นำมาใช้กับสินค้าจากสหภาพยุโรปและอีกหลายประเทศ ซึ่งรวมถึงภาษีนำเข้าจากจีนในอัตราสูงถึง 104%
โดยการเคลื่อนไหวของ EU สะท้อนการเข้าร่วมของยุโรปในกลุ่มประเทศที่ตอบโต้สหรัฐ ต่อจากจีนและแคนาดา ซึ่งอาจนำไปสู่การปะทะทางการค้าในระดับโลก
ภายใต้นโยบายภาษีของทรัมป์ EU ต้องเผชิญกับภาษีนำเข้า 25% สำหรับเหล็ก อะลูมิเนียม และรถยนต์ รวมถึงภาษี 20% สำหรับสินค้านำเข้าเกือบทั้งหมดจากยุโรป เพื่อตอบโต้โดยเฉพาะต่อภาษีโลหะ สหภาพยุโรปเตรียมเรียกเก็บภาษี 25% กับสินค้าสหรัฐกลุ่มหนึ่ง ซึ่งรวมถึงมอเตอร์ไซค์ เนื้อไก่ ผลไม้ ไม้ เสื้อผ้า และไหมขัดฟัน โดยสินค้าที่ถูกตอบโต้มีมูลค่ารวม ประมาณ 21,000 ล้านยูโร หรือราวราว 23,000 ล้านดอลลาร์ ในปีที่แล้ว แม้จะน้อยกว่าสินค้ากลุ่มโลหะของ EU ที่ถูกสหรัฐ เก็บภาษีในวงเงิน 26,000 ล้านยูโร
คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าจาก 27 ประเทศสมาชิก EU จะประชุมลงมติเห็นชอบแผนดังกล่าวในช่วงบ่ายวันพุธ (9 เม.ย.68) โดยมาตรการจะผ่านได้ หากไม่มีเสียงคัดค้านอย่างมีคุณสมบัติ"(qualified majority) ซึ่งหมายถึงต้องมี 15 ประเทศสมาชิกที่เป็นตัวแทนของประชากร EU 65% ขึ้นไป ลงคะแนน “ไม่เห็นชอบ”
อย่างไรก็ตาม โอกาสที่จะถูกคัดค้านค่อนข้างต่ำ เนื่องจากคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ได้หารือกับชาติสมาชิกและปรับลดรายการสินค้าตอบโต้ลงจากรายชื่อเบื้องต้นเมื่อเดือนมีนาคม โดย ถอดสินค้ากลุ่มนมและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของสหรัฐออก
ก่อนหน้านี้ ฝรั่งเศสและอิตาลีในฐานะประเทศผู้ส่งออกไวน์รายใหญ่ ได้แสดงความกังวล หลังทรัมป์ขู่จะเก็บภาษีไวน์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จาก EU สูงถึง 200% หาก EU ยังเดินหน้าเรียกเก็บภาษี 50% กับเบอร์เบิน (bourbon) สหรัฐ
และก่อนหน้านี้สหรัฐได้โต้ตอบการเก็บภาษีของจีน ด้วยการ เพิ่มภาษีอีกเท่าตัวทำให้สินค้าจากจีนต้องเจอภาษีสูงสุดถึง 104% จีนประกาศว่าจะสู้จนถึงที่สุดท่ามกลางการตอบโต้ข้ามทวีปจากคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐ ซึ่งอาจทำให้ระบบการค้าระหว่างประเทศเข้าสู่ภาวะเผชิญหน้าในระดับประวัติการณ์
อ้างอิง : reuters.com