โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ดิจิทัลวอลเล็ตของแท้ ใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชันของรัฐ แจกเฟส 3 กลุ่มวัยรุ่น วัยเรียน หวังกระตุ้นชอป กระจายเม็ดเงินสู่ท้องถิ่น ดันให้เกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจ สานฝันรัฐบาลยุค “นายกฯ แพทองธาร”

BTimes

อัพเดต 14 มี.ค. 2568 เวลา 23.38 น. • เผยแพร่ 15 มี.ค. 2568 เวลา 07.00 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลเคาะจ่ายเงินดิจิทัลวอลเล็ตเฟสที่ 3 หนึ่งหมื่นบาทให้กับกลุ่มวัยเรียน 16–20 ปี จำนวน 2.7 ล้านคน โดยในรอบนี้จะเป็นเฟสแรกที่จะให้ใช้จ่ายในระบบดิจิทัลวอลเล็ตตามที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ และหวังจะก่อให้เกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ลดภาระค่าใช้จ่ายแก่ประชาชน โดยคาดว่าจะจ่ายได้ประมาณปลายไตรมาส 2 ต้นไตรมาส 3 ของปี 2568 นี้

แต่ภายหลังจากรัฐบาล โดยคุณแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศการแจกเงินหมื่นในรูปแบบดิจิทัลวอลเล็ต เฟส 3 กลับมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะช่วงอายุที่รัฐบาลกำหนดในรอบนี้

เพราะจากการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน คุณเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่าเงินดิจิทัลสามารถจ่ายค่าเทอม ค่าโทรศัพท์มือถือ และค่าบริการสาธารณูปโภค ทั้งค่าน้ำประปา และค่าไฟฟ้า แต่หลังจากนั้นมีการขอปรับข้อมูลการใช้จ่ายเงินดิจิทัลวอลเล็ตเป็นไม่สามารถจ่ายได้ เพราะเป็นบริการ

“ในส่วนของค่าเทอม ค่าโทรศัพท์มือถือ และค่าบริการต่างๆ ถือว่าเป็นค่าบริการ ค่าเทอมก็ถือว่าไปเป็นการซื้อบริการ เพราะฉะนั้นจะไม่รวมอยู่ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ยืนยันว่าไม่ได้ คิดง่ายๆ เราให้ซื้อสินค้า เงินต้องเอาไปแลกสินค้าและบริการ อุปโภคหรือบริโภค แต่บริการนั้นไม่ได้”

ส่วนกรณีที่สังคมตั้งคำถามว่าทำไมดิจิทัลวอลเล็ตไม่สามารถนำไปจ่ายค่าเทอมได้ แต่กลับสามารถซื้อเหล้า – บุหรี่ได้นั้น คุณพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อธิบายว่าความตั้งใจของรัฐบาลในเรื่องนี้ไม่ได้ต้องการเจาะจงให้นำเงินไปซื้อเหล้า – บุหรี่ได้โดยตรง เช่น ซื้อเหล้า จากร้านที่ขายเหล้าโดยตรง ซึ่งหากมีการกำหนดประเภทสินค้าต้องห้าม (Negative List) ก็อาจจะไม่สะดวกสำหรับประชาชนในการใช้จ่าย ดังนั้นรัฐบาลจึงได้กำหนดเป็นประเภทร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการแทน

“บางร้านค้าขายสินค้าอุปโภคบริโภค 90% แต่อาจจะมีมุมเล็กๆ ที่ขายเหล้า – บุหรี่ด้วย ดังนั้นถ้าหากเราไปห้าม ไม่ให้เข้าร้านประเภทนี้เลยก็อาจจะเหนื่อย จึงมากำหนดเป็นขนาดร้านค้าแทน ซึ่งร้านที่ขายสินค้าเหล่านี้โดยเฉพาะ เราก็ไม่ให้เข้า แต่สุดท้ายหากบังเอิญว่าร้านนั้น เช่น ร้านขายของชำ มีมุมขายบุหรี่เล็กๆ อยู่ในร้าน แต่ไม่ได้ขายบุหรี่เป็นเรื่องเป็นราว แบบนี้ก็โอเค”

ส่วนกรณีที่ไม่สามารถนำเงินดิจิทัลไปจ่ายค่าเทอมได้โดยตรงนั้น รัฐมนตรีคลัง ระบุว่าการให้เงินดิจิทัลในเฟสนี้ก็เหมือนกับรัฐบาลให้เงินผู้ปกครองไปจ่ายค่าเทอมได้ในทางอ้อม เพราะหากผู้ปกครองบริหารการใช้เงินดิจิทัลได้ โดยนำไปใช้จ่ายในสินค้าอุปโภคบริโภคก็จะเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ และสุดท้ายก็จะทำให้มีเงินไปจ่ายค่าเทอมได้มากขึ้นนั่นเอง ซึ่งถือว่าเป็นเงินก้อนเดียวกัน

<ห่วงเยาวชนนำเงินไปใช้ในทางที่ผิด>

คุณปริเยศ อังกูรกิตต โฆษกพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) กล่าวถึงนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท เฟส 3 นี้ว่าขอตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจ อยากเตือนให้รัฐบาลพิจารณาอย่างรอบคอบ ก่อนเดินหน้าเฟส 3 แม้การแจกเงินสด 10,000 บาทที่ผ่านมา ประชาชนจะพึงพอใจ แต่ด้านเศรษฐกิจกลับไม่ได้ส่งผลกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยอย่างมีนัยสำคัญ เศรษฐกิจไทยในปี 2567 เติบโตเพียง 2.5% ขณะที่ใช้งบประมาณไปคิดเป็น 0.8% ของ GDP กระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียง 0.3% ถือเป็นอัตราที่ต่ำกว่าความคุ้มค่าของเงินภาษีที่ใช้ไป

และยังได้ตั้งข้อสังเกตด้วยว่าการแจกเงินรอบใหม่ที่จำกัดเฉพาะกลุ่มอายุ 16–20 ปี สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลอาจเผชิญปัญหาด้านงบประมาณ หรือมีการปรับลดวงเงินโครงการ อีกทั้งยังมีความไม่แน่นอนในนโยบายภาครัฐจะเห็นได้จากการกำหนดเงื่อนไข ในช่วงวันแรกๆ ที่ประกาศเฟส 3 เช่น การจ่ายค่าเทอมของนักเรียนและนักศึกษา ที่รัฐบาลเคยประกาศว่าสามารถนำไปใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ทำให้ประชาชนสับสนและตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของการบริหารจัดการงบประมาณของรัฐบาล ในขณะเดียวกันรัฐบาลกลับไม่สามารถควบคุมเรื่องการใช้เงินไปซื้อเหล้าและบุหรี่ของเยาวชนอายุ 16–20 ปี ที่ได้รับเงินจากโครงการแจกเงินดิจิทัล ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสังคมตามมา

<นักวิชาการมองยังมีช่องโหว่เงื่อนไขการใช้เงิน>

อาจารย์อุ๋ย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการด้านกฎหมาย ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ข้อความบางส่วนระบุว่า “ผมเห็นข่าวที่รัฐบาลจะแจกเงินหมื่นดิจิทัลเฟสสาม โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กและเยาวชนอายุ 16–20 ปี ซึ่งเงื่อนไขการใช้เงินมีช่องโหว่ที่ผู้ใช้เงินสามารถนำเงินไปซื้อเหล้าหรือบุหรี่ในร้านชำเล็กๆ ได้ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าแม้กฎหมายจะห้ามไม่ให้ขายเหล้าและบุหรี่กับบุคคลที่อายุต่ำกว่า 20 ปี แต่ก็บังคับใช้เฉพาะกับร้านเจ้าใหญ่ๆ เท่านั้น ส่วนร้านชำเล็กๆ ที่กระจายตัวอยู่ตามชุมชน ก็เป็นที่รู้กันดีว่าในทางปฏิบัติรัฐตรวจสอบได้ยากและกฎหมายก็มักบังคับไปไม่ถึง ดังนั้นจึงมีโอกาสสูงที่ผู้ที่ได้สิทธิตรงนี้จะนำเงินไปซื้อสิ่งเหล่านี้มาเสพซึ่งไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรกับตัวเด็กและเยาวชน มีแต่โทษ

อาจารย์อุ๋ย ยังยกอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on Rights of the Child) ซึ่งไทยเป็นภาคี มีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม ตั้งแต่ พ.ศ. 2535 ข้อ 1 กำหนดว่า เด็ก หมายถึงมนุษย์ทุกคนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี และ ข้อ 3.1 ระบุว่าในการกระทำทั้งปวงที่เกี่ยวกับเด็ก ไม่ว่าจะกระทำโดยสถาบันสังคมสงเคราะห์ของรัฐหรือเอกชน ศาลยุติธรรม หน่วยงานฝ่ายบริหาร หรือองค์กรนิติบัญญัติ ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นลำดับแรก ส่วนข้อ 6.กำหนดว่า 1) รัฐภาคียอมรับว่าเด็กทุกคนมีสิทธิติดตัวที่จะมีชีวิต และ 2) รัฐภาคีจะประกันอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้ให้มีการอยู่รอดและการพัฒนาของเด็ก จึงอยากตั้งคำถามไปยังรัฐบาลว่า การที่รัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายบริหารแจกเงินเด็กๆ และเปิดช่องให้เอาเงินตรงนี้ไปซื้อเหล้ากับบุหรี่ได้ ถือว่าได้คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นลำดับแรกหรือไม่…”

<จับตาเอื้อกลุ่มทุน>

คุณปริเยศ อังกูรกิตต โฆษกพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ยังได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายแจกเงินดิจิทัลเฟส 3 อีกว่า ขณะนี้มีความเคลื่อนไหวของผู้มีอำนาจและกลุ่มทุนในการเตรียมออกเหรียญดิจิทัลที่อาจเชื่อมโยงกับนโยบายแจกเงินดิจิทัลของรัฐบาล จึงมีข้อสงสัยว่าโครงการนี้อาจส่อว่าเป็นการทุจริตเชิงนโยบาย เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนหรือพวกพ้องมากกว่าการช่วยเหลือประชาชนและการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

<เม็ดเงินดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 3 กระตุ้นเศรษฐกิจได้ได้ไม่มากนัก>

รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่ามาตรการแจกเงินหมื่นเฟส 3 นี้ รัฐเตรียมใช้เงินประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งมองว่าเป็นวงเงินที่น้อยเกินไปเมื่อเทียบกับความจำเป็นในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยอาจกระตุ้นจีดีพีให้ขยายตัวได้เพียง 0.1–0.15% เท่านั้น

จะเห็นได้จากมาตรการเฟสแรกรัฐบาลได้อัดฉีดเงิน 1.45 แสนล้านบาทในช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคมที่ผ่านมา แต่เศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 4 เติบโตเพียง 3.2% ต่ำกว่าคาด สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะซบเซาและฟื้นตัวได้ช้า

นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตว่ากลุ่มที่จะได้รับเงินส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงอายุ 16–20 ปี ซึ่งพฤติกรรมการใช้จ่ายของกลุ่มนี้มีแนวโน้มเน้นไปที่สินค้าเฉพาะกลุ่ม แตกต่างจากช่วงอายุ 16–60 ปี ที่สามารถกระจายการใช้จ่ายได้มากกว่า ดังนั้นจึงมองว่ามาตรการในเฟส 3 นี้ อาจไม่ได้ส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจมากนัก ยิ่งเป็นการทยอยแจกจ่ายเงิน มองว่ายังไม่ได้ส่งผลกระทบเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ ถ้าต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวรวดเร็วและมีการเติบโตที่ชัดเจน จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมหาศาลในนโยบายนี้ในคราวเดียว หรือรวมเงินจากทุกเฟสเป็นก้อนเดียว

เช่นเดียวกับคุณสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่าหากเป็นการใช้จ่ายเงินในแต่ละพื้นที่ น่าจะทำให้มีผลต่อจีดีพี ประมาณ 0.1–0.2% แต่ถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ในแง่ของผลกระทบทางเศรษฐกิจจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมาพบว่าอาจจะยังไม่ทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าที่ควรจะเป็น

โดยหอการค้าฯ มองว่าการใช้งบประมาณเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจจำเป็นต้องคำนึงถึงผลลัพธ์ที่ชัดเจน เนื่องจากงบประมาณของภาครัฐมีจำกัด และขณะนี้เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ดังนั้น การดำเนินมาตรการควรพุ่งเป้าไปยังกลุ่มที่สามารถทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเพิ่มขึ้นได้มากที่สุด เพื่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้างและยั่งยืน

<ประโยชน์ด้านทดสอบประสิทธิภาพระบบ>

รศ.ดร.ธนวรรธน์ มองว่าการแจกเงิน 10,000 ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ในรอบนี้จะส่งผลดีกับระบบ Sandbox ในการทดสอบประสิทธิภาพของการใช้เงินดิจิทัลว่ามีข้อจำกัดและประโยชน์อย่างไร หากยังคงใช้มาตรการแจกเงินต่อไป รัฐบาลเองก็ควรมีการชี้แจงต่อประชาชนที่ยังไม่ได้รับเงินว่าเม็ดเงินที่เหลืออาจถูกนำไปใช้เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวแทน ซึ่งเป็นทางเลือกที่ส่งผลดีต่อประเทศมากกว่า

<เงินหมื่นเฟส 3 แจกวัยรุ่นมีเหตุผล>

คุณจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าเหตุผลที่เฟส 3 รัฐบาลทำเฉพาะกลุ่ม 16–20 ปี เนื่องจากน้องๆ มีความรู้ความสามารถในการเข้าสู่เทคโนโลยีและระบบโซเชียลต่างๆ ซึ่งจะถือเป็นต้นแบบในการดำเนินการและอาจจะนำไปสอนพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย และคนในครอบครัวที่มีอายุมากให้เข้าใจได้

อย่างไรก็ตามรัฐบาลยืนยันว่ากลุ่มคนอายุ 21–59 ปี ยังไงรัฐบาลไม่ทิ้งแน่นอน เพราะอยู่ในแผนดำเนินการในเฟส 4 เฟส 5 ต่อไป เพื่อพัฒนารูปแบบระบบดิจิทัลวอลเล็ตให้ง่ายขึ้น อาทิ การจ่ายเงินเยียวยา ระบบการศึกษา การสนับสนุนในด้านต่างๆ

นายกฯ ฝากบอกว่าไม่ต้องกังวลว่าคนอายุ 21–59 ปี ไม่จ่ายแล้วหรือ ขอย้ำว่าจ่ายแน่นอน เพื่อดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจตามโครงการดิจิทัลวอลเล็ต”

โดยสรุปแล้วมาตรการแจกเงินหมื่นรัฐบาลยังคงเดินหน้าต่อแน่ๆ แต่ต้องมาลุ้นกันว่าเม็ดเงินใช้จ่ายจากบรรดากลุ่มน้องๆ วัยใส จะช่วยกระพือ “พายุหมุนทางเศรษฐกิจ” ได้ตามที่รัฐบาลคาดหวังแค่ไหน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...