แพทย์แจงแล้ว ทำไมไม่ให้ "ฟาวิพิราเวียร์" ผู้ป่วยโควิดทุกราย
กรมการแพทย์ แจงเกณฑ์ให้ “ยาฟาวิพิราเวียร์” ผู้ป่วยโควิดกลุ่มสีเขียว กรณีมีอาการเล็กน้อย หรือไม่มีอาการ แต่มีโรคร่วมหรือปัจจัยเสี่ยงเท่านั้น ยันไม่หว่านแห หวั่นเชื้อดื้อยา-ตับอักเสบ และปัจจุบันมียารักษาแค่ตัวเดียว
วันที่ 6 พ.ค. ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงแนวทางการรักษาผู้ป่วยโควิด19 ว่า เนื่องจากมีกระแสข่าวสร้างความสับสนเรื่องการรักษาผู้ป่วยโควิด19 โดยเฉพาะเรื่องของการให้ยาฟาวิพิราเวียร์
ล่าสุดได้มีการประชุมหารือเกี่ยวกับแนวทางการรักษาผู้ป่วยโควิด19 เมื่อสัปดาห์ก่อน จากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด ทั้งจากโรงเรียนแพท ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด แพทย์จากโรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี สมาคมโรคติดเชื้อ ฯลฯ โดยเฉพาะเกณฑ์การให้ยาฟาวิพิราเวียร์ ซึ่งสรุปได้ดังนี้
1.กรณีผู้ติดเชื้อยืนยัน ที่ไม่มีอาการ และไม่มีโรคร่วมจะไม่มีการให้ยารักษาเฉพาะ
2.กรณีผู้ติดเชื้อยืนยัน และมีอาการเล็กน้อย หรือไม่มีอาการ แต่มีโรคร่วม หรือปัจจัยเสี่ยง จากเดิมจะยังไม่ให้ยา เป็นการรักษาตามอาการ แต่แนวทางใหม่เมื่อมีอาการเล็กน้อย หรือไม่มีอาการแต่มีปัจจัยเสี่ยง สามารถให้ยาต้านไวรัสหรือฟาวิพิราเวียร์ได้เลย ตามดุลยพินิจของแพทย์
“ซึ่งหมายถึงว่าต่อไปนี้ ถ้ามีอาการเล็กน้อย แพทย์ดูแล้วไม่วางใจ จะมีหรือไม่มีโรคร่วมก็สามารถให้ยาได้เลย หรือไม่มีอาการแต่มีปัจจัยเสี่ยง อย่างระลอกนี้จะเห็นว่าคนที่มีภาวะอ้วน เสียชีวิตจำนวนมาก ผู้เชี่ยวชาญทบทวนข้อมูลแล้วก็พบว่าผู้ติดเชื้อเหล่านี้อาจต้องได้รับยาแล้ว ก็เลยเปิดช่องไว้ให้แพทย์ที่รักษาพิจารณาเป็นราย ๆ ไป”
3.กรณีผู้ติดเชื้อยืนยัน ที่มีอาการเล็กน้อยและมีความเสี่ยง และปอดอักเสบเล็กน้อย นอกเหนือจากการให้ยาฟาวิพิราเวียร์แล้ว การให้ยาสเตียรอยด์ในรายที่มีอาการรุนแรงสามารถลดอาการรุนแรงที่ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งก็ทำได้
4.ผู้ติดเชื้อยืนยืน ปอดอักเสบ ความเข้มข้นออกซิเจนในเลือดที่อุณหภูมิห้องน้อยกว่า 96% หรือปอดอักเสบรุนแรง จะยังใช้แนวทางเดิม
“หลายคนถามว่าทำไมไม่หว่านแห ให้ทุกคนเลย ผมมองว่าการหว่านแห มีผลเสียหลายอย่าง เพราะยาฟาวิพิราเวียร์ ถ้าได้รับมากเกินไปจะมีอาการข้างเคียง เสี่ยงตับอักเสบ ในขณะเดียวกันการหว่านแหทั้งหมด จะมีปัญหาเรื่องเชื้อดื้อยา เป็นภาวะที่ผู้เชี่ยวชาญห่วงมาก ที่สำคัญตอนนี้เรามีเพียงยาตัวเดียวรักษา ขณะที่ต่างประเทศได้ทดสอบยาต้านไวรัสบางตัวแล้ว ซึ่งอยู่ในการศึกษาวิจัยขั้นศึกษายังไม่สรุป นำมาขึ้นทะเบียนเพื่อใช้
เพราะฉะนั้นยาตัวนี้ก็เป็นอาวุธสำคัญ เรายังไม่อยากหว่านแห เพราะเราพบว่าผู้ติดเชื้อยืนยันที่ไม่มีอาการและไม่มีโรคร่วม ประมาณ 30-40% จะมีประมาณซัก 8-10% ไม่กลายเป็นกลุ่มผู้ป่วยเหลือง แดง หรืออาการไม่หนักขึ้น ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องกินยาเลย จะเป็นการให้ยาโดยเปล่าประโยชน์”
สำหรับภาวะโรคร่วมหรือปัจจัยเสี่ยง ได้แก่
1.อายุมากกว่า 60 ปี
2.โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง รวมโรคปอดอื่นๆ
3.โรคไตเรื้อรัง
4.โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมโรคหัวใจแต่กำเนิด
5.โรคหลอดเลือดสมอง
6.เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้
7.ภาวะอ้วน น้ำหนักมากกว่า 90 กิโลกรัม
8.ตับแข็ง ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ และ lymphocyte น้อยกว่า 1000 เซลล์ต่อลูกบาศก์เมตร
9.ภาวะอื่น ๆ ที่แพทย์พิจารณาว่าเป็นปัจจัยเสี่ยง
นพ.สมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการบริหารจัดการยาฟาวิพิราเวียร์ มีการกระจายไป 2 ล้านเม็ดทั่วประเทศ และช่วงประมาณหลังวันที่ 10 พ.ค. เป็นต้นไปจะมีเข้ามาอีก 3 ล้านเม็ด ซึ่งอัตราการใช้ปัจจุบันประมาณวันละ 5 หมื่นเม็ด โดยจำนวน 5 ล้านเม็ดทั้งหมดคาดจะใช้ได้ประมาณ 3 เดือนกว่า
ทั้งนี้รัฐมนตรีว่าการ สธ. ได้สั่งการองค์การเภสัชกรรมให้มีสต๊อกไว้ประมาณ 2 ล้านเม็ด ซึ่งเมื่อมีการใช้ไปแล้วก็ต้องนำเข้ามาเติมตลอด ขณะนี้มีการกระจายไปทุกจังหวัดแล้ว โดยผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขจะปรึกษาในเขตสุขภาพและกระจายไปทุกจังหวัด เพื่อให้การเบิกจ่ายยาเป็นไปด้วยความสะดวก
ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ มีการกระจายยาไปที่โรงพยาบาลเอกชน ที่เป็นเครือข่ายใหญ่ ๆ ส่วนโรงพยาบาลเล็ก ๆ มีประมาณ 20 แห่ง ที่ไม่มีเครือข่ายได้มีการนำยาไปสำรอง และค่อยใช้วิธีเบิกทดแทน ขณะที่โรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาลของกทม. หรือโรงพยาบาลกลาโหม ตำรวจ ได้มีการสำรองเช่นกัน และยังมีการนำยาไปไว้ที่ฮอสพิเทล และโรงพยาบาลสนามด้วย เพราะอาจมีผู้ป่วยบางรายมีปัจจัยเสี่ยง ย้ำว่านี่คือกระบวนการที่ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ปัจจุบัน และได้รับการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ ส่วนมาแล้ว
นอกจากนี้ นพ.สมศักดิ์ กล่าวถึงการให้ผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลด้วยว่า มีคนถามว่าสรุปผู้ป่วยจะกลับบ้านได้ระยะเวลาเท่าไหร่ โดยหลักการอยากให้เป็น 14 วัน แต่หากพื้นที่ไหนมีปัญหาการบริหารจัดการเตียง ก็สามารถจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลได้ตั้งแต่วันที่ 10 เป็นต้นไป และกลับไปกักตัวต่อที่บ้านอีก 4 วัน จนครบ 14 วัน
อีกกรณีคือ ผู้ป่วยที่อาการน้อยให้พักในโรงพยาบาลอย่างน้อย 14 วัน นับจากวันที่มีอาการ เมื่อครบหากยังมีอาการให้อยู่ในโรงพยาบาลต่อ หรือในสถานที่รัฐจัดให้ จนไม่มีอาการแล้วอย่างน้อย 24 หรือ 48 ชั่วโมง จนอาการดีขึ้น โดยในจังหวัดที่มีปัญหาการบริหารเตียงอาจให้อยู่โรงพยาบาล 10 วัน หากอาการดีขึ้นเป็นปกติแล้วกลับไปกักตัวต่อที่บ้าน จนครบ 14 วัน นับจากวันที่มีอาการ
- ธุรกิจแห่ขาย “หุ้นกู้ ” ตุนเงินสด เซเว่น-AIS-ช.การช่าง ล็อกต้นทุนยาว 10 ปี
- ประกาศแล้ว! เบรกรับผู้ป่วยชาวไทย-ต่างชาติเข้ามารักษาในราชอาณาจักร
- ตั้ง 36 อรหันต์ แก้โควิด กทม.-ปริมณฑล “ประยุทธ์” ลงนามแล้ว