สัมภาษณ์พิเศษ : นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล ผ่า 'บทบาท-ทิศทาง' อนาคต ม.ไทย (จบ)
สัมภาษณ์พิเศษ : นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล ผ่า ‘บทบาท-ทิศทาง’ อนาคต ม.ไทย (จบ)
๐ปัจจุบันเด็กเกิดน้อยลง ทำให้จำนวนผู้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยลดลงเรื่อยๆ เป้าหมายการรับนิสิตนักศึกษาจะเปลี่ยนหรือไม่?
“ที่ประชุม ทปอ.ได้อภิปรายหารือเกี่ยวกับจำนวนเด็กเข้าเรียนมหาวิทยาลัยลดลงมาหลายปีแล้ว ถ้าไปดูสถิติตัวเลข จะเห็นชัดเจนว่าจำนวนเด็กเกิดลดลงอย่างมาก จากหลักล้านเป็นหลักแสนในเวลาไม่กี่ปี ซึ่งแปลว่าจำนวนเด็กที่จะเข้ามหาวิทยาลัยอีก 10 ปีข้างหน้า จะเหลือหลักแสนคนแน่นอน
ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยทุกแห่งปรับตัวกันแล้ว โดยนำศักยภาพของตนเข้าไปช่วยรีสกิล อัพสกิล ประชาชนทั่วไป สอดคล้องกับวิถีคนในโลกยุคถัดไป เปลี่ยนจากเดิมที่เราจะได้ยินคำว่า เรียน ทำงาน เกษียณตอนอายุ 60 ปี ซึ่งเป็นการใช้ชีวิตแบบ S Curve เส้นเดียว แต่ปัจจุบันการใช้ชีวิตของประชาชนเปลี่ยนไปแล้ว อาจจะเป็น เรียน ทำงาน พักผ่อน และกลับมาเรียน และทำงาน แล้วค่อยเกษียณในวัย 70-75 ปี ก็ได้
คำถามต่อมา คือใครจะมาให้ความรู้กับคนเหล่านี้ คำตอบคือ เป็นบทบาทของมหาวิทยาลัยไทยที่ต้องปรับตัว สอนรีสกิล อัพสกิลให้ประชาชนทั่วไป และคนวัยทำงาน โดยต้องมองว่ามหาวิทยาลัยไทยทุกแห่งเป็นสมบัติของแผ่นดิน เพราะรัฐบาลได้ลงทุนให้กับมหาวิทยาลัยมาอย่างต่อเนื่อง มีอาจารย์ประจำอยู่ทุกที่ ดังนั้น เราต้องทำให้สมบัติของแผ่นดินเกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด ทั้งในแง่ของการสร้างองค์ความรู้ พัฒนา สร้างคนทุกวัยให้รองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิภาพ”
๐มหาวิทยาลัยไทยเริ่มปรับเปลี่ยนตัวเองบ้างแล้ว?
“ใช่ครับ จากเดิมมหาวิทยาลัยจะเปิดรับเด็กเฉพาะจบ ม.6 เท่านั้น แต่มหาวิทยาลัยได้ปรับการสอนแบบ Lifelong Learning มากขึ้น คือ เริ่มปรับตัวโดยเปิดสอนรีสกิล อัพสกิล ให้กับประชาชนทั่วไป หรือให้กับคนต้องการเรียนเพราะอยากได้ความรู้แต่ไม่เน้นได้ปริญญา
ผมมองในอนาคต มหาวิทยาลัยหลายแห่งจะร่วมมือจัดการเรียนการสอนร่วมกันมากขึ้น เช่น อาจจะมีเครดิตแบงค์ผู้เรียนสามารถเรียนข้ามมหาวิทยาลัยโดยเก็บเครดิตการเรียนของตนไว้ได้ เป็นต้น”
๐มองอนาคตมหาวิทยาลัยไทยอีก 10 ปีข้างหน้า อย่างไร?
“มหาวิทยาลัยจะเปิดกว้างมากขึ้น ผู้เรียนอายุ 18-22 ปี ก็ยังมีอยู่ แต่จะน้อยลง เพราะอัตราการเกิดน้อยลง มหาวิทยาลัยจะให้บริการวิชาการ รีสกิล อัพสกิล กับประชาวัยทำงานมากขึ้น
ทั้งนี้ หลักสูตรจะต้องปรับให้ทันสมัยด้วย การปรับหลักสูตรต้องใช้เวลา แต่การปรับเนื้อหาการเรียนการสอน ปรับวิธีการเรียนการสอน สามารถทำได้เร็ว เพราะอาจารย์ผู้สอนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทันที เช่น ยืนสอนอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ต้องมีการอภิปรายมากขึ้น เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นทิศทางที่ ทปอ.หารือร่วมกัน และเห็นว่าต่อไป การเรียนการสอนต้องปรับรูปแบบใหม่ให้สอดคล้องกับปัจจุบันมากขึ้น”
๐มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) มีการปรับตัวให้สอดคล้องกับปัจจุบันอย่างไร?
“ในส่วนของ มช.ขณะนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบจากจำนวนเด็กที่ลดลงมากนัก แต่ผมเชื่อว่าในอนาคต ปัญหานี้ก็คงจะมาถึง เพราะจำนวนคนเกิดน้อยลงจริงๆ ดังนั้น เราต้องเร่งปรับตัวก่อน
ซึ่ง มช.ได้ปรับเปลี่ยนตัวเอง โดยตั้งวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต มา 4 ปีแล้ว ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้สาธารณะ เปิดกว้างสำหรับผู้เรียนเพื่อการศึกษาตามอัธยาศัย รีสกิล และอัพสกิล สร้างโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิต”
๐ประเด็นดราม่าร้อนแรงขณะนี้ คือการซื้อขายงานวิจัย?
“ผมเชื่อว่าอธิการบดีมหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิก ทปอ.ทั้ง 36 แห่ง และทุกมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ไม่มีใครรับได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าเกิดจริง ต้องดำเนินการตามกฎกติกา คือผิดก็ว่าไปตามผิด
การซื้อขายงานวิจัย เป็นเรื่องที่ไม่อยากให้เกิด เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันอุดมศึกษาเครือข่าย ทปอ.จำนวน 36 แห่ง ออกประกาศเจตนารมณ์ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ต่อการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการ โดยการกระทำผิดจริยธรรม และจรรยาบรรณการวิจัย 2 ข้อ คือ 1.ทปอ.ไม่ยอมรับการกระทำผิดจริยธรรม และจรรยาบรรณการวิจัยดังกล่าว โดยจะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่าบุคลากรของสถาบันอุดมศึกษา กระทำความผิดจริยธรรม และจรรยาบรรณการวิจัยจริง จะถือว่ามีความผิด และลงโทษต่อไป และ 2.ทปอ.ได้มอบหมายให้คณะกรรมการวิจัย ทปอ.หาวิธีการส่งเสริมให้บุคลากรยึดมั่นในจริยธรรม และจรรยาบรรณการวิจัย และกำหนดแนวทางเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำความผิดจริยธรรม และจรรยาบรรณการวิจัยในสถาบันอุดมศึกษาอีกต่อไป”
๐กรณีซื้อขายผลงานวิจัยที่เกิดขึ้น สังคมเริ่มตั้งคำถาม และหมดความเชื่อถือในมหาวิทยาลัย?
“สมมุติว่าสิ่งที่เราทำทั้งหมด 100 ชิ้น มีของเสียอยู่ประมาณ 0.1% แต่อีก 99.9% จะเป็นส่วนผลักดันประเทศ ดังนั้น เมื่อเรามีของเสีย เราต้องกำจัดทิ้ง และรักษาอีก 99% นี้ไว้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศ
มหาวิทยาลัยไทยได้ทำสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดประโยชน์กับประเทศจำนวนมาก แต่เรากลับไปดูภาพลบ และให้ภาพเหล่านั้น มาทำลายความเชื่อมั่นของอุดมศึกษาไทย อยากให้มองภาพบวกว่าขณะนี้ มหาวิทยาลัยกำลังช่วยผลักดันประเทศ และขอให้เชื่อมั่นในอีก 99% ที่เหลือดีกว่า”
๐อว.แยกออกจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และรวมเข้ากระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปัจจุบันพัฒนาไปได้ดีหรือไม่?
“ภาพรวมการทำงานอยู่ในเกณฑ์ดี เพราะหลายประเทศ ระบบอุดมศึกษาจะรวมเข้ากับกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ และสังคมศาสตร์ เมื่อมหาวิทยาลัยอยู่ร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ และหน่วยงานอื่นๆ ทำให้มหาวิทยาลัยสามารถประสานงานร่วมกันได้ดี”
๐มีเสียงสะท้อนว่า การแบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัย ทำให้มหาวิทยาลัยกลุ่มอื่นพัฒนาได้ไม่เท่ามหาวิทยาลัยเก่าแก่ เพราะได้รับงบประมาณต่างกัน?
“การแบ่งกลุ่มทำให้เห็นตัวตนชัดขึ้น งบประมาณอาจจะได้รับไม่เท่ากัน แต่เราต้องทำโจทย์ของมหาวิทยาลัย คือบริการพื้นที่ บริการชุมชน แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของพื้นที่ และทำงานตามพันธกิจของแต่ละมหาวิทยาลัยอยู่ดี จึงไม่อยากให้มองในแง่ลบ อยากให้มองว่าการแบ่งกลุ่ม ทำให้เราทำงานได้ชัดเจนมากขึ้น”
๐คติในการทำงาน?
“ศ.กียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เคยพูดไว้ว่า เมื่อเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย ต้องคิดว่าเราได้โอกาสทดแทนบุญคุณของมหาวิทยาลัยที่ได้สร้างเรา และได้มีโอกาสทดแทนบุญคุณของประเทศ
ผมเชื่อว่าสมาชิก ทปอ.ส่วนใหญ่ เข้ามาทำงานเพื่อทดแทนบุญคุณของประเทศ ไม่ได้มาเพื่อยศถาบรรดาศักดิ์ เพราะสิ่งเหล่านี้มาแล้วก็ไป แต่มาเพราะมีโอกาสทดแทนบุญคุณ เมื่อคิดแบบนั้นแล้ว เราจะทำงานเพื่อคนอื่น เราจะอิ่มใจ และพร้อมทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมากขึ้น”
อ่านรายละเอียด : สัมภาษณ์พิเศษ : นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล ผ่าบทบาท ‘ทปอ.’ ขับเคลื่อนมหา’ลัยไทย (1)