โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Don't Cry Nanking 1937 อนุสรณ์แห่งความขมขื่น การสังหารหมู่แห่งนานกิง

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 21 ธ.ค. 2566 เวลา 03.30 น. • เผยแพร่ 13 ธ.ค. 2566 เวลา 00.50 น.

การสังหารหมู่แห่งนานกิง บทเรียนประวัติศาสตร์อันแสนขมขื่น

“อดีตไม่ลืม เป็นบทเรียนแห่งอนาคต”

วลีอมตะของอดีตนายกรัฐมนตรีโจวเอินหลาย แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ได้ให้ไว้ในคราวฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศญี่ปุ่น เมื่อคริสต์ศักราช 1972 หรือหลังจากที่ญี่ปุ่นเข้ารุกรานจีนได้ 41 ปี

“ประวัติศาสตร์คือเครื่องเตือนใจ มิให้หวนคืน”

อีก 2 วลีที่อดีตประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมิน ได้ให้ไว้ในคราวเดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ ในคริสต์ศักราช 1998 ภายหลังจากได้ฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตกันมาได้ 26 ปี

ปัจจุบันวลีทั้ง 4 วรรคนี้ ได้ถูกจารึกไว้บนผนังกําแพงที่อนุสรณ์สถานรําลึกการสังหารหมู่ของกองทัพญี่ปุ่นที่รุกรานประเทศจีนแห่งหนานจิง ณ นครหนานจิงมณฑลเจียงซู ..เสมือนหนึ่งเพื่อเป็นเครื่องเตือน ความทรงจําอันเจ็บปวดและขมขื่นจากประวัติศาสตร์ในอดีต และเพื่อใช้เป็นบทเรียนสอนใจแห่งอนาคต

ผมยังจําได้ดีว่า เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม พุทธศักราช 2544 ท่ามกลางฝนพรําฟ้าเปียกชื้น และรถติด อย่างสาหัสสากรรจ์ ผมมาอยู่ที่หน้าโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพมหานคร ยืนดูใบปิดโฆษณาภาพยนตร์จีนเรื่อง “Don’t Cry Nanking” หรือในชื่อพากย์ภาษาไทยว่า “สงครามอํามหิตปิดตาโลก” ผมมาถึงที่นี่ช้าเกินไป 30 นาที จึงพลาดโอกาสเข้าชมรอบสุดท้ายของภาพยนตร์เรื่องนี้ไปอย่างช่วยไม่ได้ แม้ว่าผมจะได้เผื่อเวลามากว่าครึ่งชั่วโมงแล้วก็ตามที

“ไม่เป็นไร อีกไม่ถึง 2 เดือน วิดีโอหรือวีซีดีของหนังเรื่องนี้ก็จะออก เมื่อนั้นค่อยดูกัน”

ผมปลอบใจตัวเองแล้วกางร่มเดินไปขึ้นรถกลับบ้าน กลางเดือนตุลาคม พ.ศ. 2546 ผมได้มีโอกาสเดินทางลุยเดี่ยวมายังนครหนานจิง หรือที่คนไทยเราเรียกกันมาติดปากว่า “นานกิง” เมืองหลวงของมณฑลเจียงซู อดีตราชธานีอันเก่าแก่ใน 6 ราชวงศ์ ทางภาคตะวันออกของประเทศจีน

ในช่วงระยะเวลา 1 วันครึ่ง ผมพยายามจัดสรรเวลาที่มีอยู่เพื่อเดินทางไปเยี่ยมชมและเก็บข้อมูลในสถานที่ต่าง ๆ ตามเป้าหมายที่ได้วางแผนไว้ และสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งผมมิยอมให้พลาดในรายการอย่างเด็ดขาดนั่นก็คือ อนุสรณ์สถานรําลึกการสังหารหมู่แห่งหนานจิงตัวแทนสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ อันเป็นที่สุดแห่งความขมขื่นของชาวจีนทั้งประเทศที่มีต่อชาวญี่ปุ่น

เพราะก่อนหน้าจะเดินทางมาเพียง 2 วัน ผมได้มีโอกาสชมภาพยนตร์เรื่องนี้ หลังจากที่พลาดจากจอเงิน จึงมาดูผ่านจอแก้วทางแผ่นวีซีดีอีกครั้ง ภาพทุกภาพของเหตุการณ์ได้สร้างความหดหูใจแก่ผมเป็นอย่างยิ่ง และในเวลาเดียวกันก็ได้สร้างปรัศนีขึ้นในหัวใจของผมว่า เหตุการณ์ทั้งหลายเหล่านี้มีภาพจริงทางประวัติศาสตร์หรือไม่? และทําไมชาวจีนถึงมีความคุมแค้นอย่างลึก ๆ กับชาวญี่ปุ่นมาจวบจนถึงปัจจุบัน และพร้อมที่จะปะทุขึ้นในทุกโอกาส เมื่อมีเหตุการณ์มาเป็นเชื่อจุดระเบิดขึ้น?

ผมมาถึงอนุสรณ์สถานแห่งนี้ในเวลาบ่าย 4 โมงเย็น ท้องฟ้าดูขมุกขมัว เสมือนหนึ่งกําลังร่วมสร้างบรรยากาศอันเศร้าสร้อย ในการได้มารําลึกถึงอดีตอันน่าสลดใจที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติบนผืนโลก

สัญลักษณ์อันโดดเด่นที่ผมมองเห็นมาได้แต่ไกลของอนุสรณ์สถานแห่งนี้ก็คือ เสาหินที่ก่อด้วยอิฐสีเทาทีมเป็นรูปกากบาท สูงชะลูดกว่า 12.13 เมตร ด้านบนจารึกเป็นตัวเลข

“1937.12.13-1938.1”

นั่นคือช่วงระยะเวลาราว 6 สัปดาห์ นับตั้งแต่วันที่กองทหารแห่งจักรวรรดินิยมญี่ปุ่นได้บุกเข้ารุกรานนครหนานจิง ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศสาธารณรัฐจีนในขณะนั้น ภายใต้การนําของจอมพลเจี่ยงเจี้ยสือ (เจียงไคเช็ค) และในห้วงเวลาเดียวกันนั้นเองที่กองทหารญี่ปุ่นได้ก่อเหตุการณ์สังหารหมู่กับทหารและพลเรือนผู้บริสุทธิ์ชาวหนานจิง

ถัดมาที่ตอนกลาง มีเสาสามเหลี่ยมสีดํา 3 เสา ด้าน บนมีห่วงกลมล้อมอยู่ด้านใน 5 ห่วง เสาสีดํา 3 เสาเป็น สัญลักษณ์แทนเลข “3” วงกลม 5 ห่วงเป็นสัญลักษณ์แทน เลข “0” 5 ตัว เมื่อรวมกันแล้วนั่นคือ “300,000” หมายถึงกองทหารญี่ปุ่นได้สังหารโหดชาวจีนในช่วงเหตุการณ์เพียง 6 สัปดาห์นั้นไปถึง 300,000 คนเลยที่เดียว!

มองไปเบื้องหน้าทางขวามือ แลเห็นตัวอักษรจีน 16 ตัว จารึกด้วยสีขาวอยู่บนแผ่นหินสีดํา “อดีตไม่ลืม เป็น บทเรียนแห่งอนาคต” “ประวัติศาสตร์คือเครื่องเตือนใจ มิให้หวนคืน” เป็นวลีของอดีตนายกรัฐมนตรีโจวเอินหลาย รวมกับอดีตประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมิน ที่ได้ให้ไว้ในต่างกรรมต่างวาระกัน

เมื่อเดินเลี้ยวซ้ายไปยังด้านหลังจะเห็นรูปสลักหินสูง 4 เมตร ที่มีชื่อเรียกว่า “เสียงโหยหวนแห่งมารดา” รูป สลักหินนี้สร้างขึ้นตามภาพถ่ายจริงในช่วงเหตุการณ์นั้นของบาทหลวงชาวอเมริกันคนหนึ่งผู้มีนาม โยฮัน มาเกส ซึ่งท่านได้จับภาพหญิงสาวในวัยราว 30 ปีคนหนึ่ง ผู้กําลังอยู่ในอิริยาบถมือซ้ายยื่นไปเบื้องหน้า ขณะที่มือขวากําหมัดแน่น ท่วงท่ากําลังวิ่ง และดวงตาทั้งคู่เสมือนหนึ่งกําลังมองหาบุตรน้อยอันเป็นที่รักของนางซึ่งได้ถูกพลัดพรากไป รูปสลักนี้สร้างขึ้นเพื่อเสมือนเป็นภาพตัวแทนแห่งความทุกข์ระทมของชาวหนานจิงทั้งปวงที่ได้ถูกกระทําจากผู้รุกราน

จากรูปสลักเดินไปตามทางด้านหลัง มีอาคารที่ก่อสูงขึ้นมาราวชั้นครึ่ง สายตาเมื่อมองไปปราดแรกก็พลันตะลึงทันทีที่พบเห็น เพราะภาพที่ปรากฏเบื้องหน้านั่นคือกองกระดูกที่ถูกฝังทับซ้อนกันนับได้ถึง 208 ศพ ในพื้นที่ประมาณ 170 ตารางเมตร หลุมศพที่จัดแสดงเฉพาะบางส่วนให้เห็นนี้ถูกขุดค้นพบเข้าโดยบังเอิญในบริเวณที่ตั้งของอนุสรณ์สถานแห่งนี้ เมื่อเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 1998 ที่ผ่านมา หรือหลังจากที่อนุสรณ์สถานแห่งนี้ได้เปิดทําการมาราว 13 ปี มีชื่อเรียกว่า “หลุมหมื่นศพ”

จากการขุดแต่งหลุมและผลการตรวจสอบจากห้องวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่า มีซากศพตั้งแต่เด็กอายุ 3 ขวบ ไปจนถึงคนชราอายุเกือบ 70 ปี กองกระดูกเหล่านี้ถูกฝังอยู่ชั้นใต้ดินมานานแล้วกว่า 60 ปี หลาย ๆ ศพมีร่องรอยของการถูกทารุณกรรมก่อนถูกสังหาร เช่น บนกะโหลกศีรษะมีรูจากการถูกตอกตรง หรือแขนขาและลําตัวอยู่ในสภาพที่เสมือนหนึ่งถูกของมีคมฟาดฟันก่อนสิ้นใจ

เดินตรงมุ่งหน้าต่อไปจะเข้าสู่อาคารแสดงภาพเหตุการณ์ 6 สัปดาห์แห่งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ห้องนิทรรศการที่จัดแสดง เรียงตามลําดับเหตุการณ์ได้อย่างสมจริง ก็ทําให้ผมเสมือนหนึ่งได้หลุดเข้าไปสู่ ณ ห้วงยามของเหตุการณ์ที่ย้อนกลับเมื่อ 70 ปีที่แล้ว ในวันที่กองทัพแห่งลูกพระอาทิตย์ได้เหยียบย่างเข้ารุกรานสู่ผืนแผ่นดินมังกรแห่งนี้ ตัดสลับกับภาพเหตุการณ์จากภาพยนตร์ที่ราวกับว่ายังคงโลดเต้นอยู่อย่างเร่า ๆ ในทุกโสตประสาทของผมมาจนถึงปัจจุบัน

18 กันยายน ค.ศ.1931

กองทัพจักรวรรดินิยมญี่ปุ่นได้กรีธาทัพใหญ่เข้ายึดครองดินแดน 3 มณฑลทางภาคอีสานของจีน หรือที่เรียกว่า ดินแดนแมนจูเรีย อันได้แก่มณฑลเฮยหลงเจียง, เหลียวหนิง และจี้หลิน จากนั้นจึงได้อุปโลกน์อัญเชิญอดีตจักรพรรดิผู่อี๋ (ปูยี) จักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ชิง ที่ถูก ดร.ซุนจงซาน (ซุนยัตเซ็น) โค่นล้มลงไปในปี ค.ศ.1911 ขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองดินแดนที่เรียกชื่อใหม่ว่า “แมนจูกัว” (หม่านจูกัว) ภายใต้เงื่อมเงาของญี่ปุ่น แม้จะมีการต่อต้านจากขุนศึกจอมทัพและขบวนการชาตินิยมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง หากแต่รัฐบาลส่วนกลางที่นําโดยจอมพลเจี่ยงเจี้ยสือกลับนิ่งเฉย ทําให้แลดูเสมือนหนึ่งยอมก้มศีรษะให้กับชาติจักรวรรดินิยม และกลับหันมามุ่งแต่จะกําจัดพรรคคอมมิวนิสต์ภายในประเทศที่กําลังแข็งแกร่งขึ้น แทนที่จะทําลายล้างศัตรูผู้รุกราน

7 กรกฎาคม ค.ศ. 1937

ได้เกิดเหตุการณ์สําคัญที่ชาวจีนเรียกกันว่า “เหตุการณ์ตองเจ็ด” หรือ “หลูโกวเฉียวซื่อเปี้ยนวิกฤตการณ์สะพานมาร์โคโปโล” นั่นคือ วันที่ 7 เดือน 7 ปี 1937 กองทหารลูกพระอาทิตย์ได้ก่อเหตุการณ์ตะวันเพลิงขึ้นที่สะพานหลูโกวเฉียว หรือรู้จักกันดีในนามสะพานมาร์โคโปโล ใกล้กรุงเป่ยจิง (ปักกิ่ง) จุดพลิกฝันเหตุการณ์ที่สําคัญของสงครามกล่าวคือ ในวันนั้นทหารญี่ปุ่นได้มาซ้อมรบอยู่ที่อําเภอหว่านผิงใกล้สะพานมาร์โคโปโล แล้วอ้างว่ามีทหารญี่ปุ่นได้สูญหายไปคนหนึ่ง จึงเข้าบุกค้นบ้านเรือนของราษฎรและสถานที่สําคัญต่าง ๆ ฝ่ายทหารจีนที่รักษาการณ์อยู่ได้ประท้วง แต่กองทหารญี่ปุ่นไม่พอใจ จึงเกิดการปะทะกันขึ้นครั้งแรกที่สะพานมาร์โคโปโลแห่งนั้น

นับจากเหตุการณ์ในวันนั้น กองทัพจักรวรรดินิยมญี่ปุ่นก็ได้เสริมกําลังเข้าภาคเหนือของจีน เพื่อเปิดฉาก สงครามรุกรานจีนทั้งประเทศ จนกระทั่งในปลายเดือนกรกฎาคมนั้นเอง ทหารญี่ปุ่นก็ได้บุกเข้าโจมตีกรุงเป่ยจิง และนครเทียนจิน (เทียนสิน) อย่างหนัก และสามารถยึดทั้งสองเมืองดังกล่าวไว้ได้ จากนั้นจึงกระจายกําลังเข้ายึดครองจีนภาคเหนือเป็นการใหญ่

13 สิงหาคม ค.ศ. 1937

ทหารญี่ปุ่นขยายสงครามเข้าสู่จีนภาคบูรพา บุกเข้าโจมตีเมืองเศรษฐกิจที่สําคัญในภูมิภาคนี้คือนครช่างไห่ (เซียงไฮ้) ได้สร้างกระแสคุกคามรัฐบาลกว๋อหมินต่าง (ก๊กหมินตั๋ง) ที่นครหนานจิงที่ตั้งอยู่ห่างกันไม่ไกลอย่างรุนแรง ในสภาพเช่นนี้นี่เอง จอมพลเจี่ยงเจี้ยสือจึงถูกบีบคั้นอย่างหนักจําเป็นต้องหันมาสู้รบกับกองทัพลูกพระอาทิตย์

ภายใต้สถานการณ์ที่คับขันดังกล่าว กองทัพกว๋อหมินต่างได้เกณฑ์ทหารชาวจีนกว่า 700,000 คน ผสานกับกองกําลังของพรรคคอมมิวนิสต์จีน โดยมีจอมพลเจี่ยงเจี้ยสือมาบัญชาการรบในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อต่อสู้กับกองทหารญี่ปุ่นผู้รุกราน การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือดเลือดพล่านในทุกสมรภูมิ แต่แล้วกองกําลังของพรรคกว๋อหมินต่างก็มิอาจต้านทานแสนยานุภาพของทหารญี่ปุ่นได้ นครช่างไฮได้ถูกยึดในวันที่ 12 พฤศจิกายน หลังจากการต่อสู้อันยาวนานกว่า 3 เดือน ผลจากการศึกในครั้งนั้น ทหารญี่ปุ่นตายไปมากกว่า 40,000 คน ฝ่ายทหารจีนบาดเจ็บและล้มตายไปถึงกว่า 200,000 คน

เมื่อช่างไห่แตก ชาวจีนต่างแตกฉานซ่านเซ็นกันไปคนละทิศละทาง บางคนก็อพยพหนีมาอยู่ที่นครหนานจิง เช่นเดียวกับภาพยนตร์ที่ได้เล่าสะท้อนถึงเหตุการณ์ในตอนนี้ คือเชงเสียน ศัลยแพทย์ชาวจีน ตัวเอกของเรื่อง ผู้แต่งงานกับเรโกะ สาวชาวญี่ปุ่น ทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 3 คน รวมทั้งที่ยังอยู่ในท้องของเรโกะด้วย ได้พากันอพยพหนีภัยสงครามจากช่างไฮ่ เพื่อหมายมาอาศัยอยู่กับเพื่อนที่หนานจิง แต่ทั้งคู่ก็เหมือนหนึ่งหนีเสือมาปะจระเข้

เพราะหลังจากที่ช่างไห่ถูกยึด กองทัพทหารญี่ปุ่นก็มิรอช้าที่หมายจะยึดนครหนานจิงให้ได้ทันที โดยได้ยกพล เคลื่อนผ่านเข้ายึดเมืองซูโจว ในวันที่ 19 พฤศจิกายน, เมืองหวูซี ในวันที่ 27 พฤศจิกายน, เมืองฉางโจว ในวันที่ 29 พฤศจิกายน และเมืองเจิ้งเจียง ในวันที่ 9 ธันวาคม

20 พฤศจิกายน ค.ศ.1937

ในระหว่างที่กองกําลังญี่ปุ่นทางบกได้บุกเคลื่อนทัพมายังข้างหน้า บนน่านฟ้าก็ได้ระดมทิ้งระเบิด โดยมีเป้าหมายที่จะยึดนครหนานจิง เมืองหลวงของรัฐบาลกว๋อหมินต่างประมาณการว่าในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายนได้มีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่หนานจิงถึงกว่า 650 เที่ยว ได้ทําลายชีวิต บ้านเรือน และทรัพย์สินไปอย่างคณานับ

เป็นเหตุให้รัฐบาลพรรคกว๋อหมินต่างต้องตัดสินใจย้ายเมืองหลวงจากนครหนานจิง ถอยร่นไปอยู่ที่เมืองฉงชิง (จุงกิ่ง) ทางตอนกลางของประเทศแทน ในวันที่ 20 ของเดือนพฤศจิกายน โดยได้ทิ้งทหารไว้รักษานครหนานจิง 100,000 คน และแต่งตั้งให้แม่ทัพถึงเซิงจวื้อ เป็นผู้บัญชาการทหารรักษานครหนานจิง

10 ธันวาคม ค.ศ. 1937

กองทหารซามูไรก็เคลื่อนพลมาถึงชานนครหนานจิง แม่ทัพถังเซิงจวื้อได้ระดมพลยกทัพออกไปต้าน ทว่าหลังจากที่สู้รบกันอยู่ในหลายสมรภูมิได้ราวเพียง 3 วัน กองทัพกว๋อหมินต่างก็ได้ล่าถอยยอมแพ้ต่อกองทัพลูกพระอาทิตย์ ในเวลา 17.00 น. ของวันที่ 12 ธันวาคมนั้นเอง

13 ธันวาคม ค.ศ. 1937

วันแห่งประวัติศาสตร์ของทั้งสองชาติได้ถูกจดจารจารึกไว้ เมื่อกองทหารญี่ปุ่นได้เคลื่อนทัพเข้าสู่ประตูเมืองอันมั่นคงแข็งแกร่ง ที่สร้างมาแต่ครั้งสมัยราชวงศ์หมิงของนครหนานจิงทั้ง 13 ประตู โดยเริ่มเข้าทางประตูจงฮวาเหมินเป็นแห่งแรก และนับจากนั้นไปอีก 6 สัปดาห์ กองทหารญี่ปุ่นก็ได้เริ่มปฏิบัติการเข่นฆ่าหมู่ต่อประชาชนชาวหนานจิงไปถึงกว่า 300,000 คน!!

จากภาพในหอนิทรรศการผสานกับฉากในภาพยนตร์ ทําให้เราเห็นภาพนี้ได้อย่างแจ่มชัดที่กองทหารญี่ปุ่นได้เคลื่อนทัพผ่านเข้ามายังประตูเมืองเหล่านี้ แล้วไล่ฆ่าผู้คนพร้อมจุดไฟเผาบ้านเรือนจนเมืองทั้งเมืองแทบร้างเต็มไปด้วยซากปรักหักพังและขี้เถ้ากองเพลิง ในขณะที่เชงเสียนและเรโกะ ต้องอาศัยอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ เพราะจะเปิดตัวอยู่ข้างชาวจีน ชาวจีนก็รับไม่ได้ จะอยู่ข้างญี่ปุ่น ญี่ปุ่นก็รับไม่ได้เช่นกัน เพราะความเป็นคนญี่ปุ่นของเรโกะ ทําให้คนจีนไม่ยอมรับ เพราะเลือดรักชาติกําลังคุกรุ่นร้อนแรง เมื่อประเทศชาติกําลังถูกญี่ปุ่นย่ำยีรุกราน หรือความเป็นคนจีนของเชงเสียน หัวหน้าครอบครัวก็ต้องประสบภัย เมื่อญี่ปุ่นเข้ายึดครองเมืองได้สําเร็จ และดําเนินการปราบปรามกวาดล้างชาวจีนให้สิ้นซาก

ภาพถ่ายของการเข่น ฆ่า สังหาร จนศพท่วมถมทับดุจกองภูเขาเลากา บางภาพก็ถ่ายให้เห็นศพที่ถูกนําไปกองทิ้งไว้เต็มเกลื่อนบนฝั่งแม่น้ำฉางเจียง (แยงซี) บางภาพก็แสดงถึงการทรมานเพื่อสังหารอย่างเลือดเย็น มองชีวิตเพื่อนมนุษย์ “อีกฝ่ายหนึ่ง” เป็นดังผักปลา จะกระทําย่ำยีบีฑาอย่างไรก็ได้ และภาพอื่น ๆ อีกมากมายอันน่าประหวั่นพรั่นพรึงและสยดสยองในความรู้สึกเป็นยิ่งนัก

ภาพที่สะท้านใจผมมากที่สุดอีกภาพหนึ่งก็คือ ภาพของนายทหารนักฆ่า 2 คน ที่ยืนอย่างมาดมั่นอหังการให้ช่างภาพของหนังสือพิมพ์โตเกียวเดลินิวส์ (Tokyo Daily News) ถ่ายภาพหลังจากในวันนั้น ทั้งสองเพิ่งสังหารหมู่ชาวจีนที่เชิงเขาจื่อจินซานชานนครหนานจิงโดยบินสุเกะ มูไก (Binsuke Mukai) ได้สังหารไป 106 คน ส่วนของอิวา โนดะ (Iwa Noda) ได้คร่าชีวิตไป 105 คน และทั้งสองยังให้สัมภาษณ์อย่างเลือดเย็นอีกว่า การเข่นฆ่ายังจะคงดําเนินต่อไปจนกว่าจะถึงเป้าหมายที่ 150 ชีวิตต่อคนต่อวัน! โอ้พระเจ้า!!!

ในตอนนี้ภาพยนตร์ได้สร้างฉากให้เห็นตอนหนึ่งว่าทําไมชาวจีนจึงถูกสังหารมากถึงเพียงนี้ โดยถ่ายทําฉากนายทหารญี่ปุ่นสั่งฆ่ายิงกราดต่อทหารจีนที่ตกเป็นเชลยศึกรวดเดียวถึงหลายพันคน เพียงเพราะต้องการแก้ปัญหาความลําบากที่จะหาข้าวให้ทหารเหล่านี้ได้กินกัน ที่น่าสลดหดหู่กว่านั้นก็คือ คนจีนที่รอดตายได้หนีกระเสือกกระสนไปหลบภัยอยู่ในเขตปลอดภัยที่หน่วยกาชาดสากลและองค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนจากนานาชาติ ที่ร่วมกันจัดตั้งขึ้นเป็นเขตภัยสงคราม ปลอดอาวุธ และปลอดทหาร บนเนื้อที่ประมาณ 3.8 ตารางกิโลเมตร แต่แออัดยัดเยียดไปด้วยผู้ประสบภัยถึงกว่า 250,000 คน แต่ถึงกระนั้นทหารซามูไรก็ยังไม่หนําใจ นํารถถังบุกเข้าทําลายเขตลี้ภัยสงครามนี้ โดยไม่ฟังเสียงตัวแทนจากนานาชาติที่เข้าขวางกั้น

พวกเขาเหล่านี้บุกเข้าไปก็เพียงเพื่อต้องการปล้น ฆ่า และฉุดคร่ากระทําชําเรา ไม่ว่าจะเป็นสาวแก่แม่ม่ายหรือแม้กระทั่งแต่เด็ก ๆ รวมถึงเชงเสียนและเรโกะ ก็ได้จบชีวิตลงอย่างน่าเศร้า ณ เขตภัยสงครามแห่งนี้ด้วยเช่นกัน เหตุการณ์ในครั้งนี้นี่เองที่ได้ถูกบันทึกไว้ และได้รับการขนานนามว่าเป็นความอัปยศครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของโลกที่เรียกว่า “การกระทําชําเราแห่งหนานจิง” หรือ “The Rape of Nanking”

เลือดของประชาชนและทหารไหลนองไปทั่วลําน้ำหวงผู่ ย้อมมหาธาราฉางเจียงที่ไหลผ่านกลางนครหนานจิงจนแดงฉาน ย้อมแผ่นดินจีนภาคตะวันออกให้กลายเป็นสีเลือด ประวัติศาสตร์หน้านี้ได้ถูกบันทึกไว้ด้วยเลือดสด ๆ ของประชาชาติจีนที่โลกจะไม่มีวันลืมเลือน!!!

ภาพยนตร์เรื่องนี้จบลงเมื่อทหารคนหนึ่งได้พาสาวคนรักซึ่งเป็นครูสอนหนังสือที่อยู่ในสภาพอาการปางตายให้หลบหนีไปได้พร้อมกับเด็ก ๆ ผู้เป็นความหวังแห่งอนาคตอีกจํานวนหนึ่ง นั่งบนเรือสําเภาออกไปสู่ผืนท้องทะเลกว้าง แม้พวกเขาเหล่านั้นยังไม่รู้ถึงจุดหมายว่ากําลังจะมุ่งไปสู่อะไร? หากแต่คันหางเสือเรือสําเภาลํานั้นกําลังฝ่าเกลียวคลื่นอันเชี่ยวกรากมุ่งไปสู่ทิศทางแห่งขอบฟ้าที่มีแสงแห่งอรุโณทัยอันเรื่องรองรออยู่แต่ ณ เบื้องหน้า ก็คงจะพอให้เห็นถึงความหวังของชีวิตที่ยังไม่สิ้นไร้ไม้ตอกไปเสียเลยทีเดียว

Don’t Cry Nanking ได้รุดม่านปิดฉากลงแต่เพียงเท่านั้น หากแต่ชะตากรรมของคนจีนทั้งประเทศยังคงต้องแบกรับกับความยากแค้นอย่างแสนสาหัสของสงครามการต่อต้านผู้รุกรานไปอีกถึงกว่า 7 ปี รัฐบาลกว๋อหมินต่างกับกองกําลังพรรคคอมมิวนิสต์ที่นําโดยเหมาเจ๋อตง ได้ร่วมมือกันเพื่อต่อต้านจักรวรรดินิยมญี่ปุ่น การต่อสู้เกิดขึ้นเกือบทุกสมรภูมิในประเทศจีน

จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1944 ญี่ปุ่นได้เริ่มเพลี่ยงพล้ำในหลายสมรภูมิ เพราะการเปิดศึกหลายด้านและความอ่อนล้าของกองกําลังและหลังจากที่เยอรมนีได้ยอมแพ้ต่อฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างไม่มีเงื่อนไขใน วันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1945 ถัดจากนั้นมาอีก 3 เดือน คือในวันที่ 6 และ 9 สิงหาคม สหรัฐอเมริกาก็ได้ทิ้งระเบิดปรมาณู 2 ลูกลงที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ

15 สิงหาคม ค.ศ. 1945 เวลา 12.00 น.

หลังจากถูกระเบิดนิวเคลียร์ทําลายล้าง 2 เมืองใหญ่ ไปได้ 6 วัน ผู้นําสูงสุดของญี่ปุ่นคือจักรพรรดิฮิโรฮิโตจึงได้ประกาศยอมแพ้สงครามต่อฝ่ายสัมพันธมิตร ประเทศในเอเชียบูรพาทั้งหลายต่างโห่ร้องไชโยกันไปทั่วโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชาวจีนทั้งประเทศ

เติ้งจวอหลิน ภรรยาของเติ้งเสี่ยวผิงได้เคยเล่าให้เหมาเหมา บุตรสาวฟังถึงความปีติลิงโลดใจของกองทหารพรรคคอมมิวนิวต์จีนที่ตั้งกองบัญชาการอยู่ที่เมืองหยานอาน ทางตอนเหนือของมณฑลส่านซี ต่อเหตุการณ์ในครั้งนั้นไว้ตอนหนึ่งว่า

“…ทันทีที่คนทยานอานได้ยินข่าวชัยชนะ ทั่วทั้งภูเขาก้องกระทุ่มไปด้วยเสียงไชโยโห่ร้อง ผู้คนหัวเราะ กระโดดโลดเต้น ตีฆ้องกลองจุดประทัด คนไหนหาประทัดจุดไม่ได้ ก็อุตส่าห์ฉีกเสื้อผ้าหรือฉีกสําลีออกมาจากผ้าห่มเอามาจุดไฟ แสดงความยินดีปรีดา

ทั่วทั้งหยานอาน ทั่วทั้งประเทศจีน พริบตาเดียวกลายเป็นมหาสมุทรแห่งความเริงร่า…”

สงครามต่อต้านจักรวรรดินิยมญี่ปุ่นผู้รุกราน ในช่วง 8 ปีอันขมขื่นที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ ได้จบลงด้วยชีวิตของทหารจีนกว่า 4 ล้านคน และประชาชนจีนบาดเจ็บล้มตายลงอีกกว่า 18 ล้านคน โดยเฉพาะการสังหารหมู่ที่หนานจิงนี้ ถือเป็นตัวแทนแห่งความโหดร้ายและอัปยศที่สุดของ มหาสงครามโลกครั้งที่ 2

มีซากศพที่ถูกขุดค้นพบโดยองค์กรสาธารณกุศลต่าง ๆ นับรวมได้ถึงกว่า 185,000 ศพ ยังไม่รวมถึงอีก กว่า 100,000 ร่างที่ถูกเผาและสูญหายไป เมื่อรวมแล้วจึงคะเนผู้เสียชีวิตได้ราว300,000 คน จะเป็นรองก็เพียงเฉพาะการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวกว่า 6 ล้านชีวิตของนาซีเยอรมันเท่านั้น

ผู้บัญชาการทหารของญี่ปุ่นที่สั่งการสังหารหมู่แห่ง หนานจิงใน 6 สัปดาห์นั้น คือโคโซอูฟู (Kosoufu) ในวัย 66 ปี ได้ถูกตัดสินคดีโดยคณะตุลาการจาก 11 ชาติ ในเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 1947 ให้ประหารชีวิตโดยการยิงเป้าที่ประตูจงฮวาเหมิน ประตูเมืองแห่งแรกที่เขาได้เคลื่อนพลทั้งกองทัพเข้าเหยียบย่ำนคร หนานจิงแห่งนี้ ให้ตกตายไปรับใช้กรรมร่วมกับอาชญากรสงคราม ผู้มีส่วนร่วมในการสังหารหมู่อีก 28 คน ที่ได้ถูกตัดสินให้ประหารชีวิตไปก่อนหน้านี้แล้ว

ผู้กระทําความผิดได้ถูกชดใช้กรรมไปแล้ว แต่เหยื่อผู้บริสุทธิที่ถูกกระทํา และยังมีลมหายใจอีกจํานวนมาก ใครล่ะที่จะชดใช้ความรู้สึกอันเจ็บปวดอย่างทุกข์ทร ทรมานที่พวกเขาได้รับอยู่ บาดแผลทางกายนั้นรักษาได้ไม่ยาก..แต่บาดแผลทางใจนี้สิ จะรักษาได้ฉันใด?

ผมเดินออกจากห้องนิทรรศการนั้นมาด้วยความรู้สึกที่สลดหดหูจนพูดไม่ออกบอกไม่ถูก แล้วเดินไปตามทางขึ้นบันไดไปราว 8 ขั้น แลเห็นกําแพงหินแกรนิตขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “กําแพงร่ำให้” จดจารรายชื่อ 3,000 นามของผู้วายชนม์ ตัวแทนแห่ง 300,000 ดวงวิญญาณที่ถูกปลิดปลงราวใบไม้ร่วงไปจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ที่ด้านหน้ามีผู้นําช่อดอกไม้มาเซ่นสรวงรําลึก ที่ใกล้ ๆ กันนั้นมีเสาหินอ่อนสีขาวที่ด้านบนทําเป็นรูปหลังคาเก๋งศิลปะแบบญี่ปุ่น สลักตัวอักษรไว้ 5 ตัว แปลความได้ว่า “ชดใช้ความผิด เพื่อปลอบขวัญดวงวิญญาณ”

ถัดจากกันมาไม่ไกล มีพวงมาลาที่เขียนตัวอักษรญี่ปุ่นมาวางไว้เพื่อสักการะ ด้านข้างมีแผ่นพับที่ผูกแขวนด้วยเส้นด้ายสีแดง เป็นตัวอักษรภาษาจีนและญี่ปุ่นเขียนไว้ว่า

“จีน-ญี่ปุ่น มิตรภาพอันนิรันดร์กาล ท่าน-เรา ร่วมมือร่วมใจกันสร้างสรรค์

นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 สมาคมมิตรภาพทั้งสองประเทศได้ร่วมกันปลูกต้นเชอร์รี่ที่สวนสาธารณะมิตรภาพแห่งเมืองหวูซี โดยในปีแรกมีมิตรสหายชาวญี่ปุ่น 1,200 คน มาเยี่ยมเยือนประเทศจีน พร้อมนําพันธุ์ต้นเชอร์รี่ 3,000 ต้น มาร่วมปลูกกับชาวจีนและนับจากนั้นมาทุกปี เพื่อนชาวญี่ปุ่นจะมาเยือนที่สวนมิตรภาพแห่งนี้ เพื่อผูกร้อยเป็นเส้นทางแห่งมิตรภาพอันยืนยาวของเราทั้งสองประเทศ

ประเทศจีนมีประชากร 1,200 ล้านคน ญี่ปุ่น 120 ล้านคน (ในขณะนั้น-ผู้เขียน) รวมกันแล้วเท่ากับ 1 ใน 5 ของประชากรโลก ฉะนั้น มิตรภาพของเราทั้งสองประเทศ ย่อมจะรังสรรค์สันติภาพให้แด่มวลมนุษยชาติได้อย่างสถาพรสืบไป”

ส่วนด้านหลังมีบทเพลงที่คีตกวีจีน-ญี่ปุ่น ได้ร่วมกันประพันธ์ขึ้นเพื่อให้นักร้องของทั้งสองประเทศเกี่ยวแขนคล้องใจกันร้องเพื่อสดุดีมิตรภาพอันยืนยาว บทเพลงนี้มีชื่อว่า “นกกระเรียนพันตัวเชื่อมร้อยสายสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น” มีเนื้อร้องในตอนหนึ่งว่า

“เส้นด้ายสีแดง ผูกร้อยดวงใจ ฉันฝากนกกระเรียนพันตัว ไปคล้องในใจของเธอ
นกกระเรียนนํามิตรภาพอันล้ำลึกยิ่งกว่าหัวงท้องมหาสมุทร
โบยบินไปอยู่เคียงข้างกายเธอ เชื่อมร้อยความสัมพันธ์เพื่อเป็นหนึ่งเดียว
เส้นด้ายสีแดง ผูกร้อยดวงใจ ฉันฝากนกกระเรียนพันตัว บินข้ามขอบนภาและปุยเมฆขาว
เพื่ออํานวยพรให้มิตรภาพของเรา ยืนหยัดอย่างยาวนาน ผ่านทุกห้วงฤดูกาล
โบยบินไปอยู่เคียงข้างกายเธอ เชื่อมร้อยความสัมพันธ์เพื่อเป็นหนึ่งเดียว

ดอกเชอร์รี่กําลังบานสะพรั่งอยู่ที่บ้านเธอ ช่วยเสริมสร้างความงาม
เป็นตัวแทนแห่งมิตรภาพความสัมพันธ์ของเราทั้งสองให้เป็นหนึ่งเดียว
ปุยหิมะขาวบนยอดเขาฟูจิที่บ้านฉัน ช่วยเสริมสร้างความงาม
เป็นตัวแทนแห่งมิตรภาพที่คล้องใจฉันและเธอ ให้อยู่ยืนยงไปตราบนิรันดร์กาล”

นี่อาจเป็นเพียงความเพียรพยายามบางส่วนในการ “สมานรอยร้าว เชื่อมความสัมพันธ์” ในระดับขององค์กร เอกชน หรือสมาคมมิตรภาพของชนทั้งสองชาติ ที่ได้พยายามกระทําต่อเนื่องกันมาในระยะเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา

แต่ในระดับที่เป็นทางการแล้ว รัฐบาลญี่ปุ่นยังไม่เคยเอ่ยคํา “ขอโทษ” ต่อเหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ และแบบเรียนประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นฉบับที่ผ่านการอนุมัติ แก้ไขล่าสุด (5 เมษายน พ.ศ. 2548) ก็ยังคงเรียก “เหตุการณ์สังหารหมู่ผู้บริสุทธิ์ 300,000 คนแห่งหนานจิง” นี้ เพียงว่า “เหตุการณ์หนานจิงมีชาวจีนเสียชีวิตเป็นจํานวนมาก” เท่านั้น จนทําให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศในปัจจุบัน ต้องตกต่ำเลวร้ายลงเป็นที่สุดในรอบ 33 ปี นับตั้งแต่ได้ฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกันมา

หรือว่าทางการญี่ปุ่นจะมีแนวความคิดชาตินิยมจนทําให้เรื่องราวทั้งหมดนี้เป็นเพียง “โศกนาฏกรรม ของเผ่าพันธุ์ชาวจีนที่โลกลืม” ดังคําโปรยของภาพยนตร์เรื่องนี้ไปเสียแล้ว?!

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาจากบทความ “Don’t Cry Nanking 1937 อนุสรณ์แห่งความขมขื่น จีน-ญี่ปุ่น” เขียนโดย ปริวัฒน์ จันทร ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับธันวาคม 2548

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 13 ธันวาคม 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...