โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (114)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 12 มี.ค. 2568 เวลา 03.06 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. 2568 เวลา 03.06 น.

บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์

33 ปี ชีวิตสีกากี

พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (114)

คดีดัง-ฆ่าเศรษฐินีถ่วงน้ำ

วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน 2534

ไปทำงานที่โรงพักตั้งแต่เช้า

ตอนสายๆ นายทวี อนุดิษฐ์ อายุ 61 ปี เจ้าของร้านทอง “ไทยนำสิน” ซึ่งอยู่ที่ถนนสมันตประดิษฐ์ กลางเมืองสตูล มาโรงพักแจ้งว่า นางสุนี อนุดิษฐ์ อายุ 60 ปี ภรรยา ได้ออกจากร้านแต่เช้ามืดเวลา 5 นาฬิกาเพื่อไปออกกำลังกายที่สนามสุขภาพของเทศบาลเมืองสตูลตามปกติ แล้วหายไป ไม่กลับบ้าน ผู้แจ้งได้ออกติดตามไปหลายแห่ง แต่ไม่พบ ไม่ทราบว่าไปไหน

ต่อมาประมาณบ่าย 4 โมงครึ่ง ก็มีผู้พบศพของนางสุนี จมอยู่ในน้ำใกล้สะพานคอนกรีตข้ามคลองกาลันยีตัน ต.เจ๊ะบิลัง และไกลจากร้านทองเกือบ 20 กิโลเมตรในสภาพที่ศพถูกถ่วงน้ำด้วยแท่งปูนซีเมนต์ ที่หล่อเป็นรูปกากบาท เหมือนเครื่องหมายบวก หรือเครื่องหมายกาชาด น้ำหนักมากเกือบ 25 กิโลกรัมโดยมีเชือกไนล่อนมัดศพให้ติดกับแท่งปูน

ที่ศีรษะมีบาดแผลถูกตีด้วยของแข็ง สำหรับทรัพย์สินที่ติดตัวทั้งสร้อยทอง สร้อยข้อมือ และต่างหูเพชรได้หายไป จึงได้ร่วมกันนำศพไปชันสูตรที่โรงพยาบาลสตูล แล้วได้สอบสวนบันทึกปากคำสามีของผู้ตาย และออกไปดูที่เกิดเหตุและเส้นทางที่ผู้ตายใช้เดินไปออกกำลังกายทุกวัน ผมทำงานต่อจนเที่ยงคืน

วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน 2534

ผมได้สอบสวนบรรดาญาติของนางสุนีผู้ตาย เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตในครั้งนี้ ว่าเกิดจากประเด็นใดบ้าง

วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน 2534

หนังสือพิมพ์ได้พร้อมกันพาดหัวข้อข่าวคดีฆ่าถ่วงน้ำ เป็นข่าวใหญ่โตโด่งดังไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้พาดหัวข้อข่าวเป็นตัวหนังสือหัวไม้ขนาดใหญ่ 2 ชั้น

“ทุบหัวถ่วงน้ำ ฆ่าโหดเศรษฐินี” และต่อด้วยหัวรองลงว่า “ดักซัดขณะวิ่งออกกำลัง ศพมัดกากบาทซีเมนต์”

พ.ต.อ.วีระ ปานจันทร์ ผกก.ภ.จ.สตูล ได้เรียกนายตำรวจประชุมความคืบหน้าของคดี กำหนดแนวทางการสืบสวนและมอบหมายหน้าที่เพื่อจับกุมคนร้าย

สื่อมวลชนยิ่งเสนอข่าวร้อนแรงมากเท่าใด ผมก็ยิ่งมีความกดดันมากยิ่งขึ้น เพราะเป็นคดีที่ร้ายแรงสะเทือนขวัญประชาชน เกิดขึ้นใจกลางเมือง ทำยังไงจึงจะจับคนร้ายให้ได้และต้องให้รวดเร็ว ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย เพราะยังคลำหาเป้าหมายไม่พบ

วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม 2534

ผมยังคงทำงานสืบสวนสอบสวนคดีฆ่านางสุนี อนุดิษฐ์ ต่อ

เวลาบ่าย พล.ต.ต.อัยยรัช เวสสะโกศล รอง ผบช.ภ.4 (ปป.), พล.ต.ต.บุญเพ็ญ บำเพ็ญบุญ ผู้ช่วย ผบช.ภ.4 (ปป.) และ พ.ต.อ.ธรรมนูญ ทับเคลียว รอง ผบก.ภ.12 เดินทางมาร่วมสอบถามความคืบหน้าของคดีฆ่าเจ้าของร้านทอง

วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม 2534

ผมคงเดินหน้าสืบสวนสอบสวนเพื่อหาตัวคนร้ายมาดำเนินคดีในคดีฆ่าเจ้าของร้านทองไทยนำสินให้ได้

วันพุธที่ 3 กรกฎาคม 2534

พ.ต.อ.ธรรมนูญ ทับเคลียว รอง ผบก.ภ.12 เรียกประชุมตั้งแต่เช้า เพื่อแบ่งแยกกันทำงาน เรียกผู้ต้องสงสัยหรือพยานที่เกี่ยวข้องมาสอบสวน แต่คดีก็ยังไม่มีความคืบหน้าเหมือนเดิม

วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม 2534

นายกมล อนุดิษฐ์ หลานชายของนางสุนีผู้ตายได้มาพบผม และแจ้งให้ทราบว่า ได้รับจดหมายซึ่งเขียนในกระดาษแล้วใส่ซองจดหมาย นำมาเสียบไว้ที่ประตูเหล็กหน้าร้านทอง เมื่อเปิดอ่านดู มีข้อความ เป็นผู้ที่สามารถติดต่อคนที่รู้ว่าใครเป็นคนร้ายที่ฆ่านางสุนีได้ ถ้าหากอยากติดต่อด้วย ให้นำรถจักรยาน 2 ล้อ สีแดง มาจอดหน้าร้านทอง และตะกร้าหน้ารถให้ใส่กล้วยน้ำว้าไว้ 1 หวีเป็นสัญลักษณ์ว่าต้องการติดต่อด้วย

ในเบื้องต้นนายกมลหลานชายของผู้ตายได้ไปปรึกษากับ สวป.แล้ว แต่ สวป.กลับมีความเห็นว่า น่าจะเป็นคนโรคจิตมากกว่า ไม่เกี่ยวกับคดีฆ่า และไม่ควรไปเสียเวลากับคนพวกนี้

ดังนั้น นายกมลหลานของผู้ตาย เห็น สวป.มีความคิดเห็นเช่นนั้น จึงมาพบผม และมี พ.ต.ท.ยรรยง กุลวานิช สวญ.สภ.อ.เมืองสตูล อยู่ด้วย ผมกับ สวญ.มีความคิดเห็นที่ตรงกัน ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์และสิ่งใดที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ผมจะไม่มองข้ามเป็นอันขาด และไม่คิดว่าเป็นคนโรคจิต แต่จะต้องมีอะไรสักอย่าง ถึงขนาดเขียนจดหมายมา ผมอยากจะรู้ว่าเป็นใคร และทำไมต้องทำเช่นนั้น ทำไปเพื่ออะไร ต้องสืบสวนพิสูจน์ให้ได้

ดังนั้น จึงได้แนะนำนายกมลหลานชายของผู้ตาย ให้ดำเนินการตามที่ผู้เขียนจดหมายต้องการ โดยนำรถจักรยาน 2 ล้อ สีแดง มีตะกร้าใส่กล้วยน้ำว้า 1 หวี ไปจอดไว้หน้าร้านทอง

วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม 2534

นายกมลหลานชายของผู้ตายกลับมาแจ้งว่า ได้จัดการตามที่ผู้เขียนจดหมายต้องการแล้ว

ส่วนผมและทีมสืบสวนยังคงทำงานและสอบสวนในประเด็นที่ยังสงสัยต่อไป

วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม 2534

เวลา 9 โมงครึ่ง ได้นัดประชุมชุดสืบสวนและพนักงานสอบสวน แล้วแยกงานกันทำ และโทรศัพท์ไปรายงาน พ.ต.อ.ธรรมนูญ ทับเคลียว รอง ผบก.ภ.12 ซึ่งสั่งไว้ให้รายงานความคืบหน้าทุกระยะ แต่ว่าจนถึงวันนี้แล้วยังไม่มีอะไรที่คืบหน้าเลย

วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม 2534

นายกมลหลานชายของผู้ตาย มาพบผมด้วยอาการตื่นเต้น เมื่อได้รับจดหมายจากผู้ที่รู้เบาะแสการตายแล้วว่า ถ้าหากต้องการทราบว่าผู้ใดเป็นคนร้ายให้มอบเงินจำนวน 2 แสนบาท เป็นค่าข่าว และถ้าไม่จ่ายเงินค่าข่าว คนในครอบครัวอาจจะถูกฆ่าอีก และจะติดต่อกลับมาทางโทรศัพท์

หลานชายของผู้ตายจึงถามผมว่า จะทำอย่างไรต่อ ผมจึงบอกว่าให้รอรับโทรศัพท์จากคนคนนี้ และในระหว่างที่พูดคุยทางโทรศัพท์ให้อัดเทปการสนทนาไว้ด้วย และ พ.ต.ท.ยรรยง กุลวานิช สวญ.สภ.อ.เมืองสตูล ก็เห็นสอดคล้องด้วยที่ให้ทำเช่นนี้

สำหรับ สวป. ไม่เห็นด้วยกับวิธีการเช่นนี้ กลับเห็นเป็นเรื่องเสียเวลา

วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม 2534

และแล้วคนที่ต้องการแจ้งเบาะแส ก็โทรศัพท์ไปที่ร้านทองจริงๆ ดังนั้น ช่วงที่โทร.เข้าไป จึงถูกบันทึกเทปไว้ และเทปที่บันทึกไว้นั้น นายกมลได้นำมามอบให้กับผมไว้แล้ว

ผมได้เปิดเทปฟังการสนทนาของนายกมลหลานชายของผู้ตายกับคนที่ต้องการแจ้งเบาะแสแล้ว โดยเปิดให้ทุกคนรับฟังกันต่อหน้านายกมล รวมทั้ง พ.ต.ท.ยรรยง สวญ. และชุดสืบสวน จากเทปที่เปิดฟัง มีเสียงรถยนต์ รถจักรยานยนต์ วิ่งผ่านไปมาและเสียงแตรรถดังแทรกเข้ามา และมีสัญญาณตื้ดๆ และสักพักก็ตัดไป และโทร.กลับมาอีก ทางคนที่โทร.มาต้องการค่าข่าวแจ้งเบาะแส และบอกให้ส่งเงินจำนวน 2 แสนบาท กำหนดสถานที่ให้ส่งเงินกันที่ไหน หากไม่จ่ายค่าข่าวอาจจะมีคนในครอบครัวถูกฆ่าอีก แล้วเทปก็หมดเพียงเท่านี้

เมื่อผมฟังแล้ว มั่นใจได้ว่า ผู้ที่โทร.มาที่ร้านทอง ต้องใช้โทรศัพท์สาธารณะที่ไหนสักแห่ง เพราะมีเสียงรถยนต์ รถจักรยานยนต์ วิ่งผ่านแทรกเข้ามา รวมทั้งเสียงแตรรถและสัญญาณดังตื้ดๆ นั่นคือ เสียงโทรศัพท์สาธารณะที่ใช้วิธีหยอดเหรียญ เสียงสัญญาณดังตื้ดๆ คือเตือนให้หยอดเหรียญเพิ่ม

ผมจึงบอกให้นายกมลหลานชายของผู้ตายดำเนินการต่อไป ให้บันทึกเทปเอาไว้ในระหว่างสนทนา แต่ครั้งนี้ เมื่อคนที่ติดต่อมาที่ร้านทอง โทร.เข้ามาให้พยายามพูดให้นานๆ ดึงเวลาให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ และในระหว่างนั้นให้เพื่อนหรือใครก็ได้ที่ร่วมอยู่ด้วย รีบโทรศัพท์เข้าไปที่ศูนย์วิทยุ 191 แจ้งว่าเวลานี้มีคนโทร.มาที่ร้านทองแล้ว หลังจากนั้นจะเป็นหน้าที่ของตำรวจ

แล้วนายกมลหลานชายของผู้ตายรับปากจะไปจัดการตามที่ผมแนะนำ ก็กลับไป

ผมกับ สวญ. จึงร่วมประชุมวางแผนการจับกุมผู้ที่โทรศัพท์ไปที่ร้านทอง ซึ่งถือเป็นคดีพยายามกรรโชกทรัพย์ ทันที และต้องตรวจเช็กให้ครบถ้วนว่า คนร้ายน่าจะใช้โทรศัพท์สาธารณะในจังหวัดสตูลที่ไหนสักแห่ง แต่จะเป็นที่ไหนบ้าง ต้องตรวจสอบไปที่ชุมสายโทรศัพท์ว่า มีการติดตั้งตู้โทรศัพท์สาธารณะไว้ที่ไหนบ้างกี่จุด

จึงพบว่ามีตู้โทรศัพท์สาธารณะที่ติดตั้งอยู่ริมถนนมีเพียง 4 แห่งในเขตเทศบาลเมืองสตูล คือที่หน้าโรงพยาบาลสตูล วิทยาลัยเทคนิคสตูล สี่แยกร้านผลไม้เจริญผล และท่าเทียบเรือตำมะลัง ผมจึงได้มอบหมายให้ชุดสืบสวนไปประจำสังเกตการณ์ตู้โทรศัพท์สาธารณะทุกแห่ง แต่ไม่ให้เข้าใกล้ และระมัดระวังไม่ให้เสียงวิทยุตำรวจดังไปเข้าหูคนร้ายโดยเด็ดขาด ให้สังเกตการณ์ในระยะที่ห่างพอสมควรแต่มองเห็นได้ว่าใครเป็นใคร สำคัญมากๆ ต้องไม่ให้รู้ว่าเป็นตำรวจ ในระหว่างที่คนร้ายโทร.เข้าไปที่ร้านทอง จะมีคนในร้านทองอีกคนรีบโทร.แจ้งศูนย์วิทยุว่า คนร้ายโทร.เข้าไปที่ร้านทองแล้ว แล้วศูนย์วิทยุจะกระจายข่าวให้ชุดที่เฝ้าสังเกตการณ์ตามตู้โทรศัพท์สาธารณะทราบว่าเวลานั้นใครใช้โทรศัพท์สาธารณะอยู่ ให้รีบเข้าทำการควบคุมตัว นำตัวมายัง สภ.อ.เมืองสตูลทันที

โดยผมได้แบ่งหน้าที่ให้ชุดสืบสวนไปเฝ้าจุดละ 2 นาย

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (114)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...