โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Alita: Battle Angel จากมังงะสู่จอภาพยนตร์

MATICHON ONLINE

อัพเดต 24 ก.พ. 2562 เวลา 02.47 น. • เผยแพร่ 23 ก.พ. 2562 เวลา 20.51 น.
Alita: Battle Angel จากมังงะสู่จอภาพยนตร์

Alita: Battle Angel จากมังงะสู่จอภาพยนตร์

Alita: Battle Angel เป็นโปรเจคท์ในฝันของ เจมส์ คาเมรอน ผู้กำกับหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลของโลกคือ Avatar และ Titanic โดยเขาวางแผนจะดัดแปลงมังงะสุดฮิตของญี่ปุ่น ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในยุค 90 เรื่อง Gunnm ที่เขียนโดย ยูกิโตะ คิชิโระ ตีพิมพ์ ค.ศ. 1900 -1995 ออกมาเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวูดตั้งแต่ปี 2000

แต่ความสำเร็จของ Avatar ที่ออกฉายในปี 2009 ทำให้เขาต้องหันไปทุ่มเทกับหนัง Avatar ที่วางแผนไว้ว่าจะมีภาคต่ออีกสี่ภาคจนถึงปี 2025 ประกอบกับเทคโนโลยีช่วงแรกๆ ยังไม่พัฒนาพอจะตอบโจทย์การสร้างโลกของไซบอร์กสาว Alita ซึ่งเป็นโลกยุคอนาคตในศตวรรษที่ 26 ให้สมบูรณ์แบบได้ การสร้างหนังเรื่องนี้จึงถูกพับเก็บไว้เป็นเวลาหลายสิบปี

โรเบิร์ต รอดริเกซ ผู้กำกับหนังคัลต์ นัวร์ ที่เคยกำกับหนังจากการ์ตูน Sin City หนังเด็กซ่าส์แบบ Spy Kids, Desperado และ Machete เป็นผู้รับไม้ต่อจากคาเมรอน โดยคาเมรอนยังคงเป็นโปรดิวเซอร์และเขียนบทร่วมกับ เลต้า คาโลกริดิส

Alita ฉบับภาพยนตร์ถูกปรับเปลี่ยนไปจากมังงะหลายอย่าง จากการ์ตูนแนวโหดเลือดสาดกระจาย เป็นหนังระดับ PG13 + เพื่อให้เนื้อหารุนแรงน้อยลง เลือดในหนังไม่ใช้สีแดงแต่เป็นสีน้ำเงินเพื่อให้โทนหนังเบาลง

ในเชิงเนื้อหาก็อาจไม่ถูกใจคอมังงะ เพราะเป็นการยากที่จะสรุปหนังสือความยาวขนาด 9 เล่ม ให้ได้ความครบถ้วนในเวลาเพียงแค่สองชั่วโมงกว่าๆ แต่ในแง่ความบันเทิง Alita ตอบโจทย์ให้คนชอบหนังแอคชั่นไม่ผิดหวัง และลุ้นให้มีภาคต่อ

แม้หลายอย่างถูกดัดแปลงไป แต่สิ่งที่คาเมรอนต้องการให้รักษาไว้คือ เอกลักษณ์ดวงตาโตๆ ของ Alita ที่ถูกพูดถึงกันมาก

ใครว่ายังไงไม่รู้ แต่ส่วนตัวมีความเห็นว่า Alita ที่เป็นคอมพิวเตอร์กราฟฟิกทั้งตัว โดยใช้เทคนิค motion picture ควบคุมการเคลื่อนไหว ผ่านการแสดงของโรซา ซาลาซาร์ มีดวงตาที่สื่อความรู้สึกเหมือนคนจริงๆ ได้อย่างน่าดู ทรงพลังในทุกอารมณ์ไม่ว่าจะ ดีใจ เศร้า เสียใจ หรือโกรธ

เรื่องราวของ Alita เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2563 โลกอนาคตอันไกลโพ้นหลังสงครามอวกาศ ที่มนุษย์ ไซบอร์ก และหุ่นยนต์อาศัยอยู่ร่วมกันในเมืองเศษเหล็ก ที่เป็นฐานการผลิตของอุปโภคและบริโภคส่งให้เมืองลอยฟ้าที่ยิ่งใหญ่ชื่อซาเล็ม ดินแดนแห่งความฝันของคนเมืองเศษเหล็กที่อยากขึ้นไปอยู่ โดยผ่านการแข่งขันมอเตอร์บอลที่บอกว่าผู้ชนะจะได้ไปอยู่ที่นั่น

อาลิตา (โรซา ซาลาซาร์) เป็นไซบอร์กที่อิโดะ (คริสตอฟ วอลท์ซ) สร้างขึ้นจากชิ้นส่วนหัวที่มีสมองเป็นมนุษย์ และลำตัวไซบอร์กที่ซาเล็มทิ้งสู่กองขยะโลกเบื้องล่าง เธอฟื้นชีวิตพร้อมทักษะการต่อสู้ที่สูญหายไปแล้ว 300 ปี แต่ไม่เหลือความทรงจำในอดีต

หมออิโดะและฮิวโก้ (คีแอน จอห์นสัน) เพื่อนชายที่สอนให้อาลิตารู้จักความรัก พยายามช่วยเธอให้ค้นหาตัวเอง ในขณะที่เวกเตอร์ (มาเฮอร์ชาลา อาลี) เจ้าพ่อผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของเมืองเศษเหล็ก สั่งเหล่านักล่าค่าหัวที่เป็นไซบอร์กให้กำจัดเธอในการแข่งขันมอเตอร์บอล

เนื้อหาหนังไม่ดาร์กแบบในการ์ตูน แต่งานภาพและสเกลของหนังยิ่งใหญ่ ถ่ายทำด้วย Visual Effect ขั้นเทพ สร้างอาลิตาและโลกยุคไซเบอร์พังค์ได้อย่างสุดล้ำ

ฉากแอคชั่นออกแบบได้สนุกและบันเทิง นอกจากช่วงการแข่งมอเตอร์บอลที่อลังการดุเดือดแล้ว แอคชั่นในร้านเหล้าที่อาลิตาประกาศตัวเป็นฮันเตอร์วอร์ริเออร์ให้นักล่าค่าหัวคนอื่นยอมรับ เป็นฉากต่อสู้ที่สนุกและชวนลุ้น

ตัวละครที่เป็นไซบอร์กและฮันเตอร์วอร์ริเออร์ดีไซน์ได้น่าสนใจ กรูวิชก้า (แจคกี้ เอิร์ล ฮาลีย์) ไซบอร์กร่างยักษ์ที่กรงเล็บเป็นแส้ดาบ ซาปัน (เอ็ด สไครน์ จากหนัง Dead Pool) ไซบอร์กที่มีดาบติดแขน ก็เป็นตัวร้ายที่ดูโหด เป็นตัวละครที่เพิ่มสีสัน ทำให้หนังดิบเถื่อนและชวนติดตาม

ที่น่าเสียดายคือ นักแสดงที่รายล้อมอาลิตา ตั้งแต่ อิโดะ (คริสตอฟ วอลท์ซ) ชิเร็น อดีตภรรยาของอิโดะ (เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี่) และเวกเตอร์ (มาเฮอร์ชาลา อาลี) เป็นดาราระดับออสการ์ทั้งสามคน แต่บทที่ได้รับไม่ค่อยคุ้มกับความเป็นดาราออสการ์สักเท่าไหร่

หนังยังเซอร์ไพรส์คนดูด้วยฉากจบที่เปิดเผยโฉมหน้าตัวร้ายสุดของเรื่องคือ โนวา ซึ่งก็เป็นดาราระดับชิงรางวัลออสการ์หลายครั้งเช่นกัน เป็นใครไปดูกันเอง

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...