โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แมนสรวง บทพิสูจน์ จินตนาการ สู่เรื่องราวจากสถานเริงรมย์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 03 ต.ค. 2566 เวลา 10.12 น. • เผยแพร่ 14 ก.ย 2566 เวลา 04.00 น.
กฤษดา วิทยาขจรเดช

ผู้เขียน : ชัชพงศ์ ชาวบ้านไร่

“แมนสรวง” หนังไทยย้อนยุคแห่งค่าย “Be On Cloud” ที่กำลังสร้างกระแสอยู่ในโรงภาพยนตร์ตอนนี้ จากการผนึกกำลังของ 3 ผู้กำกับ ปอนด์-กฤษดา วิทยาขจรเดช, แน็ต-ชาติชาย เกษนัส และหนิง-ผศ.ดร.พันพัสสา ธูปเทียน นำแสดงโดย มาย-ภาคภูมิ ร่มไทรทอง และอาโป-ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ ปอนด์-กฤษดา ถึงที่มาที่ไปของค่าย Be On Cloud กับ “คินน์พอร์ช” สุดโด่งดัง จากจุดเริ่มต้น แรงบันดาลใจ และจินตนาการ สู่ “แมนสรวง” เรื่องราวจากสถานเริงรมย์ปลายสมัยรัชกาลที่ 3 ที่กำลังเป็นที่พูดถึงไปทั่วประเทศ

“บี ออน คลาวด์” เกิดมาเพื่อทำ “คินน์พอร์ช”

ปอนด์ กฤษดา เล่าว่า ก่อนโควิด-19 ผมบังเอิญเจอกับ มาย ภาคภูมิ เริ่มรู้จักและสนิทกัน เขาจะเล่น “คินน์พอร์ช เดอะซีรีส์” กับบริษัทเดิมที่จะสร้าง และเขามาปรึกษาผม สุดท้ายบริษัทนั้นปิดตัวไป ผมจึงรับมาทำต่อและเปลี่ยนเป็น “บี ออน คลาวด์” ตอนนั้นคนเตือนเยอะ เพราะถ้าผมทำอะไรผมทำสุด ยอมรับว่าช่วงเเรกยากมากเนื่องจากโปรเจ็กต์คินน์พอร์ชมันพังไปแล้ว

ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะทำด้านนี้ แค่เคยมีเล็ก ๆ เพราะชอบดูซีรีส์และหนังมาก ตอนทำออร์แกไนซ์ได้ร่วมงานกับสายวายและเข้าใจมุมมองของคนทำซีรีส์วายก็จริง แต่ก็ไม่คิดว่าจะทำเพราะก้าวข้ามหลายสเต็ปเกินไป

พอเรื่องเกิดกับมายก็ไม่ต้องคิดแล้ว แม้รู้จักกันไม่นานแต่ถูกชะตากันมาก และช่วงที่กำลังตัดสินใจก็เจอ “อาโป ณัฐวิญญ์” ผมแบบไม่ทำไม่ได้ คนนี้เกิดมาพร้อมจิตวิญญาณ ยอมทุ่มทุกอย่างเพื่อเป็นนักแสดงที่ดี

“บี ออน คลาวด์ จึงเกิดมาเพื่อทำ คินน์พอร์ช ในตอนแรก”

จินตนาการ อาโปอยากรำ สู่ “แมนสรวง”

หลังจากคินน์พอร์ช ถ้าเราเล่นท่าง่ายคงทำซีรีส์ต่อ นักแสดงทุกคนสำคัญมากและผมมองไปที่มายกับอาโปว่าจะต่อยอดอะไร ผมอยากให้เขาพิสูจน์ตัวเอง อาโปบอกว่าเขาอยากรำ ตอนแรกเรานึกภาพไม่ออกว่าจะเป็นรำแบบไหน แต่ถ้าจะทำต้องลุยเลยและต้องเป็นรำแบบใหม่ เราคงไม่ทำโหมโรงอีกเรื่องเพราะเขาทำไว้ดีมาก เราต้องหาที่ทางของเราให้ชัดเจน

เราเขียนบทใหม่ทั้งหมด ผมปรึกษากับพี่ หนิง-พันพัสสา และ “ครูบัว-ปริดา มโนมัยพิบูลย์” ผู้เขียนบท จนร่างมันออกมาและกล้าพูดได้เต็มปากว่ามันเกิดจากจินตนาการของเราล้วน ๆ

ส่วนมากคนทำหนังจะคิดบทก่อนค่อยหานักแสดง ปอนด์กล่าวว่า ผมไม่รู้คนอื่นเขาไม่ทำแบบนี้ เรารู้ว่านักแสดงเรามีศักยภาพอะไรที่ยังไม่ได้ใช้ การทำแมนสรวงจึงเสี่ยงหลายอย่าง เราออกจากกรอบเดิมไปทำพีเรียด ลงทุนเยอะ และยังเป็นเรื่องในจินตนาการ แต่ก็ศึกษากันไปเรื่อย ๆ

ที่แมนสรวงมีผู้กำกับถึง 3 คน เพราะผมรู้ว่าผมทำคนเดียวไม่ได้ พี่หนิงทำคนเดียวไม่ได้ พี่แน็ตทำคนเดียวแมนสรวงก็จะไม่ออกมาแบบนี้ เราจึงช่วยกัน เรื่องบทผมก็ให้อิสระครูบัว อยากทำอะไรให้ใส่มาเลย มาคุยกัน เพราะเขาอยู่ในวงการ เป็นระดับปรมาจารย์แล้ว

ทุกอณูของแมนสรวงมีการศึกษาอย่างลึกซึ้ง ละเอียดมากในแต่ละฉาก การวางของไว้ตรงนี้หมายถึงอะไร สีหมายถึงอะไร ผ้าม่านที่ไม่เท่ากันก็มีความหมาย มันถูกคิดเยอะทุกอย่าง ประวัติศาสตร์ที่ถูกเล่าพอจะเอามาตีความมันต้องมีรีเสิร์ชรองรับ และตีความผ่านจินตนาการเราเข้าไป ไม่มีประวัติศาสตร์ที่จะเขียนเรื่องสถานเริงรมย์ทั้งหมดไว้ เราก็มีอิสรภาพที่จะเล่าได้แต่อยู่บนฐานข้อมูล

“นักรบ” ขับเน้นความเป็นตัวเองของแมนสรวง

ตอนแรกแมนสรวงยังมีความงง ๆ เรื่องอาร์ตไดเร็กชั่น ผมมีความก๋ากั่นในตัวสูงและแมนสรวงยังไม่จัดจ้านอย่างที่เราต้องการ พี่หนิงจึงแนะนำให้รู้จัก “นักรบ มูลมานัส” ยอมรับว่าผมไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่เป็นแฟนคลับวิดีโอของการบินไทยตัวหนึ่งเมื่อ 8 ปีที่แล้วซึ่งผมชอบมาก มันทั้งเก๋และล้ำสมัย

เมื่อผมรู้ว่านักรบเป็นคนทำก็ไม่มีคำถามต่อ มาเริ่มกันเลยและพอยิ่งทำก็ยิ่งคลิก เขาเป็นศิลปินที่รักความเป็นไทยมากแต่นำเสนอออกมาแบบคนรุ่นใหม่ได้อย่างกล้าหาญ และมีความรู้ทางประวัติศาสตร์สูงมาก ซึ่งบางคนอาจรู้สึกว่าขบถเพราะเอาไทยมาผสมนู่นนี่ ซึ่งผมชอบสิ่งนี้

โปสเตอร์ที่ทุกคนชื่นชม ผ่านมาหลายจุดมาก หลายคนบอกว่าโปสเตอร์ไม่เล่าเรื่องและไม่แมส แต่ผมก็ตัดสินใจที่จะยืนหยัด เราจะเป็นเหมือนใครไม่ได้ เราต้องเป็นเราให้เต็มที่ มันคืองานอาร์ตที่ปลื้มมาก ความเป็นตัวเองของนักรบแข็งแรงมาก และทำให้ผมรู้สึกไม่เดียวดาย มันอาจเข้าใจยากสำหรับบางคน แต่นี่คือแมนสรวง มันต้องตีความ

บทพิสูจน์ พลังด้อม และนักแสดงมืออาชีพ

นักแสดงจากซีรีส์วายเป็นมืออาชีพ เขาไม่ได้มาเพื่อเอากระแส มันเป็นบทพิสูจน์หลายอย่าง ยังได้ร่วมงานกับนักแสดงมืออาชีพมากมาย มีคนบอกว่าทำไมใช้ “ดาราโนเนม” ผมว่าพูดแบบนั้นไม่ถูก แค่ดาราก็ผิดแล้ว พวกเขาคือ “นักแสดง” ทุกคนทุ่มเทมาก อยู่ด้วยความเชื่อ ผมอยากให้เขามีพื้นที่ ในต่างประเทศนักแสดงเหล่านี้จะมีพื้นที่ต่อให้ดังหรือไม่ก็ตาม แมนสรวงจึงมีกลิ่นอายของละครเวทีมันคือความตั้งใจ

ส่วนพลังด้อมนั้นยิ่งใหญ่เหลือเกิน พวกเขาสำคัญกับเรามาก ผมพยายามต่อสู้มาตลอดว่าทำไมต้องแบ่งแยกซีรีส์วาย ทำไมต้องใช้คำว่าคู่จิ้น มันไม่ควรถูกจำกัดความโดยสังคมแล้ว ทั้งความคิดและการศึกษาของแฟนคลับดีมาก ไม่ได้เป็นภาพลบแบบที่หลายคนคิด

แมนสรวงจึงเป็นการต่อสู้ให้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องขายจิ้น ไม่ต้องขายเลิฟซีน แฟนด้อมก็ยังคงสนับสนุน เป็นการเหลือพื้นที่ให้แฟน ๆ ได้จินตนาการด้วยซ้ำ โดยที่เราไม่ต้องไปจำกัดกรอบ พวกเขาเป็นแรงสนับสนุนที่สำคัญและจริงใจกับเรามาก

แมนสรวงไม่ได้โชว์แค่พลังของคนกลุ่มนี้ แต่แสดงให้เห็นว่า คอนเทนต์ไม่ควรถูกปิดกั้นว่าจากใคร บริษัทอะไร และใครเป็นนักแสดง อคติคือสิ่งที่ทำให้วงการศิลปะไม่ไปไหน

มันคืองานศิลปะชิ้นหนึ่ง คือการสามัคคีด้วยความเชื่อเดียวกัน นี่คือผลงานที่เราภูมิใจด้วยกัน

youtube
youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...