3 ปัจจัย กระทบราคาทอง โอกาสกลับไป All-time High ยาก ?
คอลัมน์ : สถานีลงทุน ผู้เขียน : ธนรัชต์ พสวงศ์ ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส
หลังจากราคาทอง Spot ปรับตัวขึ้นแตะ All-time high 2,450 ดอลลาร์ เมื่อเดือน พ.ค. เนื่องจากตลาดกังวลว่าจะเกิดสงครามระหว่างอิหร่านและอิสราเอล แต่ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างที่กังวล หลังจากนั้นเริ่มมีแรงเทขายออกมา ตลาดกลับมาให้ความสนใจกับประเด็นเรื่องการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และเฟดส่งสัญญาณว่าจะลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง ทำให้คาดว่าในปีนี้ราคาทองคำ อาจจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว
สำหรับแนวโน้มราคาทองคำในช่วงที่เหลือของปีนี้คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 2,250- 2,430 ดอลลาร์
แนวโน้มราคาทองคำที่จะเพิ่มขึ้นกลับไปที่ All-time high 2,450 ดอลลาร์ คาดมีโอกาสได้ยากอยู่ นอกจากว่าจะมีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เข้ามา ซึ่งประเด็นสงครามเป็นปัจจัยที่อาจจะคาดเดาได้ยาก อย่างไรก็ดี คาดว่ายังมีปัจจัยการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือนพฤศจิกายน ความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหรัฐจะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำได้ ซึ่งถ้าทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง ก็อาจจะทำให้มีโอกาสที่ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นได้แรงได้
สำหรับแนวโน้มราคาทอง Spot ในช่วงที่เหลือของปีนี้ให้แนวรับ 2,280/2,250 ดอลลาร์ แนวต้าน 2,400/2,430 ดอลลาร์
ส่วนราคาทองในประเทศ ได้รับอานิสงส์จากค่าเงินบาทที่อ่อนตัวราว 2.40-2.50 บาท หรือราว 7% ช่วยหนุนราคาทองในประเทศราว 2,400-2,500 บาท โดยหลังจากสามารถขึ้นมาเหนือระดับ 40,000 บาทแล้ว ราคายังไม่เคยหลุดลงไปต่ำกว่าระดับ 40,000 บาท
สำหรับแนวโน้มราคาทองในประเทศในช่วงที่เหลือของปีนี้ให้แนวรับ 40,000/39,700 บาท แนวต้าน 41,200/41,500 บาท
3 ปัจจัยกระทบต่อราคาทองคำในช่วงครึ่งปีหลัง
ปัจจัยแรก แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่เป็นขาลง ซึ่งการประชุมเดือน มิ.ย. ล่าสุด ข้อมูล Dot plot แสดงให้เห็นว่าเฟดอาจจะลดดอกเบี้ยปีนี้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น นั่นหมายถึงว่าเฟดก็ยังไม่แน่ใจว่าเงินเฟ้อสหรัฐจะชะลอตัวลงตามเป้าหมายของเฟดหรือไม่ ?
ล่าสุด เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด แถลงในงานสัมมนาของ ECB เมื่อวันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา ให้ความเห็นที่เป็นสายพิราบมากขึ้น โดยเห็นว่าอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐเริ่มลดลงเล็กน้อย แต่ยังไม่มั่นใจว่าเงินเฟ้อจะลดลงอย่างยั่งยืนก่อนที่จะตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ย
อย่างไรก็ดี ก็ยังสะท้อนความไม่แน่ใจในทิศทางอัตราเงินเฟ้อ และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังคงต้องการข้อมูลที่มากกว่านี้ ก่อนที่จะตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ย ซึ่งในขณะนี้มุมมองของตลาดคาดเฟดมีโอกาสลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ซึ่งเงินเฟ้อเริ่มส่งสัญญาณลดลง ภาคการผลิตและภาคบริการของสหรัฐอ่อนแอ
ปัจจัยที่ 2 การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ตอนนี้โดนัลด์ ทรัมป์ มีคะแนนความนิยมนำโจ ไบเดน ถ้าดูใน Swing state ที่ 7 รัฐที่มีอิทธิพลต่อผลการเลือกตั้ง พบว่าทรัมป์ก็มีคะแนนนำไบเดน ถ้าทรัมป์ได้รับเลือกตั้งในปลายปีนี้ ราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นสูงกว่า เนื่องจากนโยบายการกีดกันการค้าโดยเฉพาะกับจีนและประเทศอื่น ๆ ประเด็น Trade war
จึงอาจกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งเนื่องจากความผันผวนที่สูงขึ้น นักลงทุนจึงนิยมถือครองทองคำในช่วงที่มีความไม่แน่นอนเพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยการกีดกันดังกล่าวอาจทำให้ต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าสูงขึ้น อาจส่งผลให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นด้วย
ด้านนโยบายการเงิน ทรัมป์มีโอกาสเปลี่ยนประธานเฟดคนใหม่ หลังจากที่ประธานเฟดคนเก่า นายเจอโรม พาวเวลล์ จะหมดอายุในวันที่ 15 พ.ค. 2026 เพราะทรัมป์สนับสนุนนโยบายปรับลดดอกเบี้ย และอาจมีการนำ Gold standard นำกลับมาใช้ หากมีการนำกลับมาใช้จริง
อาจทำให้ราคาทองคำจะแพงขึ้นเป็นอย่างมาก แต่คิดว่าคงเป็นไปได้ยากที่จะนำ Gold standard กลับมาใช้ เพราะปริมาณทองมีไม่เพียงพอกับปริมาณการค้าโลก หากนำกลับมาใช้จริงจะส่งผลต่อการค้าระหว่างประเทศ และอาจก่อให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจตามมา
ปัจจัยที่ 3 ธนาคารกลางจีนหยุดซื้อขายทองคำ ธนาคารกลางจีนได้ประกาศระงับการซื้อขายทองคำในเดือน พ.ค. หลังจากที่ได้ซื้อทองคำติดต่อกันเป็นเวลา 18 เดือน ทำให้ตลาดตีความว่าธนาคารกลางจีนอาจหยุดซื้อทองคำแล้ว ธนาคารกลางจีนได้มีการเข้าซื้อทองคำนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2565 และเป็นผู้ซื้อทองคำรายใหญ่อันดับ 1 ในปี 2566 เข้าซื้อรวมแล้ว 225 ตัน หรือเฉลี่ย 19 ตันต่อเดือน
แต่ในปีนี้ธนาคารกลางจีนเป็นผู้ซื้อทองคำรายใหญ่อันดับที่ 2 รองจากธนาคารกลางตุรกี และซื้อเพียงประมาณ 30 ตัน
ขณะที่เริ่มมีสัญญาณการซื้อทองคำของธนาคารกลางจีนชะลอตัวลงในเดือน เม.ย. โดยซื้อเพิ่มขึ้นเพียง 2 ตัน ซึ่งเป็นการซื้อรายเดือนต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2565 และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรายเดือน
ในปี 2565-2566 ธนาคารกลางทั่วโลกได้เข้าซื้อทองเกิน 1 พันตัน ติดต่อกัน 2 ปี และมีสัดส่วนประมาณเกือบ 1 ใน 4 ของความต้องการทองคำทั่วโลก ทำให้เป็นปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยหลักที่มีผลต่อราคาทองคำในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ดังนั้น ข่าวที่ธนาคารกลางจีนได้ประกาศระงับการซื้อขายทองคำในเดือน พ.ค. กลายเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ แต่คาดว่าการที่จีนหยุดซื้อทองคำคาดว่าเป็นชั่วคราว เนื่องจากราคาทองปีนี้ที่เพิ่มขึ้นมากทำ All-time high อย่างต่อเนื่อง
สำหรับ 4 เดือนแรกของปีนี้ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองเพียงราว 130 ตัน ซึ่งถือว่าน้อยลงมาก แต่ถ้าราคาทองปรับลงแรง ๆ คาดว่าจะเข้าซื้อเพิ่มอีก
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 3 ปัจจัย กระทบราคาทอง โอกาสกลับไป All-time High ยาก ?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net