โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

จุดสูงสุดแห่งชูร่า 【至尊修罗】

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 พ.ค. 2567 เวลา 13.00 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 13.00 น. • Kawebook
เมื่อปาฏิหาริย์มอบโอกาสให้นักรบอัจฉริยะฟื้นคืนชีพมาเพื่อล้างแค้น แล้วไยโชคชะตาต้องพรากพรสวรรค์และพลังลมปราณไปหมดด้วย !

ข้อมูลเบื้องต้น

เมื่อปาฏิหาริย์มอบโอกาสให้นักรบอัจฉริยะฟื้นคืนชีพมาเพื่อล้างแค้น แล้วไยโชคชะตาต้องพรากพรสวรรค์และพลังลมปราณไปหมดด้วย !

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ :Kujiang (Beijing Kinging Holdings Limited)

ประพันธ์โดย :十月流年(Shí yuè liúnián)

ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย :Glory Forever Public Co.,LTD

บรรณาธิการ:ไพสิฐ ต่วนขำ

แปลภาษาไทยโดย :สิริพร เจริญอินทร์

พิสูจน์อักษร :เกศประภา พรพิพัฒน์ศิริกุล

เมื่อกองทัพมู่ถูกสังหารหมู่กลางสนามรบ

มีเพียง “มู่เฟิง” นักรบอัจฉริยะของตระกูลที่รอดตายอย่างปาฏิหาริย์..

เขาฟื้นคืนมาด้วยความคับแค้น หมายจะล้างแค้นคนทรยศให้จงได้

ทว่าทั้งพรสวรรค์และปราณนักรบที่สั่งสมมากลับสูญสิ้น..

จากนักรบผู้แกร่งกล้ากลับกลายเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง.

ทั้งถูกถอนหมั้น โดนหยามว่าไร้ค่า จะแก้แค้นก็ไม่มีพลังที่มากพอ !

คงต้องพลิกแผ่นดินหาวิธีรักษาเส้นลมปราณให้ได้ก่อน

.

มู่เฟิงลั่นวาจาให้ฟ้าดินเป็นพยาน

พลังของข้าจักฟื้นคืน !

แนะนำนิยายสนุก สุดมันส์ อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย

ระงับข้อกำจัดของพันธสัญญา

ฝ่ามือน้ำแข็งนิลกาฬของหนานหลิงถาโถมเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง กระแสพลังอันเย็นยะเยือกเหล่านั้นแหลมคมราวกับใบมีด พวกมันกระแทกเกราะป้องกันพลังกังหยวนของมู่เฟิงอย่างรุนแรง ทำให้มู่เฟิงรู้สึกเจ็บแปล๊บบริเวณใบหน้าของเขา

ชัดเจนว่าคลื่นพลังจากฝ่ามือนี้ร้ายกาจเป็นอย่างยิ่ง เกรงว่าหากเป็นคนธรรมดาที่ไม่ได้ฝึกฝนวรยุทธ์คงถูกคลื่นพลังนี้พัดเข้าสู่ความตายแล้ว

“ระเบิดหมัดเก้าเพลิงสุริยา ผลาญอากาศ!”

มู่เฟิงปล่อยหมัดออกมาอย่างดุดันเช่นกัน เขาไม่ลังเลเลยที่จะแสดงกระบวนท่าหมัดที่แข็งแกร่งที่สุดของวิชาระเบิดหมัดเก้าเพลิงสุริยา ‘ผลาญอากาศ’ ออกมา

พลังปราณเพลิงภายในร่างของเขาหลอมรวมเข้ากับพลังกังชี่ธาตุสายฟ้าก่อนจะไหลทะลักออกมาเป็นพลังหมัด เมื่อพลังหมัดพุ่งกวาดออกไป ความร้อนระอุของมันก็แผดเผาไอเย็นจากพลังฝ่ามือน้ำแข็งของอีกฝ่ายทันที เสียงปะทะกันดังสนั่นหลังจากพลังความร้อนและพลังความเย็นปะทะกันกลางอากาศ

ปัง…!

พลังที่ระเบิดออกกระจายไปทั่วทุกทิศทาง ทั้งยังกวาดปกคลุมออกไปในระยะหลายสิบเมตร ไม่มีใครคาดคิดว่าพลังหมัดนี้จะแข็งแกร่งขนาดสามารถทำลายพลังฝ่ามือจนแตกพ่ายได้ในพริบตา ก่อนที่มันจะพุ่งไปทางหนานหลิงต่อในทันที

เพียงแต่การปะทะกันเมื่อครู่ทำให้พลังหมัดอ่อนกำลังลงไปมากแล้ว ดังนั้นมันจึงไม่อาจเจาะทะลวงผ่านเกราะป้องกันพลังกังหยวนของหนานหลิงไปได้ เมื่อเห็นดังนั้นหนานหลิงก็ปล่อยพลังฝ่ามือไปทางมู่เฟิง พลังฝ่ามือนั้นควบแน่นขึ้นเป็นใบมีดน้ำแข็งก่อนจะพุ่งทะลวงออกไปอย่างดุดัน

ทางด้านมู่เฟิงก็ไม่รอช้ารีบปล่อยหมัดออกไปอีกครั้ง และมันก็สามารถทำลายใบมีดน้ำแข็งของหนานหลิงได้อย่างง่ายดาย ในเวลาเดียวกันนั้นกระแสพลังสายฟ้าสีม่วงสายหนึ่งก็พลันส่องประกายขึ้นบนมือของเด็กหนุ่ม ก่อนที่หอกจื่อเหลยจะปรากฏขึ้นในมือของเขา จากนั้นเด็กหนุ่มก็แทงหอกตามไปอย่างรวดเร็ว

“วิชาหอกสายฟ้าคำราม สายฟ้าอรุณ!”

เปรี๊ยะ!

หอกนี้ส่องประกายแสงสีม่วงพร่างพราวออกมา มันเคลื่อนไหวรวดเร็วดุจความเร็วแสง และพุ่งไปที่ลำคอของหนานหลิงซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของร่างกายทันที

สีหน้าของหนานหลิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขารีบถอยห่างออกมาอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันกระบี่ยาวสีขาวก็ปรากฏขึ้นในมือของเขาพร้อมกับเกราะป้องกันพลังกังหยวนที่ถูกควบแน่นขึ้นเช่นกัน

เปรี้ยง!

คมหอกนั้นเจาะทะลวงเกราะป้องกันพลังกังหยวนของหนานหลิงก่อนจะปะทะเข้ากับกระบี่ของอีกฝ่ายที่ยกขึ้นมาต้านจนเสียงกระทบกันของโลหะดังก้อง

มู่เฟิงแผดเสียงคำรามแล้วฟาดหอกออกมาอีกครั้งอย่างดุดัน

“สายฟ้าสะเทือน”

ครืน ครืน!

ชิ้ง! ชิ้ง! ชิ้ง!

ใบมีดสายฟ้าจำนวนสามเล่มกวาดโจมตีไปทางหนานหลิงอย่างรวดเร็วทันที

“ก้าวเหยียบเงา!”

หนานหลิงแสดงทักษะร่างกายออกมาทันที ร่างของเขาพุ่งหลบออกไปด้วยความเร็วแสงจนมองเห็นเป็นเพียงลำแสงสายหนึ่ง ทำให้ใบมีดทั้งสามเล่มนั้นโจมตีลงบนพื้นสังเวียนแทน ปรากฏเป็นรอยโจมตีลึกขึ้นมา

“น้ำแข็งตัดทลาย”

หนานหลิงตวัดกระบี่ในมือออกมาอย่างรวดเร็ว เขาปล่อยลำแสงกระบี่น้ำแข็งจำนวนสองเล่มให้โจมตีไปทางมู่เฟิง

“ก้าวปทุมเพลิง!”

มู่เฟิงก้าวเท้ากระโดดหลบออกไปไกลกว่าสิบเมตร ทำให้การโจมตีเหล่านั้นไม่อาจทำอะไรเด็กหนุ่มได้ เท้าของเขายืนอยู่กลางอากาศโดยมีดอกปทุมเพลิงรองรับไว้ใต้ฝ่าเท้า เขาแทงหอกเพื่อแสดงสายฟ้าอรุณอีกครั้ง

ภายใต้ความเร็วของก้าวปทุมเพลิง ทำให้การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของมู่เฟิงเร็วขึ้นเป็นเท่าตัว คมหอกพุ่งโจมตีลงมาอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด แม้ระยะห่างระหว่างพวกเขาจะมีมากกว่ายี่สิบเมตร แต่คมหอกนั้นก็สามารถพุ่งตรงไปที่ศีรษะของหนานหลิงได้ภายในเวลาเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น

หนานหลิงปล่อยพลังให้พรั่งพรูออกมาพร้อมกับดีดร่างออกไปเบื้องหน้า คราวนี้เขาแทงกระบี่ไปทางมู่เฟิงโดยตรง ซึ่งอานุภาพพลังที่แผ่ออกมาจากตัวกระบี่นั้นก็น่าตื่นตะลึงเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อพลังของพวกเขาปะทะกัน คลื่นพลังก็สะท้อนกลับออกมาก่อนจะกระแทกร่างของพวกเขาอย่างแรง

ปัง…!

คลื่นพลังที่สาดซัดออกมาแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วบริเวณ คนทั้งสองต่างก็ต้องก้าวถอยออกไป แต่พวกเขายังคงสบตากันอย่างเย็นชา

‘ให้ตายเถอะ พลังของเจ้าเด็กเหลือขอนี่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ได้อย่างไรกัน?’

หนานหลิงร้องคำรามในใจอย่างขุ่นเคือง ก่อนที่เขาจะฟาดกระบี่ใส่อีกฝ่ายอีกครั้ง

แกร๊ง! แกร๊ง! แกร๊ง!

เสียงการปะทะกันระหว่างกระบี่และหอกดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทุกคนเฝ้าดูการต่อสู้ของคนทั้งสองอย่างใจจดใจจ่อ ไม่กล้าพลาดแม้แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในขณะเดียวกันภายในใจของพวกเขาก็ล้วนตกตะลึงกับภาพตรงหน้าอย่างมาก

“ไม่มีทาง มู่เฟิงจะแข็งแกร่งขนาดนั้นได้อย่างไร หากเขาแสดงพลังทั้งหมดออกมาอาจจะสามารถสังหารหนานหลิงได้ก็เป็นได้”

“มู่เฟิงผู้นี้มีวิชาลับที่สามารถเพิ่มวรยุทธ์ให้สูงขึ้นได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่จะสามารถสังหารหนานหลิงได้หรือไม่นั้นยังคงก้ำกึ่ง ต้องรอดูความสามารถในการต่อสู้ของเขา”

“ช่างเป็นกระบวนหอกที่รวดเร็วและรุนแรงอะไรขนาดนี้ หากมู่เฟิงผู้นี้มีวรยุทธ์อยู่ในระดับหนิงกังขั้นเก้า คาดว่าสิบอันดับแรกจะต้องมีชื่อของเขาอย่างแน่นอน”

"…"

“ความแข็งแกร่งของเด็กหนุ่มผู้นี้พัฒนาไปเร็วมาก”

โจวเหวินเฉวียนขมวดคิ้วขณะกอดอกมองดูการต่อสู้ของคนทั้งสองอย่างจริงจัง ดวงตาของเขาฉายชัดถึงความประหลาดใจ

ส่วนทางด้านเว่ยอี้อวิ๋นยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย เหมือนว่าเขาไม่ได้ให้ความสนใจกับการต่อสู้นี้มากนัก แต่หากมองลึกเข้าไปในแววตาเย็นชาคู่นั้นก็จะเห็นร่องรอยของความตกใจและจิตสังหารที่เด่นชัด

ความแค้นระหว่างเขากับมู่เฟิงนั้นเกิดจากสงครามระหว่างอาณาจักร ต่างจากความแค้นระหว่างหนานหลิงและมู่เฟิงที่เป็นความเกลียดชังส่วนตัวที่ฝังรากลึก

หากมีโอกาสเขาย่อมไม่รังเกียจที่จะกำจัดมู่เฟิงทิ้ง แต่เขาจะไม่มีทางใช้วิธีการน่ารังเก

ตอนที่ 2 ผู้ทรยศ

เหล่ากองทัพทหารตระกูลมู่ต่างตะเบ็งเสียงออกมาอย่างเดือดดาล พวกเขาไม่รู้จักท่านอ๋องอะไรนั่น คนที่พวกเขาให้ความเคารพและเชื่อฟังคำสั่งคือมู่เทียนผู้เดียวเท่านั้น

หนานหาวเพิกเฉยต่อถ้อยคำด่าทอของเหล่ากองทัพทหารตระกูลมู่ เขาเพียงกล่าวกับมู่เทียนอย่างเย้ยหยันว่า “แม่ทัพมู่ เวลานี้เราไม่อาจเปิดประตูเมืองได้ ขืนเปิดประตูเมือง เกรงว่ากองทัพศัตรูคงบุกเข้ามาเป็นแน่ ถึงเวลานั้นประชาชนนับล้านในเมืองจิ่วเฉวียนคงถูกสังหารกันจนหมดสิ้น ท่านแม่ทัพโปรดอดใจรออีกหน่อยเถิด อีกไม่นานทัพเสริมก็คงจะมาถึงแล้ว”

เมื่อได้ยินดังนั้น เหล่ากองทัพทหารตระกูลมู่ที่อยู่ด้านล่างกำแพงเมืองก็ยิ่งเดือดดาลมากขึ้นไปอีก มีทหารบางคนเล็งธนูไปยังหนานหาว ทว่ากลับถูกมู่เทียนหยุดไว้เสียก่อน

“ท่านแม่ทัพ หนานหาวผู้นี้คงคิดจะกำจัดกองทัพตระกูลมู่ของเรา และต้องการปลิดชีพท่านแม่ทัพเป็นแน่ขอรับ”

“ท่านแม่ทัพโปรดสั่งการให้บุกเข้าเมืองเถิดขอรับ”

มู่เทียนจ้องมองไปยังหนานหาว พลางกล่าวกับมู่เฟิงที่อยู่ด้านข้างด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “เฟิงเอ๋อร์ เจ้าจงจำคนผู้นี้เอาไว้ให้ดี”

ดวงตาของมู่เฟิงทอประกายเย็นยะเยือก ก่อนจะพยักหน้ารับ

จากนั้นมู่เทียนจึงดึงบังเหียนม้ากลับ ก่อนจะตะโกนด้วยน้ำเสียงอันดังก้อง “กองทัพตระกูลมู่ บุกโจมตี!”

หลังกล่าวจบ มู่เทียนได้ชี้หอกควบม้านำทัพออกไปเป็นคนแรก เหล่ากองทัพทหารนับแสนนายต่างมองหน้ากันด้วยความตะลึง จากนั้นพวกเขาจึงกัดฟันกรอด ก่อนโห่ร้องตามมู่เทียนออกไปสู้รบต่อในทันที ฉับพลันนั้นศึกสงครามนองเลือดก็ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

ชุดเกราะของหนุ่มน้อยเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดโลหิตจนกลายเป็นสีแดงฉาน กระทั่งใบหน้าอ่อนเยาว์ของเขายังเลอะเทอะเต็มไปด้วยหยดเลือด นอกจากนี้จี้หยกรูปหัวใจบนอกแกร่งยังอาบย้อมไปด้วยของเหลวสีแดงสด ทว่ามันยังคงส่องประกายออกมาเมื่อถูกแสงตกกระทบ

ทหารตระกูลมู่กว่าแสนนายพยายามต่อสู้กับทหารฝั่งศัตรูจำนวนหลายแสนนายอย่างสุดกำลัง ทว่าแม้พวกเขาจะพยายามอย่างเต็มที่ แต่ผลลัพธ์ของศึกในครั้งนี้มันก็ชัดเจนแล้วว่าพวกเขาจะเป็นฝ่ายแพ้ ยิ่งเวลาผ่านไปมากเท่าไร จำนวนทหารของตระกูลมู่ก็ยิ่งลดน้อยลง จนกระทั่งเหลือทหารเพียงพันกว่านายเท่านั้น

แม้แขนข้างหนึ่งของมู่เทียนจะถูกตัดขาดจนเลือดไหลอาบ แต่แขนอีกข้างยังคงถือหอกและยืนหยัดที่จะสู้ต่อ ส่วนม้าเกล็ดสีครามสัตว์คู่กายของเขานั้นได้ตายไปแล้ว ชุดเกราะของมู่เทียนถูกโจมตีจนปริแตกกลายเป็นเศษชิ้นส่วน บนอกแกร่งมีบาดแผลขนาดใหญ่และลึกจนถึงกระดูก ส่วนบาดแผลเล็กน้อยเรียกได้ว่ามีอยู่นับไม่ถ้วน แม้ร่างกายจะได้รับบาดเจ็บหนักถึงเพียงนี้ แต่ดวงตาอันคมกริบของเขากลับไร้ซึ่งความหวาดกลัว

ด้านทหารตระกูลมู่ที่เหลืออยู่พันกว่านาย แม้ร่างกายของพวกเขาจะเต็มไปด้วยบาดแผล แต่กลับไม่มีใครแสดงความอ่อนแอหรือความหวาดกลัวออกมาเลยสักคน

ทางด้านทหารฝ่ายศัตรู ชายร่างกำยำในชุดเกราะดำและผ้าคลุมสีแดงเลือดกำลังนั่งอยู่บนหลังสัตว์อสูรรูปลักษณ์คล้ายเสือ เขาจ้องมองเหล่าทหารตระกูลมู่ด้วยสายตาชื่นชมที่อีกฝ่ายยังสามารถยืนหยัดมาได้จนถึงตอนนี้

“มู่เทียน เจ้ายอมจำนนเสียเถอะ ในเมื่อหนานหาวทอดทิ้งเจ้าแล้ว เหตุใดไม่มายังอาณาจักรเทียนเฟิงของข้าแทนเล่า ข้ารับปาก สำหรับทหารกล้าที่ภักดีอย่างเจ้า ทางเทียนเฟิงของข้าย่อมมอบสิ่งที่ดีกว่าให้กับเจ้าอย่างแน่นอน”

ชายวัยกลางคนเปิดปากเกลี้ยกล่อมให้มู่เทียนยอมจำนน ในฐานะที่เป็นทหารเหมือนกัน เขาย่อมรู้สึกชื่นชมในความเก่งกล้าของมู่เทียน

“ยอมจำนน?”

มู่เทียนแค่นเสียงหัวเราะออกมาทันที ใบหน้าเปื้อนเลือดแสดงออกถึงความเย้ยหยัน

“ตระกูลมู่ของข้าอยู่ในกองทัพมาหลายชั่วอายุคนไม่เคยจำนนต่อศัตรู ในฐานะทหารข้าย่อมจงรักภักดีและปกป้องอาณาจักรบ้านเกิด ในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ข้ายิ่งไม่มีทางศิโรราบต่อศัตรู แม้ต้องตายข้าก็ยินดีจะเผชิญหน้ากับความตาย ดีกว่ายอมถอยกลับแล้วมีชีวิตต่ออย่างอดสู เหล่าพี่น้องทั้งหลาย พวกเจ้าจะยอมจำนนต่อศัตรูหรือไม่?”

มู่เทียนตะโกนถามเหล่าพี่น้องทหารกว่าพันนายที่อยู่ด้านหลังเขา

“เราจะยอมสู้แม้ตัวตาย จะไม่ถอยกลับแม้เพียงครึ่งก้าว ร่วมสู้เป็นตายไปกับท่านแม่ทัพ”

เหล่าทหารต่างตะเบ็งเสียงตอบกลับพร้อมกัน ดวงตาของพวกเขาแดงก่ำ แววตาฉายชัดถึงความต้องการฆ่าฟันอันแรงกล้า

มู่เทียนสัมผัสได้ถึงร่องรอยของคราบน้ำตาที่แฝงอยู่ในคำพูดอันฮึกเหิมนี้ เขาหันไปหามู่เฟิง ก่อนแนบชิดหน้าผากของตนลงไปบนหน้าผากของบุตรชาย พลางกล่าวติเตียนตนเอง “เฟิงเอ๋อร์ พ่อขอโทษ นับตั้งแต่เด็กเจ้าได้เข้าร่วมกับกองทัพมานานหลายปี ที่ผ่านมานั้นข้าเข้มงวดกับเจ้าเป็นพิเศษ ทั้งยังไม่เคยให้ความรักความอบอุ่นกับเจ้าได้เหมือนพ่อของผู้อื่น ยิ่งไปกว่านั้น วันนี้ข้ายังทำให้เจ้าต้องมาพบจุดจบเช่นนี้ ในฐานะบิดาแล้ว ข้ารู้สึกละอายใจต่อเจ้ายิ่งนัก”

แม้จะบาดเจ็บหนักมากเพียงใด มู่เทียนก็ไม่เคยหลั่งน้ำตาออกมาสักครั้ง แต่หลังจากที่กล่าวประโยคนี้เขากลับอดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตาออกมา ใครเล่าจะไม่รู้ว่าทหารกล้านั้นไม่เคยมีน้ำตา แต่สำหรับความรักอันลึกซึ้งนี้แล้วย่อมถือเป็นข้อยกเว้น

มู่เฟิงเหยียดยิ้ม รอยยิ้มของเขาไม่มีความขุ่นเคืองหรือเสียใจแฝงอยู่เลยแม้แต่น้อย “ท่านพ่อ ในใจเฟิงเอ๋อร์ท่านคือบิดาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้า ตลอดเวลาที่ผ่านมาท่านคือความภาคภูมิใจของเฟิงเอ๋อร์ ข้าอยากเป็นยอดวีรบุรุษเหมือนกับท่าน การที่ท่านเข้มงวดกับข้า ทั้งหมดก็เพื่อตัวข้าเองไม่ใช่หรือ?”

“ฮ่าๆ การได้มีบุตรเช่นเจ้า ชีวิตนี้ของข้ามู่เทียนก็ไม่ต้องการอะไรแล้ว”

มู่เทียนหัวเราะออกมาเสียงดังหลังได้ฟังคำกล่าวนี้ จากนั้นเขาก็หันมองไปทางเหล่าทหารนับพันที่เหลืออยู่ ก่อนจะคุกเข่าลงข้างหนึ่งต่อหน้าเหล่าทหารกล้าของตัวเอง

พรึ่บ ตึกตึก!

เมื่อเห็นดังนั้น เหล่าทหารกล้านับพันต่างก็คุกเข่าลงทันที

“เหล่าพี่น้องทุกท่าน ข้ามู่เทียนต้องขออภัยต่อทุกท่านที่ต้องมารับเคราะห์จากการถูกทรยศหักหลังไปพร้อมกับข้า เป็นข้าที่ไร้ความสามารถนำพาทุกคนมาพบจุดจบเช่นนี้”

“ท่านแม่ทัพ”

“ในวันที่ข้าได้เข้าร่วมกองทัพทหารตระกูลมู่ ข้าได้สาบานตนว่าจะใช้ชีวิตปกป้องบ้านเมืองและติดตามท่านแม่ทัพ แม้ต้องตายในสนามรบข้าก็ไม่นึกเสียใจ”

“แม้ต้องพลีชีพข้าก็ไม่นึกเสียใจ”

เหล่าทหารกล้านับพันต่างตะโกนก้องด้วยน้ำตาที่เอ่อล้น

“ฮ่าๆ ดี ยอดเยี่ยมมาก แต่ละคนล้วนเป็นนักรบที่กล้าหาญและเยี่ยมยอด ข้ามู่เทียนผู้นี้ภูมิใจที่ได้ร่วมสู้รบกับพวกเจ้าทุกคน ชาติภพหน้าหวังว่าเราจะได้เป็นพี่น้องกันเช่นนี้อีก! ไม่ว่าจะเป็นหรือตายล้วนไม่เสียใจ”

หลังกล่าวจบมู่เทียนได้หยัดกายลุกขึ้น เขากระชับหอกในมือแน่นก่อนจะตะเบ็งเสียงสั่งการ “กองทัพตระกูลมู่!”

“พร้อมรับคำสั่ง!”

“บุกโจมตี!”

ขณะสั่งการ มู่เทียนได้ชี้หอกไปทางทหารฝั่งศัตรูที่มีจำนวนหลายแสนนาย จากนั้นเหล่าทหารของตระกูลมู่ที่เหลือเพียงพันคนก็โห่ร้องออกมา พร้อมชูอาวุธพุ่งเข้าโจมตีศัตรูในทันที

กลุ่มทหารทั้งพันคนนี้ดูราวกับแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ ทว่าพวกเขากลับไม่มีใครนึกเสียใจหรือคิดจำนนเลยสักคน

บนกำแพงเมืองซึ่งอยู่ไกลออกไป เหล่าทหารรักษาการณ์ของเมืองจิ่วเฉวียนแทบหลั่งน้ำตาเมื่อต้องทนมองฉากตรงหน้า แต่ละคนต่างกระชับหอกในมือเอาไว้แน่น

ในทางกลับกัน หนานหาวมองดูเหตุการณ์นี้พร้อมกับแสยะยิ้มออกมา “มู่เทียนหนอมู่เทียน เรื่องในวันนี้ล้วนต้องโทษตัวเจ้าเอง ไม่อาจโทษเปิ่นหวางได้…”

ท้ายที่สุดแล้วกองทัพของตระกูลมู่ได้ถูกกวาดล้างอยู่นอกเมืองจิ่วเฉวียน ส่วนมู่เทียนนั้นถูกกระบี่ของแม่ทัพฝ่ายศัตรูแทงเข้าที่ทรวงอก

“มู่เทียน ใต้หล้านี้มีคนอยู่ไม่มากที่ข้ารู้สึกชื่นชม และเจ้าก็เป็นหนึ่งในนั้น”

แม่ทัพฝ่ายศัตรูกล่าวพึมพำกับตัวเองก่อนจะดึงกระบี่กลับ ร่างของมู่เทียนล้มลงสู่อ้อมแขนของเขา

ในเวลานั้น กลางหุบเขาด้านหลังเมืองจิ่วเฉวียนมีกองทัพทหารกลุ่มหนึ่งกำลังรอเคลื่อนทัพไปเสริมกำลัง ความจริงแล้วกองกำลังเสริมกลุ่มนี้ได้มาถึงก่อนแล้ว แต่เพราะคำสั่งของหนานหาวพวกเขาจึงต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา รั้งรอจนกว่ากองทัพทหารตระกูลมู่จะถูกกวาดล้างจนหมดจึงจะปรากฏตัวได้

แต่เมื่อกองกำลังของทัพเสริมเข้าสู่สนามรบ ทหารฝ่ายศัตรูนั้นก็ได้ล่าถอยออกไปแล้ว กระทั่งร่างไร้วิญญาณของมู่เทียนอีกฝ่ายยังนำกลับไปด้วย

ท่ามกลางซากศพมากมาย มีร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งกำลังนอนตะแคงข้าง เขาถูกธนูยิงเข้าตรงตำแหน่งหัวใจ อุณภูมิในร่างกายของเขากำลังลดฮวบลง แต่ในขณะนั้นเอง จี้หยกรูปหัวใจสีแดงเลือดที่อยู่ตรงกลางอกของเขาก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวบางอย่าง มันทอประกายเปล่งแสงสีแดงโรหิตออกมา ก่อนที่แสงนั้นจะไหลซึมเข้าสู่หัวใจของเขา ฉับพลันหัวใจที่เคยถูกทำลายไปแล้วก็เริ่มได้รับการเยียวยากลับมา

เพียงไม่นานแสงสีแดงโรหิตนั้นก็เลือนหายไป พร้อมกับบาดแผลที่ปิดสนิทและหัวใจที่เริ่มกลับมาเต้นอีกครั้ง นอกจากนี้พลังที่ยังหลงเหลืออยู่ในกายก็ไหลเวียนไปตามเส้นโลหิตทั่วทั้งร่าง รวมถึงอวัยวะส่วนอื่นที่ได้รับความเสียหายของเด็กหนุ่มด้วย

“ดูนั่น ตรงนั้นยังมีคนรอดชีวิต”

“นี่ไม่ใช่มู่เฟิงบุตรชายของแม่ทัพมู่หรอกหรือ?”

“เป็นมู่เฟิง เร็วเข้า รีบพาเขาไปหลบซ่อนตัว เรื่องนี้จะให้ท่านอ๋องรู้ไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นเขาไม่มีทางปล่อยมู่เฟิงให้รอดไปได้แน่ แม่ทัพมู่เป็นคนซื่อสัตย์และภักดี ข้านับถือเขาเป็นที่สุด ฉะนั้นจะปล่อยให้ทายาทของแม่ทัพมู่ตายไม่ได้”

เหล่าทหารหลายนายนั้นนับว่ายังมีมโนธรรม พวกเขาลอบพาตัวมู่เฟิงหลบออกมา จากนั้นจึงส่งเขากลับไปยังอาณาจักรหนานหลิง หวนคืนสู่จวนตระกูลมู่…

…………………………………………………….

เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร

กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _

.

.

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ

แนะนำนิยายสนุก สุดมันส์ อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย

ตอนที่ 3 ช่วงเวลาวิกฤตของมู่เฟิง

ณ แผ่นดินใหญ่เป๋ยอู่ ดินแดนที่นอกจากจะมีอาณาจักรนับหมื่นกับชนเผ่านับร้อยที่คอยต่อสู้และแก่งแย่งกันเพื่อความอยู่รอดแล้ว พื้นที่ของดินแดนแห่งนี้ยังมีขนาดกว้างใหญ่ไพศาลราวกับว่าจะไร้ซึ่งขอบเขตอีกด้วย

ภายในเมืองหลวงของอาณาจักรหนานหลิงซึ่งมีประชากรมากกว่าสิบล้านคนนั้น สถานที่แห่งนี้มีผู้คนหลากหลายรูปแบบ มีทั้งคนดีคนเลวปะปนกันไปและอาศัยอยู่ร่วมกันมากมาย

ตระกูลมู่เป็นตระกูลที่สืบทอดงานของกองทัพกันมาหลายชั่วอายุคน เป็นตระกูลที่เก่งกาจวิชาบู๊ สถานะของตระกูลมู่ในกองทัพอาณาจักรหนานหลิงนั้นนับว่าไม่ธรรมดาเท่าไรนัก ถือเป็นตระกูลชนชั้นสูงตระกูลหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ใช่ระดับที่สูงที่สุดของเมืองหลวง

ใต้หล้านี้ราษฎรทุกคนล้วนเป็นคนของจักรพรรดิ ผืนแผ่นดินทุกแห่งก็ล้วนเป็นของจักรพรรดิ รวมถึงอำนาจสูงสุดในเมืองหลวงก็ยังคงเป็นของจักรพรรดิ

ภายในห้องรับรองอันงดงามและประณีตของจวนตระกูลมู่ แสงแดดส่องผ่านหน้าต่างตกกระทบลงบนใบหน้าอันหล่อเหลาของเด็กหนุ่มผู้เด็ดเดี่ยวผู้หนึ่ง

เด็กหนุ่มผู้นั้นนอนหลับใหลราวกับทารก ลมหายใจของเขาเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ หน้าอกท่อนบนที่เปลือยเปล่าถูกพันด้วยผ้าพันแผลสีขาว นอกจากนี้บนผิวกายหยาบกร้านยังเผยร่องรอยของบาดแผลที่เกิดจากอาวุธมีคมให้เห็นอย่างชัดเจน ซึ่งร่องรอยเหล่านี้สามารถบ่งบอกได้ว่าเด็กหนุ่มอายุราวสิบห้าสิบหกปีผู้นี้เคยผ่านศึกและออกรบมามากมาย บนไหล่ของเขายังมีรอยสักลายกิเลนสีเลือดอยู่ตัวหนึ่ง

หลังจากหมอชราผมขาวได้จับชีพจรของเด็กหนุ่มแล้ว เขาก็หยัดกายลุกขึ้นก่อนจะหันไปพูดกับชายวัยกลางคนที่อยู่ด้านข้างว่า "นายท่านมู่ อาการบาดเจ็บของคุณชายสามไม่ได้ร้ายแรงเท่าไรแล้ว หลังจากพักฟื้นอาการของเขาก็จะดีขึ้นเอง เพียงแต่.. "

ชายวัยกลางคนหน้าตาดุดันในเสื้อคลุมสีดำผู้นี้มีกลิ่นอายห้าวหาญราวกับนักรบ แม้จะไม่ถึงขั้นแข็งกร้าวแต่ก็ยังให้ความรู้สึกทรงพลังเป็นอย่างมาก ชายผู้นี้คือมู่เฉิน ผู้นำตระกูลมู่คนปัจจุบัน และเป็นท่านลุงของมู่เฟิง

“แต่อะไร? ท่านหมอหลิว ท่านจะบอกว่าแต่อะไร”

เมื่อได้เห็นท่าทีจนปัญญาของหมอหลิว มู่เฉินก็ยิ่งอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วแน่น

“เพียงแต่ว่าเส้นลมปราณของคุณชายมู่เฟิงถูกทำลายไปแล้ว ทั้งยังไม่สามารถฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ได้อีก เกรงว่าในวันข้างหน้าเส้นทางการฝึกวรยุทธ์ของเขาคงไม่มีหวังแล้ว!”

“ว่าอย่างไรนะ!”

“เฟิงเอ๋อร์…”

คนตระกูลมู่ที่อยู่ในห้องรับรองต่างตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน

"เฟิง…"

สตรีร่างบางในชุดขาวผู้มีใบหน้างดงามและดวงตาใสกระจ่างราวกับสายธารในฤดูใบไม้ร่วงนั้น เวลานี้ดวงตาคู่สวยของเธอกำลังมีหยาดน้ำหลั่งรินออกมา มือขาวเนียนราวกับหยกคู่นั้นกำลังลูบลงบนร่างกายที่แข็งแกร่งของเด็กหนุ่มอย่างเป็นทุกข์

หญิงสาวนางนี้มีนามอวิ๋นชิงว่าน เธอเป็นคนรักของมู่เฟิงที่หมั้นหมายกันมาตั้งแต่เด็ก และมีฐานะเป็นคุณหนูใหญ่ของตระกูลอวิ๋น ซึ่งเป็นตระกูลทหารเช่นเดียวกับตระกูลมู่

"ท่านหมอหลิว นี่ท่านกำลังพูดเรื่องอะไร ท่านพี่เฟิง ท่านพี่เฟิงของข้าถูกทำลายเส้นลมปราณจนหมดหวังในการฝึกวรยุทธ์ นี่ท่านพูดไร้สาระอะไรออกมา เขา เขาเป็นถึงยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลเชียวนะ!"

มู่ขวง เด็กหนุ่มผู้มีอายุไล่เลี่ยกับมู่เฟิงระเบิดอารมณ์ออกมาในทันที มือข้างหนึ่งของเขาบีบแขนของหมอหลิวเอาไว้แน่น ไม่อาจควบคุมความรู้สึกให้สงบลงได้

การบอกว่าคนผู้หนึ่งไม่สามารถฝึกวรยุทธ์ได้อีกต่อไปนั้น นั่นก็หมายความว่าคนผู้นั้นคงไม่มีอนาคตเหลืออยู่อีกแล้ว มีชีวิตต่อไปก็ไม่ต่างจากขยะไร้ค่า

“มู่ขวงถอยออกไป อย่าได้ทำตัวเสียมารยาท!”

มู่เฉินตะโกนสั่ง มู่ขวงจึงทำได้เพียงกำหมัดแน่นและก้าวถอยออกมา สายตาของเขาเหลือบมองไปทางเด็กหนุ่มที่ยังคงหลับใหล ก่อนจะกัดริมฝีปากแน่น

“พี่เฟิง…”

“เช่นนั้นท่านหมอหลิวยังพอจะมีวิธีรักษาหรือไม่? ขอเพียงมีวิธีตระกูลมู่ของข้ายินดีทำทุกทาง”

เสียงของมู่เฉินสั่นเครือเล็กน้อย

“ยังพอมีวิธี ขอเพียงแค่มียาครอบจักรวาลขั้นหกและท่านหมอที่แข็งแกร่งผู้มีพลังมากพอที่จะช่วยในการพักฟื้นระยะยาว บางทีอาจจะสามารถฟื้นฟูเส้นลมปราณขึ้นมาใหม่ได้ แต่ท่านย่อมทราบดีว่าในอาณาจักรหนานหลิงของเรา ยาครอบจักรวาลขั้นหกนั้นเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งนัก”

หมอหลิวทอดถอนใจ

หลังได้ฟังคำกล่าวนี้ทุกคนต่างก็มีสีหน้าสิ้นหวัง เกรงว่าต่อให้พลิกอาณาจักรหนานหลิงตามหาก็คงไม่มีทางหายาครอบจักรวาลขั้นหกเม็ดที่สองพบ

“เอาละ ข้าเข้าใจแล้ว เชิญท่านหมอกลับไปก่อนเถิด”

เวลานี้มู่เฉินดูเหมือนจะแก่ขึ้นอีกหลายปี เขาโบกมือให้หมอหลิวรวมถึงคนอื่นให้ถอยออกไปก่อน เพียงไม่นานภายในห้องก็เหลือเพียงเขาและอวิ๋นชิงว่าน

"ชิงว่าน เจ้าเหนื่อยมามากแล้ว กลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ"

อวิ๋นชิงว่านส่ายหน้า “ไม่เจ้าค่ะ ท่านลุงมู่ ข้าต้องการดูแลเฟิงอยู่ที่นี่ เชิญท่านลุงไปพักก่อนเถิด”

เมื่อมู่เฉินได้ฟังดังนั้นก็ถอนหายใจก่อนจะเดินจากไป

หญิงสาวใช้ผ้าสะอาดเช็ดหน้าให้กับเด็กหนุ่ม รวมถึงร่างกายตรงส่วนอื่น พร้อมเผยรอยยิ้มอ่อนโยนให้กับเขา

"เฟิง ข้ารู้ว่าเจ้าต้องตื่นขึ้นมาแน่ เจ้าเคยบอกว่าในอนาคตจะพิชิตใต้หล้านี้เพื่อข้า ไม่มีเรื่องใดที่จะสามารถทำร้ายเจ้าได้ เฟิง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าจะคอยอยู่เคียงข้างเจ้าเอง…"

หญิงสาวซบลงไปบนแผ่นอกของเขา แม้ดวงตาคมเข้มของเด็กหนุ่มจะยังคงปิดสนิท ทว่ากลับมีหยดน้ำใสกระจ่างหล่นลงมาหยดหนึ่ง…

เพียงไม่นานข่าวเรื่องเส้นลมปราณของมู่เฟิงถูกทำลายก็ได้แพร่กระจายไปทั่วจวนตระกูลมู่ ข่าวนี้ก่อให้เกิดความปั่นป่วนขึ้นไม่น้อย

"ว่าอย่างไรนะ เส้นลมปราณของมู่เฟิงถูกทำลาย เขากำลังจะกลายเป็นคนไร้ประโยชน์ นี่เป็นเรื่องจริงหรือ?"

“ข้าได้ยินมาจากคนรับใช้ของนายน้อยเฟิง ต้องเป็นความจริงอย่างแน่นอน”

"อ๊า น่าเสียดาย อัจฉริยะผู้หนึ่งต้องมาตกอับลงเช่นนี้ กองทัพทหารของตระกูลมู่ทั้งสองแสนนายต่างก็ตายอยู่ในสนามรบ ไหนจะนายท่านรองที่ต้องทิ้งชีวิตไว้ในสงครามอีก แม้เวลานี้นายน้อยเฟิงจะมีชีวิตรอดกลับมาได้ แต่เขากลับต้องมาลงเอยเช่นนี้ สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรมโดยแท้”

“ถูกต้อง นายน้อยเฟิงถูกทำลายเส้นลมปราณ นายท่านรองเองก็เสียชีวิตในสนามรบ ครานี้จวนตระกูลมู่ของเราคงถึงคราวตกต่ำแล้ว…”

กลุ่มคนรับใช้ต่างก็กำลังพูดคุยและหารือกัน

มู่เฟิงคืออัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลมู่ เขาฝึกฝนวรยุทธ์มาตั้งแต่ห้าขวบ ในตอนที่อายุครบสิบสองปีเขาสามารถเปิดเส้นลมปราณได้ถึงเก้าจุด เมื่ออายุครบสิบสี่ปีเขาสามารถบรรลุพลังระดับจื่อฝู่ได้สำเร็จ กลายเป็นผู้ฝึกวรยุทธ์ที่มากไปด้วยพรสวรรค์และเป็นยอดคนที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวง นอกจากนี้เขายังได้รับเลือกให้เข้าศึกษาในสำนักฝึกยุทธ์อันดับหนึ่งของราชสำนักโดยตรงอีกด้วย

แต่เวลานี้เขากลับถูกทำลายเส้นลมปราณและกลายเป็นคนไร้ประโยชน์ไปแล้ว ช่างเป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจยิ่งนัก เพียงไม่นานข่าวนี้ก็ได้แพร่สะพัดไปยังบรรดาตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง ก่อให้เกิดความปั่นป่วนขึ้นมาเป็นอย่างมาก

…………………………………………………….

เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร

กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _

.

.

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...