ถอดบทเรียนน้ำท่วมญี่ปุ่น: เมืองคุราชิกิกับการเตือนภัยที่ไม่ทันการณ์
เรียบเรียงจาก รอยเตอร์ส
พายุฝนที่พัดรุนแรงทั่วภาคตะวันตกของญี่ปุ่นนี้ทำให้เกิดน้ำท่วมและดินโคลนถล่มที่รุนแรงที่สุดในรอบ 36 ปี คร่าชีวิตผู้คนกว่า 200 คน และยังมีผู้สูญหายอีกกว่า 12 คน โดยเขตมาบิถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ประสบภัยพิบัติรุนแรง มีผู้เสียชีวิตในเมืองคุราชิกิถึง 51 ราย และพื้นที่กว่า 1 ใน 4 ของเมืองมีระดับน้ำท่วมสูงถึง 4.8 เมตร หรือประมาณ 16 ฟุต
บทสัมภาษณ์จากชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ของทางการและผู้เชี่ยวชาญต่างนำมาสู่การร่วมถอดบทเรียนถึงสาเหตุความล้มเหลวที่ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นไม่หยุดยั้งนี้ว่า เป็นเพราะบรรดาแผนการควบคุมสถานการณ์น้ำท่วมได้ดีเลย์ไปหลายทศวรรษ ชาวบ้านมักไม่ใส่ใจต่อคำเตือนความเสี่ยงน้ำท่วม และคำสั่งอพยพจากทางการก็ประกาศก่อนเพียงไม่กี่นาทีที่เขื่อนแตกและมีผลให้น้ำท่วมหนัก
*“ถ้าหากพวกเขาเริ่มดำเนินการป้องกันเร็วกว่านี้สัก 4-5 ปี เรื่องน้ำท่วมนี้ก็คงจะไม่เกิดขึ้น” *อาคุทากาว่า กล่าวถึงแผนการป้องกันน้ำท่วมที่ได้รับการอนุมัติเมื่อปี 2010 และมีการดำเนินการก่อสร้างในฤดูกาลใบไม้ร่วงปีนี้ แม้ว่าบรรดาเจ้าหน้าที่ของเมืองคุราชิกิจะสอบถามไปยังกระทรวงที่ดินของญี่ปุ่นทุกปีตั้งแต่ปี 2005 ก็ตาม
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของเมืองคุราชิกิไม่ได้กล่าวโทษต่อรัฐบาลกลางของญี่ปุ่นสำหรับความล่าช้าที่เกิดขึ้น “กระทรวงที่ดินของญี่ปุ่นต้องรับเรื่องราวมากมายจากทั่วทั้งญี่ปุ่นและพวกเขาก็ได้ตัดสินใจแล้ว แน่นอนว่าเราก็หวังว่าปัญหาแม่น้ำของเรานี้จะได้รับการคัดเลือกในเร็ววัน” ฮิโรชิ โคโนะ เจ้าหน้าที่กู้ภัยฉุกเฉินเมืองคุราชิกิ กล่าว
ฮิโรชิ ยามาอุจิ เจ้าหน้าที่กระทรวงที่ดินของสำนักพัฒนาภูมิภาคชูโงกุในฮิโรชิมา บอกกับรอยเตอร์สว่า องค์กรของตนได้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเหมาะสมแล้ว เนื่องจากสเกลงานแม่น้ำมีขนาดใหญ่ จึงมักใช้ระยะเวลาหลายปีในการดำเนินงาน
ยุคสมัยแห่งการดีเลย์
อิซาโอะ อะคุทากาว่า ชาวบ้านในเขตมาบิ เมืองคุราชิกิ วัย 79 ปี ผู้ย้ายเข้ามาอาศัยในเมืองนี้เมื่อ 45 ปีที่แล้ว บอกเล่าถึงเหตุผลที่เลือกมาสร้างบ้านและครอบครัวที่นี่ว่า เนื่องจากที่ดินในเขตมาบิมีราคาถูกและไม่ไกลจากตัวเมืองคุราชิกิมากนัก จึงสามารถขับรถไปทำงานในเมืองได้ เขาปลูกบ้านขึ้นติดกับนาข้าว ซึ่งห่างจากแม่น้ำโอดะกาว่าประมาณ 2 กิโลเมตร และเคยได้ยินว่าที่นี่เกิดน้ำท่วมเมื่อหลายปีก่อน แต่เขากลับไม่ได้ใส่ใจมากนักจนกระทั่งนักการเมืองท้องถิ่นเริ่มเตือนประชาชนในเมืองอย่างจริงจังว่าที่นี่จะเกิดน้ำท่วมอีกในอนาคต
“พวกเขาบอกเรามาหลายปีแล้วว่าเขื่อนจากแม่น้ำโอดะกาว่าอาจจะแตกได้” อะคุทากาว่า เล่าขณะกำลังวิดน้ำโคลนออกจากพื้นห้องนั่งเล่น ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา หลังจากฝนตกหนักและเขื่อนไม่สามารถรับปริมาณน้ำไหว ทำให้เขื่อนแตกในที่สุด
บรรดาชาวบ้านสูงอายุซึ่งย้ายเข้ามาอาศัยในเขตมาบิหลังน้ำท่วมปี 1972 และ 1976 ต่างเคยได้ยินคำเตือนเรื่องน้ำท่วม แต่พวกเขาก็ไม่เคยพบระดับน้ำสูงกว่าหัวเข่าแม้แต่ครั้งเดียว แต่อย่างไรก็ตาม มีการเรียกร้องให้ปรับปรุงระบบการป้องกันน้ำท่วมเสมอมากว่าทศวรรษ
ย้อนกลับไปเมื่อประมาณปี 1968 มีการเรียกร้องให้สร้างฝายหรือเขื่อนเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วม แต่ก็มีเสียงคัดค้านจากประชาชนที่อาศัยทางตอนใต้ของแม่น้ำโอดะกาว่าไม่ให้สร้างแหล่งกักเก็บน้ำ เนื่องจากกังวลปัญหาขาดน้ำอุปโภค
ข้อมูลงบการเงินที่ใช้สำหรับโครงการสาธารณะระบุว่า ในช่วง 20 ปีหลังมานี้ รัฐบาลญี่ปุ่นเจียดเงินให้กับทั่วประเทศในการพัฒนาปรับปรุงงานสาธารณะลดลง 60 % โดยปรงบประมาณ 1999 สูงสุดถึง 14.9 ล้านล้านเยน ขณะที่ปังบประมาณปัจจุบันเหลือที่ 6 ล้านล้านเยน ทั้งนี้ ในปี 2014 รัฐแบ่งเงิน 28 ล้านเยนสำหรับแผนงาน 30 ปี ซึ่งรวมถึงโครงการแม่น้ำโอดะกาว่าด้วย
แผนที่เตือนภัยพิบัติ
เมืองคุราชิกาไม่ต่างจากเมืองเทศบาลอื่นๆ ในญี่ปุ่น ที่ต้องเขียน “แผนที่เตือนอันตราย” หรือ แผนที่ระบุพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ดินสไลด์ ภัยพิบัติต่างๆ และศูนย์เตือนภัย ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายปี 2005
2 ปีที่แล้ว เมืองคุราชิกิได้จัดทำร่างแผนที่ดังกล่าวและได้มีการตรวจสอบความถูกต้องของพื้นที่ แต่กลับมีปัญหาสองประการคือ หนึ่ง เป็นการจำลองปริมาณฝนที่จะเกิดในบริเวณกว้าง ไม่ใช่ฝนที่จะตกหนักในพื้นที่แคบๆ ณ บริเวณใดบริเวณหนึ่ง และสอง ชาวบ้านไม่ให้ความสนใจกับแผนที่เตือนภัยเท่าที่ควร เนื่องจากภูมิภาคนี้มักไม่ค่อยมีฝนตก แต่เป็นที่รู้จักกันว่าเป็น “ดินแดนแสงอาทิตย์”
ไม่ทันเวลา
ปี 2015 กระทรวงที่ดินของญี่ปุ่นชูนโยบายการรับมือภัยพิบัติที่ดีขึ้น ซึ่งรวมถึงการเทรนความรู้ผู้มีอำนาจในท้องถิ่นให้รู้ทันภัยพิบัติ สามารถแจ้งตือนชาวบ้านได้ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด แต่ทว่าคำแนะนำและคำสั่งอพยพเหล่านั้นก็ถูกทิ้งไว้กับบรรดาผู้มีอำนาจท้องถิ่น
คาโอริ อิโตะ นายกเทศมนตรีเมืองคุราชิกิประกาศคำสั่งให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ทางใต้ของแม่น้ำอพยพเมื่อเวลา 23.45 น. และมีการประกาศผ่านเครื่องขยายเสียง เตือนผ่านโทรศัพท์ โทรทัศน์และวิทยุ เมื่อเวลา 1.30 น. ของวันถัดมา สำหรับชาวบ้านที่อยู่ทางเหนือของแม่น้ำให้อพยพหาที่อยู่ชั่วคราว ทว่าคำสั่งอพยพเหล่านี้ประกาศล่วงหน้าการยืนยันว่าเขื่อนแตกในครั้งแรกเพียง 4 นาทีเท่านั้น
อะซึชิ ยามาชิตะ ผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่อาศัยในเมืองคุราชิกิ กล่วว่า “ภัยพิบัติแบบนี้อาจเกิดขึ้นอีกได้ในอนาคตอันใกล้นี้ และภรรยาของผมไม่อยากที่จะอาศัยในเมืองนี้อีกแล้ว”