โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

[รีวิว] The Cloverfield Paradox: หนังไซไฟที่อุทาน wtf ได้ไม่สิ้นสุด

BT Beartai

อัพเดต 07 ก.พ. 2561 เวลา 06.56 น. • เผยแพร่ 06 ก.พ. 2561 เวลา 15.44 น.
[รีวิว] The Cloverfield Paradox: หนังไซไฟที่อุทาน wtf ได้ไม่สิ้นสุด

Cloverfield เป็นหนังม้ามืดที่โปรเจ็กต์มักเป็นความลับมาเสมอตั้งแต่ภาคแรก เมื่อปี 2008 ที่มาแบบงง ๆ แล้วก็แหวกแนวกับการใช้รูปแบบ found footage อย่างหนัง The Blair Witch Project (1999) มาถ่ายทอดเรื่องราวแนวไซไฟได้อย่างน่าตื่นเต้น ยิ่งมาภาคสอง 10 Cloverfield Lane (2016) ก็เปิดตัวแบบปุ่บปั่บอย่างที่แฟน ๆ ตั้งตัวไม่ทัน และเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นหนังไซไฟจิตวิทยาที่ชวนกดดันและน่าขนลุกกับความผิดปกติของมนุษย์ด้วยกันเอง ก็เป็นอะไรที่แฟน ๆ ที่รักการคาดเดาอะไรไม่ได้ต่างชอบใจ

มาภาคนี้ิโปรดิวเซอร์ใหญ่อย่างพ่อมดฮอลลีวู้ดคนใหม่ เจ.เจ. อับรามห์ส ได้เลือกผู้กำกับเล็ก ๆ แต่มีแววมาลองปั้นเช่นเดียวกับที่เคยเลือก แมตต์ รีฟส์ มาทำภาคแรกจนตอนนี้เป็นผู้กำกับชั้นนำอีกคนของวงการที่กำลังมีโปรเจ็กต์อย่าง The Batman ในมือ รอบนี้เป็นผู้กำกับที่มีผลงานหนังสั้นมานับครั้งไม่ถ้วนอย่าง จูเลียส โอนาห์ มาลองทำหนังใหญ่ดู นอกจากจะเป็นการมาแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียงเช่นเคยแล้ว ยังช็อกใหญ่ด้วยการฉายทางบริการสตรีมมิ่งวิดีโออย่าง เน็ตฟลิกซ์ เท่านั้นด้วย แล้วปล่อยตอนไหน ตอนที่โฆษณาเปิดตัวในช่วงการแข่งกีฬาซูเปอร์โบรลว์ของอเมริกาปุ๊บ ก็ลงจอให้ชมกันเลย คือเซอร์ไพร้สสุด ๆ

เหมือนว่า ความคาดเดาไม่ได้ นอกจากจะเป็นลายเซ็นของโปรดิวเซอร์ที่กุมทุกอย่างเป็นความลับขั้นสุดอย่าง เจ.เจ. แล้ว ยังกลายเป็นแนวทางของหนังชุดนี้ที่เล่นกับความสงสัยของคนดูแบบไม่สิ้นสุดเลยด้วย

(ไม่สปอยล์) หนังเล่าเรื่องของทีมนักวิทยาศาสตร์ ที่ถูกรวมตัวจากทั่วโลกขึ้นไปทำภารกิจบนดาวเทียมเพื่อทดลองยิงอนุภาคฮิกโบซอนกำเนิดพลังงานอนันต์ ซึ่งจะช่วยยับยั้งสงครามจากความขาดแคลนพลังงานที่เกิดทุกหย่อมหญ้าบนพื้นโลก โดยแต่ละคนก็จะมาจากประเทศมหาอำนาจของโลกเพื่อคานอำนาจกัน โดยมีตัวแทนจากอเมริกาทำหน้าที่เหมือนหัวหน้าชุด ส่วนตัวเอกที่เป็นสายตาแทนผู้ชมนั้นเป็นนักวิทยาศาสตร์สาวจากอังกฤษ หลังการทดลองล้มเหลวมากว่า 2 ปี บนอวกาศ เรื่องราวก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีการทดลองครั้งล่าสุดนั้นเอง เราคงเล่าได้เพียงเท่านี้เพราะการดุแบบไม่ต้องรู้อะไรเลยน่าจะเป็นมนตร์เสน่ห์ของหนังชุดนี้อย่างหนึ่งเลยครับ แต่คงบอกได้เพียงว่า หนังเซอร์ไพร้สเราได้ทุกจังหวะการเล่าเลย คิดว่าจะไม่มีอะไรแล้ว ก็มีอะไรเจ๋ง ๆ มายั่วความสงสัยและระเบิดสมองเราไปพร้อมกันทีเดียว

(แบบสปอยล์ ชวนคิดสำหรับคนที่ดูแล้ว ใครยังไม่ดูข้ามไปย่อหน้าต่อไปเลยครับ) หนังน่าจะเล่าย้อนไปก่อนเหตุการณ์ในภาคแรก ที่ตอนแรกเราคิดว่าสัตว์ประหลาดเกิดจากการทดลองบางอย่างของญี่ปุ่น มาภาคนี้ก็เฉลยแล้วว่าเกิดจากการทดลองยิงอนุภาคเพื่อกู้วิกฤตพลังงานนี้นั่นเอง เหตุการณ์ประหลาดทั้งหลายเกิดจากการชนกันของมิติ 2 มิติ เนื่องจากเจ้าเครื่องยิงอนุภาคไปเปิดรอยต่อเข้า ผลที่เกิดบนโลกคือเกิดสัตว์ประหลาดจากมิติอื่นเข้ามาอยู่บนโลกตามที่ดูมาในภาคแรก (ส่วนเอเลี่ยนในภาค 2 นั้นน่าจะเกิดหลังจากนี้ไปอีก หรือเป็นอีกมิติหนึ่งไปเลย) ส่วนผลที่เกิดบนยานคือตัวตนที่ซ้ำกัน ฝั่งหนึ่งตายเกลี้ยง อีกฝั่งรอด นี่คือเหตุผลว่าทำไมเจนเซ่นถึงรอดมาจากยานตกได้ เพราะเธอกับแทมเป็นคู่เดียวที่เป็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างสองทีมนี้ ผลที่เกิดขึ้นอีกอย่างคือบางตัวตนเกิดการกลืนกัน อย่างที่เกิดกับตัวละครโวลคอฟที่มีความทรงจำของอีกโลกหนึ่งเข้ามาแทรกจนทำให้เขาพยายามสังหารชมิดท์ ในขณะที่ตัวตนอีกโลกของโวลคอฟเองอาจจะทำอะไรบางอย่างกับหนอนและบอลไจโรไว้ ทำให้แขนของมันดี้จากอีกโลกจึงเขียนบอกที่อยู่ของลูกบอลที่หายไปได้อย่างถูกต้อง และความลักลั่นไม่ใช่เพียงกายภาพที่เกิดขึ้นเท่านั้น ในด้านของจริยธรรมก็ท้าทายพอ ๆ กับฉากเรือสองลำในหนัง The Dark Knight เลยทีเดียว ว่าสุดท้ายการทอดทิ้งโลกใบใดใบหนึ่งจะเป็นสิ่งที่ควรกระทำหรือไม่ และถ้าต้องเลือกเราจะช่วยโลกใบไหนกัน ซึ่งตรงนี้คือความหมายของชื่อเรื่องที่เป็นความลักลั่นอย่างแท้จริง

หนังมีดาราหน้าคุ้นเคยมาสมทบกันมากมาย แม้จะไม่มีดาราใหญ่จริง ๆ เลยสักคน ที่เราคุ้นหน้าสุดก็คงเป็นดาราจีนอย่าง จางซิยี่ จากนั้นก็เป็น ดาเนียล บรูห์ล หรือ บาราอนซีโม่ จากหนัง Captain America 3: Civil War นอกนั้นก็เป็นดาราที่คุ้น ๆ หน้าจากบทตัวประกอบในหนังดัง ๆ เสียมากกว่า ซึ่งก็เป็นข้อดีที่ทำให้เราเชื่อในตัวละครได้เร็วเพราะไม่ติดภาพเดิม และยังสามารถปิดความลับการมีอยู่ของโปรเจ็กต์หนังได้ง่ายด้วย ซึ่งต้องบอกว่านักแสดงเล่นกันได้ดีสมกับชื่อชั้นที่คร่ำหวอดกันมานาน แม้บทหนังจะเด่นนำไปมาก แต่ก็สามารถพยุงตัวให้มีซีนที่น่าจดจำของตนเองได้ การกำกับของโอนาห์ก็ถือว่าคุมหนังสเกลใหญ่ได้ดีพอควร แต่ถ้าเทียบกับงานธริลเลอร์ชั้นยอดในภาค 2 ของผู้กำกับ แดน ทราชเทนเบิร์ก แล้วก็ยังห่างชั้นในการสร้างความกดดันสุดกู่ให้กับคนดูอยู่มาก ความประทับใจจึงไม่ได้อยู่ที่วิธีการเล่าเท่าหนังภาค 2 และไม่ได้โชว์วิช่วลแบบไซไฟได้อลังเท่าภาคแรก ทำให้ภาค 3 นี้เป็นงานที่ดีพอดีตัวอยู่กลาง ๆ เป็นหนังบันเทิงที่ชวนให้ขบคิดตาม และสร้างข้อสนทนาหลังการดูได้พอสมควรครับ

ถึงจะไม่ใช่ภาคที่พีคสุดของหนังชุด Cloverfield แต่ก็ดูสนุกใช้ได้โดยเฉพาะช่วงต้นเรื่องถึงกลางเรื่องที่ชวนให้สบถwtf กับการคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยสักอย่าง ทั้งยังเป็นตัวต่อสำคัญในการทำความเข้าใจหนังทั้งชุดนี้ด้วย ใครมีเน็ตฟลิกซ์อยู่ห้ามพลาดเลยครับ ส่วนใครยังไม่มีแนะนำกดทดลองฟรีเลยแล้วคุณจะติดใจ 

[รีวิว] The Cloverfield Paradox: หนังไซไฟที่อุทาน wtf ได้ไม่สิ้นสุด
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...