โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

‘กลุ่มพรินซิเพิล’ มองภาพใหญ่การลงทุนครึ่งปีหลัง ชี้โอกาสลงทุน หุ้นเวียดนาม ยุโรป เอเชียแปซิฟิค รีทส์ รับเศรษฐกิจฟื้นตัวและความคืบหน้าการฉีดวัคซีน

Wealthy Thai

อัพเดต 09 ส.ค. 2566 เวลา 11.43 น. • เผยแพร่ 16 ส.ค. 2564 เวลา 14.14 น.

บลจ.พรินซิเพิล จัดสัมมนาใหญ่ Virtual Seminar PRINCIPAL INVESTMENT FORUM 2H/2021 ภายใต้ธีม The Great Vaccination - Reaching Herd Immunity and Reopening the Global Economyเจาะลึกโอกาสเข้าลงทุนในหุ้นไทย หุ้นยุโรป หุ้นเวียดนาม โกลบอลรีทส์และรีทส์ไทย รับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและการฉีดวัคซีนแก่ประชาชนเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายจะเป็นปัจจัยเร่งตลาดหุ้นฟื้นตัว
นายศุภกร ตุลยธัญ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน พรินซิเพิล จำกัด กล่าวในงาน Virtual Seminar PRINCIPAL INVESTMENT FORUM 2H/2021 ภายใต้ธีม The Great Vaccination - Reaching Herd Immunity and Reopening the Global Economy ว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการลงทุนในตลาดหุ้นครึ่งปีหลังคือความสามารถการกระจายวัคซีนของแต่ละประเทศ โดยพบว่ามีหลายประเทศที่กระจายวัคซีนแล้วมากกว่า 50%ของประชากรทั้งหมด โดยที่ตลาดหุ้นในประเทศกลุ่มนั้นมีความสามารถปรับตัวขึ้นสูงกว่าระดับก่อนเกิด COVID-19 และเหนือกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ซึ่งปัจจัยสำคัญที่จะมีผลให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นได้อย่างยั่งยืนคือการเร่งฉีดวัคซีนของไทยให้ได้เกิน 50%โดยเร็ว และการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จึงจะนำไปสู่การฟื้นตัวของความเชื่อมั่นในการลงทุนได้ ในระยะ 6 เดือนข้างหน้า ดังนั้นแนะนำการลงทุนในตลาดที่มีอัตราการฉีดวัคซีนที่สูงแล้ว และดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจมีการเร่งตัว เช่น ตลาดหุ้นสหรัฐฯและตลาดหุ้นยุโรป

(นายศุภกร ตุลยธัญ)

อย่างไรก็ตามก็มีความเสี่ยงทางด้านปัจจัยพื้นฐานที่ควรติดตาม ล่าสุดอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อความกังวลของนักลงทุนทั่วโลก ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้ย้ำว่าเป็นเพียงการปรับขึ้นชั่วคราว และในขณะเดียวกันค่าเงินของสหรัฐฯ ปัจจุบันเริ่มกลับมามีแนวโน้มแข็งค่า ส่งผลให้ค่าเงินบาทเกิดการอ่อนค่าไปแล้วประมาณ 10% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าค่าเงินดอลลาร์จะมีแนวโน้มแข็งขึ้นอีกอย่างน้อย 3-6 เดือนข้างหน้า เนื่องจากเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดี และแนวโน้มการเริ่มดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัวของเฟดเมื่อเทียบกับ ธ.กลางอื่นๆ
ทั้งนี้ คาดว่าเฟดจะเริ่มลดวงเงิน QE ในปี 2022 และมีเป้าหมายปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2023 อย่างไรก็ตามประเมินว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งแม้ลดวงเงิน QE โดยสถิติปี 2013 ที่เฟดเคยลด QEพบว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับลดลงเพียง 5% และกลับมาเพิ่มขึ้น 17% ภายในสิ้นปี นอกเหนือจากนั้นยังมีการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯเพิ่มเติมจากนโยบายการคลังผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในปลายปีนี้และการลงทุนในนโยบายสวัสดิการสังคมในปี้หน้า ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนต่อเนื่องสำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่วนตลาดหุ้นไทยในเมื่อปี 2013นั้นปรับลดลงถึง 20%จากการประกาศลด QE จึงอาจจะเป็นแรงกดดันในเชิง Fund Flow สำหรับตลาดไทย ประกอบกับการแพร่ระบาดแบบเร่งตัวของไวรัสโควิด ถือเป็นสองปัจจัยหลักที่จะกดดันตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 3/2564 ในขณะที่การฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้นจะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงท้ายปี ดังนั้นช่วงที่ดัชนีปรับลดลงจึงเป็นโอกาสเก็บสะสมหุ้นเข้าพอร์ต
“เราแนะนำแผนการลงทุนแบบ Income ที่มีลงทุนในหุ้นไทยและหุ้นต่างประเทศรวมกัน 15% และแผน Balance ลงทุนในหุ้นไทยและหุ้นต่างประเทศรวมกัน 40% เนื่องจากในกรณีที่ตลาดผันผวน ผลขาดทุนจะยังไม่สูงเท่าพอร์ตที่มีหุ้นเยอะมาก และมองกลุ่มอุตสาหกรรมเฮลท์แคร์ ไฟแนนซ์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหารและรีทส์ มีโอกาสให้ผลตอบแทนที่ดีเมื่อเทียบกับตลาด โดยมองว่า ไตรมาส 3 เป็นโอกาสลงทุน ไตรมาส 4 หุ้นไทยน่าจะได้รับปัจจัยบวกจากการฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้น และปี 2022 จะเป็นปีที่ดีสำหรับการลงทุนในหุ้นไทย” นายศุภกร กล่าว
Mr. Adrian Tan, Executive Director, Morgan Stanley Investment Management กล่าวในหัวข้อ Disruptive Change – The Investment of Disruptive Era ว่า ทีมบริหารกองทุน Morgan Stanley Investment Funds Global Opportunity Fund ได้ศึกษาวิถีชีวิตผู้คนในสังคม รวมถึงวิเคราะห์เทรนด์การเปลี่ยนแปลง เพื่อหาโอกาสในการลงทุนในธุรกิจที่จะเป็นผู้ชนะท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลก (Disruptive Change) ผ่าน 5 องค์ประกอบ ได้แก่ Disruptive Change, Competitive Advantage, Growth, Financial Strength และ ESG ยกตัวอย่างกิจการที่กองทุนได้มีการลงทุนมาอย่างยาวนาน ทั้งยังได้กล่าวถึงมุมมองเชิงบวกและโอกาสการลงทุนในประเทศพัฒนาแล้วในภูมิภาคเอเชียด้วย

(Mr. Adrian Tan)

Mrs. Serene Chng, Senior Portfolio Management, Principal Asset Management (S) Pte Ltd. กล่าวในหัวข้อ Asia Pacific – Investment Opportunities in the New Normal with Endemic COVID-19 ว่า พรินซิเพิลมองว่าในปี 2022 ภูมิภาคเอเซียแปซิฟิกจะเข้าสู่ช่วงฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ จากการเปิดประเทศหลังกระจายวัคซีนได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากจะเห็นการปรับเพิ่มประมาณการ EPS (กำไรต่อหุ้น) และประชาชนได้รับวัคซีนเพิ่มขึ้น ส่วนอัตราเงินเฟ้อที่กดดันความกังวลของนักลงทุน มองว่าเป็นการปรับขึ้นระยะสั้นและผ่านจุดสูงสุดแล้วในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ตลาดหุ้นในเอเซียแปซิฟิกยังมีเงินทุนไหลเข้าไม่มากและ Valuation ของหุ้นยังไม่แพง โดยการลงทุนในหุ้นเอเซียแปซิฟิกจะมีธีมหลักๆที่น่าสนใจอยู่ 4 ธีมด้วยกัน ได้แก่ 1) Deep Domestic Economies ซึ่งมาจากการคาดการณ์ว่าปี 2030 ชนชั้นกลางในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิกจะเพิ่มขึ้นจาก 2,000 ล้านคน เป็น 3,500 ล้านคน อันนำไปสู่อำนาจซื้อที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภค 2) Electronic Vehicles (EV)หรือยานยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากเอเซียแปซิฟิกเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนที่สำคัญ และจีนเป็นตลาดใหญ่ของรถ EV คาดว่าปี 2025 จีนจะมีสัดส่วนรถ EV ถึง 25% และปี 2030 จะเพิ่มขึ้นเป็น 43% 3) Renewables หรือพลังงานทดแทนโดยเอเซียแปซิฟิกมีความเชี่ยวชาญการผลิตและส่งออก รวมถึงมีต้นทุนการผลิตลดลงเรื่อยๆ และ 4) New Information Technology ยกตัวอย่างประเทศอินเดียได้รุกสู่การพัฒนาช่องทางการขายออนไลน์ เช่น กลุ่มทาทาที่ลงทุนพัฒนาซูเปอร์แอปพลิเคชันเองอย่างจริงจัง

(Mrs. Serene Chng)

Ms. Janine Yoong, Portfolio Manager, Principal Global Investors กล่าวในหัวข้อ Global REITs – The Investment of the Normality ว่า ปัจจัยที่ควรลงทุนในโกลบอลรีทส์ เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ให้อัตราผลตอบแทนที่ดีเมื่อเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ช่วงขยายตัว โดยรีทส์มักมีรายได้จากค่าเช่าซึ่งจะปรับขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ และที่สำคัญยังพบว่ารีทส์จะมีผลการดำเนินงานที่ดีเมื่ออัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น ยกตัวอย่างรีทส์ในสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนเป็นบวกถึง 86% ในช่วงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้รีทส์ยังเป็นสินทรัพย์สำหรับกระจายความเสี่ยงได้ดี โดยปัจจุบัน Valuation ของรีทส์ถือว่าไม่สูงเมื่อเทียบกับในอดีต ทั้งนี้สำหรับผลกระทบของรีทส์จากปัจจัยเรื่องการระบาดของโรคโควิท-19 นั้นจะค่อนข้างมีความแตกต่างกันตามประเภทของรีทส์ โดยแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ 1) Driven ที่ได้ประโยชน์จาก COVID-19 เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ 2) Resilience ที่ฟื้นตัวได้เร็ว เช่น อพาร์ตเมนต์,ห้องเก็บของส่วนตัว, หอพักนักศึกษา ฯลฯ 3) Disrupted ซึ่งเป็นรีทส์ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19เช่น โรงแรม, ออฟฟิศ, มอลล์และเอาต์เลต เป็นต้น

(Ms. Janine Yoong)

Ms. Juliet Cohn, Portfolio Manager, Principal Global Investorsกล่าวในหัวข้อ Europe Equity – The Investment of the Reopening Year ว่า ตลาดหุ้นในยุโรปมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่โดดเด่น เนื่องจากเศรษฐกิจอยู่ในช่วงฟื้นตัวแต่ยังไม่เท่ากับช่วงก่อน COVID-19และราคาหุ้นยุโรปยังค่อนข้างถูก โดยปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจยุโรป ได้แก่ 1) การตั้ง European Recovery Fund (กองทุนฟื้นฟูยุโรป) 2) เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงสู่พลังงานสะอาด 3) มีการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดและกระจายวัคซีนอย่างรวดเร็ว 4) เงินออมภาคครัวเรือนน่าจะถูกนำมาใช้จ่ายในช่วงเปิดเมือง และ 5) มีกิจการที่เป็นแบรนด์ระดับ
ไฮเอนด์และเซมิคอนดักเตอร์ให้ลงทุน

(Ms. Juliet Cohn)

นายชาตรี มีชัยเจริญยิ่ง ผู้จัดการกองทุนและหัวหน้าการลงทุนฝ่ายตราสารทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน พรินซิเพิล จำกัด กล่าวในหัวข้อ Supply Chain Transformation and Vietnam Manufacturing Boom ว่า ปัจจุบันเวียดนามกำลังปรับเปลี่ยนจากประเทศเกษตรกรรมสู่การเป็นฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมของโลก หลังจากเกิดการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตจากความขัดแย้งทางด้านการค้าระหว่างสหรัฐและจีน เนื่องจากข้อได้เปรียบด้านค่าแรง รวมถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษี ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต สาธารณูโภคและอสังหาริมทรัพย์ โดยมีผู้ประกอบการชั้นนำที่เข้ามาลงทุน อาทิ LG, PANASONIC, FOXCONNฯลฯ คาดว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติหรือ FDIในปี 2564 จะมีสัดส่วน 6% ของจีดีพีเวียดนาม ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจเวียดนามในช่วง 10 ปีนับจากนี้

(นายชาตรี มีชัยเจริญยิ่ง)

สำหรับกลุ่มหลักทรัพย์ที่น่าลงทุนคือ อุตสาหกรรม ที่อยู่อาศัยและโลจิสติกส์ จากการเติบโตของภาคการผลิตและสังคมเมือง โดยไตรมาส 2การนำเข้า-ส่งออกของเวียดนามโต 40%จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ทั้งนี้ แม้ว่าปัจจุบันเวียดนามจะเผชิญกับการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ของ แต่ บลจ.พรินซิเพิล ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุน โดยมองว่ามีความเป็นไปได้ที่จะสามารถคลายการคลายล็อกดาวน์และเริ่มเปิดเมืองในเดือนกันยายน และจะเร่งฉีดวัคซีนแก่ประชาชนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ช่วงล็อกดาวน์จึงเป็นโอกาสทยอยลงทุน เนื่องจากการปรับฐานของตลาดหุ้นเวียดนามได้สะท้อนข่าวร้ายหมดแล้ว โดยสามารถลงทุนผ่าน กองทุนพรินซิเพิล เวียดนาม อิควิตี้ (PRINCIPAL VNEQ) ซึ่งเป็นกองทุนแฟลกชิพที่เข้าลงทุนโดยตรงในตลาดหุ้นเวียดนามและให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 2 ปีประมาณ 50% (Benchmark 73.35% source : Morning Star ณ วันที่ 30กรกฎาคม 2564)นายธนา เชนะกุล ผู้จัดการกองทุนฝ่ายตราสารทางเลือก บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน พรินซิเพิล จำกัด กล่าวในหัวข้อ Alternative Investment: Opportunities Arising in Thai REITs ว่า รีทส์ไทยมีจุดเด่นที่จ่ายผลตอบแทนจากเงินปันผลอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยมากกว่า 5% ต่อปีมาตลอดนับตั้งแต่ปี 2016 แม้ในปีที่ผ่านมาที่มี COVID-19 รีทส์ไทยสามารถจ่ายเงินปันผลเฉลี่ย 5.84% (Source : Bloomberg ณ ธันวาคม 2563) ต่อปีทั้งนี้หลังการระบาดของ COVID-19 ราคารีทส์ไทยยังปรับขึ้นช้ากว่าหุ้น เนื่องจากการ Lockdownส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตนอกบ้าน และการกระจายวัคซีนยังไม่ถึงเป้าหมายรวมถึงตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามปัจจุบันเป็นจังหวะที่ควรลงทุนในรีทส์ โดย บลจ.พรินซิเพิล พิจารณาจากการวิเคราะห์ที่สำคัญต่างๆ เช่น ปัจจัยพื้นฐานเชิงธุรกิจ ปัจจัยทางเทคนิค และปัจจัยด้านราคาพื้นฐาน โดยเราพบว่า แม้การระบาดของโรค COVID-19จะส่งผลต่ออัตราการจ่ายเงินปันผลต่อหน่วยของรีทส์ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตนอกบ้าน โดยกลุ่มโรงแรมอาจได้รับผลกระทบที่หนักกว่ากลุ่มอื่นๆจากนักท่องเที่ยวที่ลดลง ในขณะที่กลุ่มค้าปลีก และออฟฟิศยังคงมีเสถียรภาพโดยมีอัตราการเช่าพื้นที่เฉลี่ยค่อนข้างสูงในทำเลที่ดี อีกทั้งในระยะยาวการ Work from Home ไม่สามารถทดแทนการเข้าออฟฟิศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมแม้ได้รับผลกระทบจากความต้องการเช่าพื้นที่ลดลงและการเดินทางไปดูพื้นที่ทำได้ยากขึ้น แต่ก็ยังมีอัตราการเช่าพื้นที่เฉลี่ยสูงกว่า 85% ระยะยาวคาดว่าน่าจะได้รับผลเชิงบวกจากความต้องการเช่าพื้นที่คลังสินค้าของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนจะเป็นปัจจัยเร่งที่มีผลต่อราคารีทส์และพร็อพเพอร์ตี้ฟันด์ ปัจจุบันคาดว่ารีทส์ไทยเข้าใกล้จุดต่ำสุดแล้ว จาก Fund Flow ที่ไหลออกไปตั้งแต่เริ่มการแพร่ระบาด COVID-19 สะท้อนถึงแรงขายในอนาคตที่มีจำกัด ในขณะที่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลของ REITs ไทย เทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี มีส่วนต่างประมาณ 3.7% ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี บ่งชี้ว่าราคารีทส์ไทยตอนนี้ ยังไม่สะท้อนโอกาสฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่ง บลจ.พรินซิเพิล มีการปรับพอร์ตการลงทุนให้มีการกระจายความเสี่ยงอย่างสมดุลมากขึ้น โดยมีกองทุนพรินซิเพิล พร็อพเพอร์ตี้ อินคัม (PRINCIPAL iPROP) ที่ลงทุน RIETs ไทยและสิงคโปร์อย่างละประมาณ 50:50 ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้ปรับพอร์ตมาลงทุนรีทส์ไทยเพิ่มขึ้น จาก upside ที่ค่อนข้างน่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะยาว
นายศุภกร ตุลยธัญ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน กล่าวโดยสรุป “เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในครึ่งปีหลัง ของปีนี้ การเร่งฉีดวัคซีนของหลายประเทศ จะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป แนะนำการลงทุนในกลุ่มประเทศที่ได้รับอานิสงส์จากการอัตราการฉีดวัคซีนในระดับสูงเป็นลำดับแรกๆ เช่น สหรัฐฯและยุโรป โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคจะมีอัตราการฉีดสูงขึ้นเป็นลำดับถัดไปรวมทั้งประเทศไทย ทั้งนี้ประเทศเวียดนามมีความน่าสนใจลงทุนจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงและธีมการลงทุนที่ค่อนข้างชัดเจน และควรจะเพิ่มการลงทุนในกลุ่มสินทรัพย์รีทส์ ที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีในภาวะเศรษฐกิจขยายตัวและ valuation ที่น่าสนใจ เราคงเน้นกลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุนแบบ Income และ Balance ที่มีการให้น้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยงที่พอเหมาะ และมีการควบคุมความเสี่ยงที่เหมาะสมกับการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า”
สำหรับนักลงทุนที่สนใจ ติดต่อขอรับหนังสือชี้ชวนหรือสอบถามรายละเอียดกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือผู้สนับสนุนการขายฯ หรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน พรินซิเพิล จำกัด โทร. 02 686 9595 www.principal.th ท่านสามารถเปิดบัญชีและทำรายการผ่าน Principal TH Mobile App ดาวน์โหลดได้ที่ https://www.principal.th/th/principalTH.html

ผลตอบแทนกองทุน

1% ต่อปี (Annualized Return) หากกองทุนจัดตั้งมาแล้ว 1 ปีขึ้นไป

* เกณฑ์มาตรฐานที่ใช้ : VN30 Total Return Index (source: Bloomberg ณ วันที่ 31กรกฎาคม 2564)
** ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็น เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต

1% ต่อปี (Annualized Return) หากกองทุนจัดตั้งมาแล้ว 1 ปีขึ้นไป
* เกณฑ์มาตรฐานที่ใช้ : SET PF&REIT TRI Index 50% + FSTREI TRI Index (THB) 25% + FSTREI TRI Index adjusted with FX hedging
cost 25% (source: Bloomberg ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2564) ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็น เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต
กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ (Property Sector Fund) ดังนั้นหากมีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนดังกล่าว
ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก

1% ต่อปี (Annualized Return) หากกองทุนจัดตั้งมาแล้ว 1 ปีขึ้นไป * เกณฑ์มาตรฐานที่ใช้ : M7EU Index (THB) 50% + M7EU Index adjusted with FX hedging cost 50% (source: Bloomberg ณ วันที่ 31กรกฎาคม 2564) ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็น เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต

1% ต่อปี (Annualized Return) หากกองทุนจัดตั้งมาแล้ว 1 ปีขึ้นไป * เกณฑ์มาตรฐานที่ใช้ : M1APJ Index (THB) 50% + M1APJ Index adjusted with FX hedging cost 50%(source: Bloomberg ณ วันที่ 31กรกฎาคม 2564) ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็น เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต

1% ต่อปี (Annualized Return) หากกองทุนจัดตั้งมาแล้ว 1 ปีขึ้นไป
* เกณฑ์มาตรฐานที่ใช้ : TRNGLU index (THB) 30% + TRNGLU index adjusted with FX hedging cost 30% + RNXG Index (THB) 20% + RNXG Index adjusted with FX hedging cost 20%
(source: Bloomberg ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2564) ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็น เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต
กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ (Property Sector Fund) ดังนั้นหากมีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนดังกล่าวผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก

1% ต่อปี (Annualized Return) หากกองทุนจัดตั้งมาแล้ว 1 ปีขึ้นไป * เกณฑ์มาตรฐานที่ใช้ : M1WD Index (THB) 50% + M1WD index adjusted with FX hedging cost 50% (source: Bloomberg ณ วันที่ 31กรกฎาคม 2564) ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็น เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต

คำเตือน
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า (กองทุน) เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน / กองทุนอาจใช้สัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อเป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนของกองทุน (Hedging) โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ ผู้จัดการกองทุน/ กองทุนมีนโยบายลงทุนในต่างประเทศ กองทุนมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ผู้ลงทุนอาจได้รับกำไร หรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืน ต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ / PRINCIPAL VNEQ กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในประเทศเวียดนาม ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย / PRINCIPAL iPROP กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ (Property Sector Fund) ดังนั้นหากมีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนดังกล่าวผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก / PRINCIPAL APDI กองทุนหลักลงทุนกระจุกตัวในฮ่องกง ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย / PRINCNIPAL GREITs กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ (Property Sector Fund) ดังนั้นหากมีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนดังกล่าว ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจํานวนมาก กองทุนหลักลงทุนกระจุกตัวในประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย/ PRINCIPAL GOPP กองทุนหลักลงทุนกระจุกตัวในอเมริกาเหนือ ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย / โปรดศึกษารายละเอียดเงื่อนไขการจ่ายเงินปันผลเพิ่มเติมในหนังสือชี้ชวนส่วนข้อมูลโครงการ / ผู้ลงทุนควรศึกษาผลการดำเนินงานและการจ่ายเงินปันผลของหน่วยลงทุนแต่ละชนิดของกองทุนใน https://www.principal.th/th/mutual-fundth ก่อนตัดสินใจลงทุน / ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...