โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิเคราะห์หุ้น PTTGC กับภารกิจรุกปิโตรเคมีเต็มสูบ

Wealthy Thai

อัพเดต 10 ส.ค. 2566 เวลา 03.22 น. • เผยแพร่ 13 พ.ค. 2564 เวลา 09.47 น. • This’s Alano

กลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ ในแต่ละบริษัทก็ต่างมีมาตรการที่แตกต่างกันของไป อย่าง PTTGC ก็เช่นกันที่ได้ปรับพอร์ตธุรกิจ หันมามุ่งเน้นในธุรกิจหลักกลุ่มปิโตรเคมี ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายในการเป็นแกนนำธุรกิจเคมีภัณฑ์ (Chemical Flagship) ของกลุ่ม PTT
หากย้อนกลับไปดูไทม์ไลน์ พบว่า ก่อนหน้านี้ PTTGC ได้ทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดของ บริษัท วีนิไทย จำกัด (มหาชน) หรือ VNT จำนวน 889,154,755 หุ้น หรือคิดเป็น 75.02% ของหุ้นที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของ VNTในราคาเสนอซื้อหุ้นละ 39 บาท โดยบริษัทฯ ประสานงานร่วมกับ AGC Inc. ในการดำเนินการ ซึ่ง AGC Inc. (ผู้ถือหุ้นรายใหญ่) ได้แสดงเจตนาที่จะไม่ขายหุ้นสามัญที่ถืออยู่ทั้งหมดใน VNT ที่ AGC Inc. จำนวน 696,663,509 หุ้น หรือคิดเป็น 58.78% ดังนั้น จำนวนหุ้นสามัญของ VNT ที่ PTTGCจะต้องรับซื้อจากผู้ถือหุ้นอื่นของ VNTจะมีจำนวนทั้งหมด 192,491,246 หุ้น หรือคิดเป็น 16.24% ของหุ้นที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด
หลังจากนั้น PTTGC ก็มีแผนเพิกถอน VNTออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดย PTTGCและ AGC Inc. มีแผนที่จะสนับสนุนการควบบริษัทระหว่าง VNT กับบริษัท ไทยอาซาฮี เคมีภัณฑ์ จำกัด (“AGC-TH”) (ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ AGC Inc. ) เพื่อเกิดเป็นบริษัทใหม่ โดยบริษัทอาจพิจารณาซื้อหุ้นเพิ่มทุนในบริษัทใหม่ ตามจำนวนและราคาของหุ้นเพิ่มทุนที่จะได้พิจารณาต่อไป โดย PTTGC และ VNT มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกันมาตั้งแต่ปี 49 ซึ่ง VNTซื้อวัตถุดิบในการผลิต PVC จาก PTTGC
ล่าสุดรายงานไตรมาส 1/64 มีกำไรสุทธิ 9,694.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 8,784.11 ล้านบาท โดยบริษัทรับรู้ผลกำไรจากสต๊อกน้ำมัน และการกลับรายการมูลค่าสุทธิที่จะได้รับของสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (Stock Gain Net Reversal of NRV) เป็นกำไรรวม 2,296 ล้านบาท
ทั้งนี้งวดไตรมาส 1/64 มีรายได้จากการขายรวม 101,864 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 16% จากไตรมาส 4/63 และเพิ่มขึ้น 9% จากไตรมาส 1/63 เป็นผลมาจากราคาขายของทุกผลิตภัณฑ์ที่ปรับขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง จากอุปสงค์ของผลิตภัณฑ์ตามสภาพเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น และราคาน้ำมันดิบดูไบที่ปรับเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกันบริษัท มีปริมาณการขายเพิ่มขึ้น จากแผนการปิดซ่อมบำรุงตามแผนที่น้อยกว่าในไตรมาส 1/63 ทำให้บริษัท มีกำไรจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมผลกำไรจากสต๊อกน้ำมันและการกลับรายการมูลค่าสุทธิที่จะได้รับของสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ ผลขาดทุนทางบัญชีจากอัตราแลกเปลี่ยน ผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์เพื่อประกันความเสี่ยง และรายการพิเศษอื่น ๆ) ในไตรมาส 1/64 อยู่ที่ 8,769 ล้านบาท โดยบริษัทฯ มี Adjusted EBITDA ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 14,108 ล้านบาท
มุมมองนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า จากการให้ข้อมูลเพิ่มเติมของผู้บริหาร ดีลนี้จะมีประโยชน์ต่อ PTTGC 1.ผลิตภัณฑ์หลักของ VNT คือ PVC มีความต้องการที่แข็งแกร่งและ Supply จำกัดจากผู้ผลิตน้อยราย
2.เพิ่มช่องทางการขาย Ethylene (วัตถุดิบสำหรับผลิต PVC) ให้มากขึ้นและขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น Caustic Soda, Chlorine & Derivatives, และ Bio-based ECH ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของ VNT นอกจากนั้น ยังเพิ่มโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในเวียดนามซึ่งเป็นฐานธุรกิจของกลุ่ม AGC Inc. อีกด้วย
และประเด็นล่าสุด PTTGC จะขายหุ้น 12.73% ของทุนชำระแล้วของ GPSC ให้กับ PTTคิดเป็นสัดส่วน 10.82% และ SMH คิดเป็นสัดส่วน 1.91% โดย SMH มี PTT เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ซึ่งการขายหุ้น GPSC ดังกล่าวในราคาหุ้นละ 71 บาท มูลค่ารวมราว 25,126 ล้านบาท อย่างไรก็ตามการจำหน่ายหุ้นดังกล่าว ทาง PTTGC บอกว่า เป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของ บริษัทซึ่งมุ่งเน้นในธุรกิจหลักในกลุ่มปิโตรเคมี และสอดคล้องกับนโยบายในการเป็นแกนนำของ ธุรกิจเคมีภัณฑ์ (Chemical Flagship) ของกลุ่ม PTT
โดยผู้บริหารได้ออกมาเปิดเผยว่า ดีลดังกล่าว เพื่อเตรียมไว้สำหรับการขยายการลงทุน โดยเฉพาะการร่วมทุน และซื้อกิจการ (M&A) ที่เคยเจรจาไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นธุรกิจเกี่ยวกับ high-performance polymers โดยเป็น Global Company เพื่อต่อยอดธุรกิจของบริษัทให้เติบโตขึ้น
นอกเหนือจากทั้ง 2 บริษัทที่ดังกล่าวแล้ว PTTGC ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ GGC หรือ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) โดยภาพรวมข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 01 มี.ค. 2564 มีสัดส่วนการถือหุ้นที่ระดับ 72.29% ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยมีผลิตภัณฑ์ คือ เมทิลเอสเทอร์ แฟตตี้แอลกอฮอล์ กลีเซอรีนบริสุทธิ์ และผลิตภัณฑ์พลอยได้หลายประเภท

โครงสร้างรายได้ของ PTTGC ณ สิ้นปี 2563

จากกราฟดังกล่าวพบว่า ณ ไตรมาส 1/64 มีสัดส่วนรายได้จากผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและสาธารณูปการสูงถึง 38% ตามด้วยผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่่อง อยู่ที่ระดับ 33% ขณะที่ผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ อยู่ที่ 11% ส่วน Performance Materials and Chemicalsที่ระดับ 15% และอีก 4% มาจาก ผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม

จุดเด่น PTTGC

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด บอกว่า PTTGCเป็นแกนนำธุรกิจเคมีภัณฑ์ของกลุ่ม ปตท. นอกจากนี้ PTTGC ยังเป็นผู้ผลิตปิโตรเคมีที่ใช้ก๊าซอีเทนเป็นวัตถุดิบตั้งต้นรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นแบบครบวงจร และมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายครอบคลุมสารไฮโดรคาร์บอนทุกประเภท อีกทั้งยังเข้าลงทุนในธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม (green chemical) ด้วย ในขณะที่ผลผลิตเอทิลีนจากโรงแครกเกอร์กำลังการผลิต 2.4 ล้านตัน/ปี ส่วนใหญ่ถูกนำมาใช้ภายในเพื่อผลิตโพลีเอทิลีน 1.5 ล้านตัน/ปี แต่บริษัทก็จัดส่งโพรพิลีนให้กับลูกค้าตามสัญญา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทอื่นๆ ภายใต้กลุ่ม ปตท.
นอกจากนี้ PTTGC ยังดำเนินธุรกิจกลั่นน้ำมัน กำลังการผลิต 280,000 บาร์เรล /วัน ซึ่งประกอบด้วยโรงกลั่นทั่วไป กำลังการผลิต 145,000 บาร์เรล/วัน และหน่วย condensate residual splitter กำลังการผลิต 135,000 บาร์เรล/วัน จากโรงงานอะโรเมติกส์ ที่ส่งผลทำให้บริษัทมีผลผลิตปิโตรเคมีรวม 9.25 ล้านต้น/ปี
PTTGC ขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ของบริษัทสู่ผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์เอทินออกไซด์ (El) และเอทินไกลคอล (EG) รวมถึงฟินอล และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ PTTGC ยังเข้าลงทุนในธุรกิจเคมีภัณฑ์ชีวภาพ ซึ่งใช้น้ำมันปาล์มดิบและน้ำมันเมล็ดในปาล์มดิบเป็นวัตถุดิบตั้งต้นหลักเพื่อผลิตเมทิลเอสเตอร์ (ไบโอดีเซล) และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ธุรกิจนี้ ดำเนินการภายใต้ GGC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ PTTGC

แนวโน้มธุรกิจ

แนวโน้มผลประกอบการของ PTTGC จะปรับตัวดีขึ้นในปี 2564 จากฐานต่ำในปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่กำไรได้รับผลกระทบจากสงครามราคาน้ำมันและอุปสงค์ที่ชะลอตัวลงในช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-19 เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อ PTTGC เพราะส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์สายโอเลฟินส์แข็งแกร่งและมาร์จิ้นของธุรกิจอะโรเมติกส์และธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันดีขึ้น เมื่อรวมกับการเริ่มเดินเครื่องกำลังการผลิตโอเลฟินส์ใหม่ของโครงการ ORP ในไตรมาส 2/64 เราคาดว่าผลประกอบการจะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง
โดยได้รับปัจจัยหนุนจากธุรกิจโอเลฟินส์ที่จะช่วยสนับสนุนกำไรในปีนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเกิดจากความยืดหยุ่นในการเลือกใช้วัตฤดิบ และแผนคงอัตราการใช้กำลังการผลิตสูงสุดเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากสภาวะตลาดที่ดี การขยายธุกิจสู่ผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษและผลิตภัณฑ์ไซเคิลเพิ่มมากขึ้นจะช่วยลดความผันผวนของกำไรเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่เป็น commodity gradeโดยคาดปี 2564 จะรายงานกำไรสุทธิ 12,690 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิราว 200 ล้านบาท

PTTGC จะมีกำไรจากการขาย GPSC ราว 8.6 พันล้านบาท

มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด บอกว่า จาก Analyst Meeting ได้รับข้อมูลจากผู้บริหารว่า การขายหุ้น GPSC เป็นการปรับพอร์ตการลงทุน โดย PTTGC จะเน้นธุรกิจปิโตรเคมีปลายน้ำมากขึ้น ซึ่งตั้งเป้าจาก 10% เป็น 25% ภายในปี 73 เนื่องจากมี EBITDA Margin ที่ดีกว่าเดิม 5-10% และทำให้สามารถนำเงินที่ได้ไปลงทุนต่อยอดของบริษัทต่อได้ โดย ROE ของธุรกิจไฟฟ้าอยู่เพียง 8-10% ในขณะที่ ROE ในธุรกิจปิโตรเคมีอยู่ที่ 12-13%
ทั้งนี้ ประเมินว่า PTTGC จะมีกำไรจากการขาย GPSC ราว 8.6 พันล้านบาท (ต้นทุนตามหมายเหตุประกอบงบที่ 35.50 บาทต่อหุ้น) ซึ่งจะบันทึกในงบไตรมาส 2/64 และคาดว่ากำไรที่จะได้จากการขาย GPSC จะทำให้ Dividend ในปีนี้เพิ่มขึ้น โดย PTTGC จะเหลือสัดส่วนการถือหุ้นใน GPSC ราว 10% และจะรับรู้เป็น Dividend Income
“เรามีมุมมองเป็นกลางในแผนการปรับโครงสร้างของ PTTGC และ PTT เกี่ยวกับการถอนการลงทุนของ GPSC PTTGC จะมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจเคมีภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงมากขึ้นซึ่งช่วยเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนเมื่อเทียบกับธุรกิจไฟฟ้า เราคาดว่ากำไรหลักจะปรับตัวดีขึ้นอย่างแข็งแกร่งในไตรมาส 1/64 แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 75.00 บาท”บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าว
ขณะที่มุมมองของบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด มองว่า การปรับสัดส่วนครั้งนี้ จะเป็นการปรับปรุงบริษัทและโครงสร้างผู้ถือหุ้นภายในกลุ่ม ในช่วงไตรมาส 3/63 TOP ได้ขายสัดส่วนผู้ถือหุ้นให้แก่ PTT เช่นกัน GPSC จะยังเป็นผู้ให้บริการไฟฟ้าและไอน้ำรายหลักให้แก่ PTTGC ต่อ
และ PTTGC จะยังถือสัดส่วนใน GPSC ราว 10% ฝ่ายบริหารยังคงอยากรักษาสิทธิในการร่วมตัดสินใจการดำเนินงานสำคัญๆ เพื่อให้การดำเนินงานมั่นคง โดยฝ่ายบริหารวางแผนเก็บเงินสด 2.51 หมื่นล้านบาท สำหรับการลงทุนในอนาคต PTTGC คาดจะเพิ่มการลงทุนในธุรกิจเคมีภัณฑ์จากเดิม 10% เป็น 20% แนะนำ “ซื้อ” มูลค่าเหมาะสมที่ 75.00 บาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...