โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มหิดล-จุฬาฯ ตอบชัด ธุรกิจสุขภาพบูม-เภสัชกรค่าตัวพุ่ง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 25 พ.ย. 2565 เวลา 14.37 น. • เผยแพร่ 26 พ.ย. 2565 เวลา 00.15 น.

พลันที่ข่าวนำหน้า 1 หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจฉบับวันพฤหัสบดีที่ 24-วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน 2565 เรื่อง “เซเว่นฯ-เซ็นทรัลบุกร้านยา ทุ่มเงินเปิดศึกแย่งตัวเภสัช” พิมพ์ออกมา ปรากฏว่ามีผู้อ่านให้ความสนใจกันมาก ทั้งในสื่อกระดาษและสื่อออนไลน์

จนทำให้เกิดกระแสตามมาว่า “เภสัชกร” กำลังขาดแคลนจริงหรือ ? ถึงทำให้แบรนด์ธุรกิจร้านขายยาขนาดใหญ่ ต่างทุ่มซื้อตัวเภสัชกรในสนนเงินเดือน, ใบประกอบวิชาชีพ, โบนัส, ค่าล่วงเวลา และสวัสดิการอื่น ๆ ในตัวเลขค่อนข้างสูง ทั้งนั้นเพื่อให้ “เภสัชกร” มาทำงานกับบริษัทยักษ์ใหญ่ดังกล่าว

ผลเช่นนี้ เมื่อดูข้อมูลจากสภาเภสัชกรรมเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2565 ปรากฏว่าจำนวนเภสัชกรผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพที่สามารถประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมมีอยู่ประมาณ 46,334 คน โดยในจำนวนนี้มีเภสัชกรประมาณ 24,182 คน ที่ทำงานในอาชีพต่าง ๆ

อาทิ ด้านสถานบริการสาธารณสุข/โรงพยาบาล, การตลาดยา, โรงงานผลิตยา และประกันคุณภาพยา, สถาบันการศึกษา, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และอื่น ๆ เท่ากับว่าจะเหลือจำนวนเภสัชกรที่มีใบอนุญาตอีกประมาณ 22,152 คน

ขณะที่ร้านยาในปัจจุบันดำเนินธุรกิจอยู่ประมาณ 16,690 ร้าน ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ผลตรงนี้ เมื่อมาดูข้อมูลของสภาเภสัชกรรมที่ระบุเพิ่มเติมว่า ร้านยาจะต้องมีเภสัชกรประจำร้านละ 1 คน และห้ามแขวนป้ายโดยเด็ดขาด

มิเช่นนั้น จะถือเป็นการกระทำผิดจรรยาบรรณ ทั้งยังมีมติให้เพิ่มบทลงโทษสูงสุดคือการพักใช้ใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมเป็นเวลา 2 ปี พร้อมกับแจ้งไปยังหน่วยงานต้นสังกัด จนส่งผลให้ไม่สามารถทำงานในหน้าที่เภสัชกรได้

ดังนั้น ถ้ามองในภาพรวมจะเห็นว่ามีจำนวนเภสัชกรเหลืออีกประมาณ 5,462 คน

มองจากข้อมูลเหมือนจำนวนเภสัชกรไม่ขาดแคลน แต่เนื่องจากประชากรหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น จนทำให้ธุรกิจร้านยาเติบโตอย่างรวดเร็ว อีกทั้งแบรนด์ใหญ่ ๆ ต่างกระโดดเข้ามาร่วมลงทุนในธุรกิจนี้ค่อนข้างคึกคัก จึงทำให้ความต้องการเภสัชกรมากตามไปด้วย ทั้ง ๆ ที่ข้อมูลจากสภาเภสัชกรรมชี้แจงชัดว่า ปัจจุบันมี 19-20 มหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน ที่ผลิตบัณฑิตเภสัชกรเพียงปีละ 1,600-1,800 คนเท่านั้น

ผลเช่นนี้ จึงสอบถาม “รศ.ภก.สุรกิจ นาฑีสุวรรณ” คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะผู้อยู่ต้นทางในการผลิตบัณฑิตเภสัชกร เขาจึงตอบว่า คณะเภสัชฯ มหิดล เปิดรับนักศึกษาปริญญาตรี หลักสูตรเภสัชศาสตรบัณฑิต 140 คน/ปี

และนักศึกษาส่วนใหญ่หลังจากเรียนจบภายใน 6 ปี จะเป็นเภสัชกรประจำร้านยา และโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชน 100% และปีการศึกษา 2566 ทางคณะมีแผนเปิดหลักสูตรปริญญาตรีนานาชาติ และจะรับนักศึกษาอีกประมาณ 30 คน รวมทั้งหมดต่อไปเราจะผลิตบัณฑิตเภสัชกรประมาณปีละ 170 คน

“ผมมองว่าปัจจุบันนักศึกษาหันมาสนใจเรียนทางด้านนี้เพิ่มขึ้น และวิชาชีพเภสัชกรได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง เพราะนอกจากจะเป็นอาชีพที่จบแล้วมีงานทำอย่างแน่นอน เงินเดือนยังค่อนข้างสูง ที่สำคัญ ตอนนี้ภาคธุรกิจ healthcare sector ให้ความสนใจด้านนี้มากขึ้น

กอปรกับภาครัฐสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็น medical hub ด้วย จึงยิ่งทำให้ความต้องการทางด้านเภสัชกรสูงตามไปด้วย ฉะนั้น ถ้าย้อนหลังไป 5-6 ปีผ่านมา ผมมองว่าอาชีพเภสัชกรมีเงินเดือนและสวัสดิการต่าง ๆ สูงขึ้นเรื่อย ๆ”

“ในมุมมองของผม ปริมาณเภสัชกรจาก 19-20 มหา’ลัยของรัฐและเอกชนที่ผลิตบัณฑิตมาปีละ 2,000 คน ผมว่าเพียงพอต่อความต้องการของตลาด
ขณะนี้แล้ว แม้ในอนาคตธุรกิจ healthcare sector จะเปิดเยอะขึ้นมากกว่านี้ก็ตาม แต่ผมกลับมีความเชื่อว่าเราไม่ควรเร่งผลิตเภสัชกรออกมามากเกินไป เพราะจะควบคุมคุณภาพไม่ได้”

ขณะที่ “ศ.ภญ.ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์” คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเสริมว่า คณะเภสัชฯของเรารับนิสิตปริญญาตรีปีละ 200 คน โดยแบ่งออกเป็นสาขาเภสัชอุตสาหกรรม และสาขาบริบาลทางเภสัชกรรมสาขาละ 100 คน ถือว่ามีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกปี

เนื่องมาจากอุบัติการณ์ของโรคใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น จึงทำให้นิสิตมีความสนใจที่จะเข้ามาเรียนในการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ยา, ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และผลิตภัณฑ์สุขภาพต่าง ๆ เพื่อป้องกันและรักษาโรคต่าง ๆ มากขึ้นตามไปด้วย

“ที่สำคัญ บัณฑิตเภสัชศาสตร์สามารถประกอบอาชีพเภสัชกรรมทั้งในภาครัฐและเอกชนในสาขาต่าง ๆ ค่อนข้างหลากหลาย และเมื่อดูข้อมูลผู้สำเร็จการศึกษาปี 2563 บัณฑิตเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ตามส่วนงานต่าง ๆ ดังนี้ อุตสาหกรรมการผลิตยา 12% ภาคบริการร้านยาและโรงพยาบาล 60% นอกจากนั้น ยังมีส่วนงานอื่น ๆ เช่น นักวิจัยในหน่วยวิจัย, เภสัชกรผู้ประสานงานวิจัยทางคลินิกอีกประมาณ 28% รวม ๆ แล้วก็ 100% ที่บัณฑิตเภสัชกรของจุฬาฯมีงานทำอย่างแน่นอน”

ผลตรงนี้ จึงเป็นคำตอบที่ชัดเจนแล้วว่าถ้าธุรกิจดูแลรักษาสุขภาพเติบโต อาชีพ “เภสัชกร” ยิ่งค่าตัวเพิ่มสูงขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...