โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

แถลงด่วน!!อธิบดีค้าภายใน แจงอนุญาตส่งออกหน้ากากอนามัยเพียง12.7ล้านชิ้น ฟ้องแล้วข้อมูลคาดเคลื่อน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 12 มี.ค. 2563 เวลา 09.13 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. 2563 เวลา 07.06 น.

ที่กระทรวงพาณิชย์ เวลาประมาณ 11.00 น. วันที่ 12 มีนาคม นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน(คน.) เปิดแถลงข้อเท็จจริงการส่งออกหน้ากากอนามัย ว่า จากการเปิดเผยตัวเลขการส่งออกหน้ากากอนามัยไปยังต่างประเทศ จากการพิจารณาเบื้องต้น พบว่ามีความคลาดเคลื่อนไปมาก เพราะหากจากดูเวลาการประกาศควบคุมการส่งออกกระทรวงพาณิชย์ คุมการส่งออกช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563 หากเป็นการส่งออกก่อนหน้านี้ยังถือว่าเป็นการส่งออกในการค้าปกติ และยังไม่พบปัญหาไวรัสโควิด-19 รุนแรง ขณะที่ตัวเลข 330 ตัน เท่ากับจำนวนชิ้นหน้ากากถึง 80 ล้านชิ้น ซึ่งความเป็นไปได้ยากมาก อีกทั้ง พิกัดการส่งออกนั้น เป็นพิกัดที่ผสมหรือรวมหลายสินค้า หากดูเฉพาะหน้ากากสีเขียวที่มีการจำกัดจะถูกแยกไม่ได้รวมกัน

นายวิชัย กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าหน้ากากอนามัยในประเทศมีมากถึง 71 ชนิด หากดูเฉพาะชนิดที่ห้ามส่งออก จะเป็นชนิดที่รัฐบาลให้ความสำคัญและประเทศไทยใช้เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งการพิจารณาการส่งออกต้องผ่านคณะกรรมการและเงื่อนไขที่กำหนด เช่น มีลิขสิทธิ์ มีทรัพย์สินทางปัญญาและเป็นชนิดหน้ากากที่ไม่ใช้ภายในประเทศ โดยคณะกรรมการพิจารณาและอนุญาตให้มีการส่งออกไปได้นั้นมีแค่อยู่ในช่วงวันที่ 17-28 กุมภาพันธ์ 2563 ส่วนการขออนุญาตส่งออกเดือนมีนาคม 2563 ที่มีขอยื่นขอมา 53 ล้านตัน ยังไม่มีการพิจารณาใดๆ อีกทั้งกรมได้มีการปฏิเสธและไม่ให้อนุญาตส่งออกที่มีถึง 41 ล้านชิ้น มีอนุญาตเพียง 12.7 ล้านชิ้นซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของประเทศผู้สั่งผลิต ส่วนที่เหลือ 41 ล้านชิ้นบ้างส่วนถอนตัว ขณะที่การนำเข้าปัจจุบันเหลือเพียง 9 แสนชิ้น จากอดีตสามารถนำเข้าได้ 16 ล้านชิ้นต่อเดือน

นายวิชัย กล่าวว่า สำหรับการเพิ่มจำนวนหน้ากากอนามัยนั้น ขณะนี้ได้รับชี้แจงจาก 11 โรงงานว่าสามารถเพิ่มสายการผลิตจาก 1.2 ล้านชิ้น/วัน เป็น 1.56 ล้านชิ้น/วัน จากรับสายการผลิตจากปรับจากมาผลิตหน้ากากแถบสีเขียว ทำให้ปริมาณการจัดสรรไปยังหน่วยงานต่างๆเพิ่มขึ้น เช่น ในส่วนของโรงพยาบาลในทุกสังกัด จะเพิ่มขึ้นจาก 7 แสนชิ้นต่อวัน เป็น 8 แสนชิ้นต่อวัน

ขณะที่กระจายผ่านค้าปลีก ประชาชนทั่วไปจากเดิม 5 แสนชิ้น เป็น 7.6 แสนชิ้น ขณะที่กระแสข่าว หน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้นหรือ มีการสต๊อกหรือขายแพงขนาดนี้ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นนั้นยังไม่พบจำนวนดังกล่าว ที่พบคืออยู่ที่ 10,000 ชิ้นและดำเนินการตรวจสอบและแจ้งข้อกล่าวหาไม่ดำเนินการแจ้งสต๊อกไป

ผู้สื่อข่าวรายงานในวันเดียวกันนี้ เวลา 10.00 น. นายวิชัย ได้เดินทางไปยังกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ณ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เพื่อแจ้งความดำเนินคดี ในข้อหาการหมิ่นประมาทโดยการประชาสัมพันธ์ เพราะเอาข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงมาออกสื่อ ทำให้กรมการค้าภายใน ได้รับความเสียหาย กับนายชัยยุทธ คำคูณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร ที่รายงานการส่งออกหน้ากากอนามัยในเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2563 ว่า มีการส่งออกหน้ากากอนามัยกว่า 330 ตัน คิดเป็นมูลค่า 160 ล้านบาท โดยเป็นการให้ส่งออกหน้ากากอนามัย ตามใบอนุญาตของกรมการค้าภายใน

นายวิชัย กล่าวภายหลังว่า ข้อมูลดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อน เพราะหลังจากมีการประกาศให้หน้ากากอนามัยเป็นสินค้าควบคุมและไม่ได้อนุญาตให้มีการส่งออกแล้ว ยกเว้นกรณีที่หน้ากากอนามัยที่ไม่ใช้ในไทยและหน้ากากที่มีลิขสิทธิ และมีเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งมียื่นขออนุญาตส่งออก รวม 53 ล้านชิ้น แต่คณะกรรมการพิจารณาให้ส่งออกได้เพียง12.7ล้านชิ้น ซึ่งจำนวนการส่งออกจะสำแดงเป็นชิ้น ไม่ใช่คิดเป็นปริมาณตัน

“หากผู้ให้ข่าว ไม่มั่นใจในข้อมูล ควรสอบถามมายังกรมการค้าภายในก่อน เพื่อไม่ให้เกิดประเด็นคลาดเคลื่อน ขณะนี้หากมีเรื่องของหน้ากากอนามัยมัย จะประเด็นขึ้นทันที พร้อมยืนยันว่า ดำเนินการครั้งนี้เพื่อรักษาเกียรติของกรมการค้าภายใน และดำเนินคดีภายใต้กรมการค้าภายใน และยื่นยันว่าเรื่องนี้ ไม่ได้ไปโยงกับประเด็นทางการเมือง เพราะเป็นเรื่องในแนวทางปฎิบัติที่กรมฯ รับผิดชอบ แต่หากใครจะตำหนิส่วนตัวก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นเรื่องของกรมจึงยอมไม่ได้ และอยากให้สังคมรับรู้ความถูกต้องเท่านั้น พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มีความบาดหมางหรือรู้จักเป็นการส่วนตัว หรือมีความแค้นส่วนตัว แต่เป็นการดำเนินเพื่อรักษาเกียรติของกรมการค้าภายใน ส่วนตัวไม่มีความจำเป็นต้องไปเคลียร์กับโฆษกกรมศุลกากร เพราะผมไม่ได้ทำผิด ” นายวิชัย กล่าว

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าว่า สถิติการจับกุมดำเนินคดีผู้กระทำความผิดถึงวันที่ 11 มีนาคม 2563 มีการจับกุมดำเนินคดีรวม 123 ราย แบ่งเป็นการจับกุมในเขตกรุงเทพฯ 82 ราย และในต่างจังหวัด 41 ราย นอกจากได้จับกุมคนขายหน้ากากอนามัยแพงอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศกระทรวงยังได้ตรวจสอบจับกุมผู้กระทำความผิดขายเจลล้างมือและแอลกอฮอล์ล้างมือที่เป็นสินค้าควบคุมในข้อหาขายแพงเกินสมควร อีก 2 คดี ที่นครปฐม 1 คดี และปทุมธานี 1 คดี ส่วนผลการจับกุม ณ วันที่ 11 มีนาคม จำนวน 8 ราย ดังนี้ กรุงเทพฯ 2 ราย โดยเป็นการล่อซื้อและจับกุมผู้ค้า Online บน Platform Lasada ที่กระทำผิดในข้อหาขายเกินราคาควบคุมและข้อหาขายแพงเกินสมควรทั้ง 2 ราย ซึ่งได้มีการดำเนินคดีกับ Lasada ที่เป็น Platform การค้าออนไลน์ด้วย

ในต่างจังหวัด 6 ราย ได้แก่ นครสวรรค์ 1 ราย พระนครศรีอยุธยา 1 ราย เชียงใหม่ 1 ราย นครปฐม 1 ราย โดยเป็นผู้ค้า Online บน Platform Lasada ซึ่งถูกดำเนินคดีด้วย และปทุมธานีอีก 2 ราย โดยทั้งหกรายเป็นการกระทำผิด ทั้งในข้อหาไม่ปิดป้ายแสดงราคาขายหน้ากากอนามัย ข้อหาขายหน้ากากอนามัยเกินราคาควบคุม และในจำนวนนี้เป็นการจับดำเนินคดีกับผู้ขายแอลกอฮอล์แพงเกินสมควรด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้กำชับให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศเข้มงวดตรวจสอบจับกุมผู้ค้าหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือ ทั้งร้านค้าปกติและร้านค้าผ่านออนไลน์ ในพื้นที่รับผิดชอบอย่างเข้มงวด สำหรับโทษที่ผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ในข้อหาขายเกินราคาควบคุม จะได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท ข้อหาไม่ปิดป้ายแสดงราคาขายมีอัตราโทษปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท ในข้อหาขายแพงเกินสมควรมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาท และหากเป็นผู้นำเข้าหรือตัวแทนจำหน่ายก็ต้องแจ้งปริมาณการถือครองสินค้าต่อกรมการค้าภายใน หากฝ่าฝืนจะมีความผิดซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท ด้วย หากพบเห็นผู้กระทำผิด โปรดแจ้งข้อมูลและหลักฐานมายัง สายด่วน 1569 หรือสื่อโซเชียลของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...