โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เติมเสน่ห์ สยามสแควร์ สร้าง "Value Added" ทุก ตร.ม.

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 07 พ.ย. 2562 เวลา 08.49 น. • เผยแพร่ 07 พ.ย. 2562 เวลา 08.49 น.

สยามสแควร์ ถือเป็นย่านช็อปปิ้งที่ตั้งอยู่บนทำเลทองใจกลางกรุง เป็นศูนย์รวมของไลฟ์สไตล์ ทั้งแฟชั่น ศิลปะ งานดีไซน์ ความบันเทิงที่ครบครันมามากกว่า 50 ปี จนกลายเป็นเดสติเนชั่นที่ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือนักท่องเที่ยวต่างชาติต้องแวะเวียนมาอย่างไม่ขาดสาย

แม้ว่าพฤติกรรมการช็อปปิ้งของคนในยุคนี้จะเปลี่ยนไปบ้าง และการแข่งขันในสมรภูมิค้าปลีกของย่านพระราม 1-สยาม จะเพิ่มดีกรีความร้อนแรงมาอย่างต่อเนื่อง

แต่สยามสแควร์ก็ยังคงเอกลักษณ์ในการเป็น “ช็อปปิ้งสตรีตแนวราบ” ทำให้มู้ดแอนด์โทนของการมาเลือกซื้อของนั้นมีความน่าสนใจและแตกต่างไปจากการเดินในห้างสรรพสินค้า

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าในแง่ของการบริหารจัดการพื้นที่ การช็อปปิ้งแนวราบนั้นทำให้บรรดาแบรนด์สินค้า หรือผู้เช่า แย่งกันเช่าพื้นที่เฉพาะแค่ชั้นล่าง ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับถนนที่คนนิยมเดินเท่านั้น ในขณะที่พื้นที่ชั้น 2 ชั้น 3 ถูกปล่อยว่างไว้ ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์เท่าที่ควรจะเป็น

ภายใต้การบริหารของ “สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ผู้รับผิดชอบดูแลพื้นที่แห่งนี้ จึงมีกรอบการพัฒนาสยามสแควร์ใหม่ที่เรียกว่า “THE NEW SIAM SQUARE 2020” ที่จะปลุกทุกตารางเมตรให้เป็นช็อปปิ้งสตรีตของเมืองไทยเต็มรูปแบบ และสร้างให้ย่านนี้เป็นย่านของนวัตกรรม รวมถึงแหล่งรวมความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ โดยเชื่อมโยงระหว่างผู้คน สินค้า บริการ และสถานที่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “SIAM SQUARE CONNECT”

“รศ.ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล” รองอธิการบดีด้านการจัดการทรัพย์สินและนวัตกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการปรับโฉมสยามสแควร์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทุบตึกโบนันซ่าเดิม ที่อยู่ตรงข้ามกับ MBK เพื่อสร้างเป็นอาคาร “SI-AMSCAPE” มิกซ์ยูสที่จะผสมผสานกับอาคารสำนักงาน พื้นที่รีเทลที่เน้นด้านการศึกษา ที่จอดรถ ที่สามารถจอดได้กว่า 700 คัน เพื่อรองรับโจทย์ของการปรับให้สยามสแควร์กลายเป็นถนนคนเดิน (walking street) ในปี 2563

ตลอดจนการทยอยปรับโฉมตึกแถวในสยามสแควร์ โดยการจัดแผนผังใหม่ ที่จะสร้างมูลค่าเพิ่ม เกิดประโยชน์ใช้สอยได้เต็มประสิทธิภาพในทุกพื้นที่

หากสังเกตจะเห็นว่า วันนี้ตึกแถวของสยามสแควร์เริ่มเปลี่ยนหน้าตาไปบ้าง โดยสำนักทรัพย์สินฯพยายามเข้าไปจัดแผนผังของตึกต่าง ๆ ใหม่ โดยจัดให้ธุรกิจประเภทรีเทลช็อปปิ้งอยู่ด้านล่าง และธุรกิจประเภทบริการ เช่น ร้านอาหาร คลินิก ฯลฯ ที่ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านข้างล่าง ก็ขอความร่วมมือผู้เช่าขยับขึ้นไปอยู่ชั้นบนแทน

การปรับผังใหม่ จะทำให้การใช้ประโยชน์ของพื้นที่ชั้นบน หรือชั้น 2-3 ทำได้มากขึ้น จากก่อนหน้านี้ที่ไม่ค่อยได้นำมาใช้ประโยชน์มากนัก เพราะทุกคนอยากอยู่ข้างล่างกันหมด แต่ผู้เช่าก็จำเป็นที่จะต้องเช่าทั้งตึก

“ต้องยอมรับว่าเสน่ห์ของสยามคือทุกคนอยากอยู่ข้างล่างกันหมด แต่วันนี้สิ่งที่เราทำคือพยายามจัดแผนผังใหม่ ให้ทุกพื้นที่มีความน่าสนใจ โดยขอความร่วมมือจากคู่ค้า ขณะเดียวกันเราก็ต้องปรับเงื่อนไขสัญญาเช่าพื้นที่ให้ยืดหยุ่นมากขึ้น ตอนนี้ไม่ต้องเป็นผู้เช่ารายเดียวทั้งตึกแล้ว หากจะเช่าทั้งตึกแล้วหาคนอื่นมาเช่าช่วงก็สามารถทำได้ เพียงแต่ต้องขออนุญาตเราก่อน หรืออยากเช่าแค่ชั้นล่าง แล้วชั้น 2-3 ไม่เอาก็คืนเรามา หรืออยากให้เราช่วยหาคู่แมตช์ก็ทำได้”

เช่นเดียวกันกับพื้นที่ของโครงการ “สยามสแควร์ วัน” ช็อปปิ้งเซ็นเตอร์สูง 7 ชั้น ใจกลางสยามสแควร์ และยังเป็นทำเลที่ถือว่าไฮไลต์สุด ๆ จากพื้นที่ของโครงการที่เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าบีทีเอส สยาม ซึ่งเป็นสถานีหลักของรถไฟฟ้าสายนี้ ก็จะเห็นการปรับเปลี่ยนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการเติมแม็กเนตร้านค้าใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร แฟชั่น ศิลปะ ฯลฯ ให้มีความหลากหลาย ตอบสนองกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่มาเดินในย่านนี้

“รศ.ดร.วิศณุ” ชี้ว่า จากนี้ไปร้านใหม่ ๆ ที่เข้ามาในสยามสแควร์ วัน จะต้องทำเป็นโมเดล “แฟลกชิปสโตร์” ไม่ต้องเน้นขายของ แต่เน้นโชว์สินค้า บริการ หรือนวัตกรรมมากกว่า เป็นร้านต้นแบบที่จะทำให้ลูกค้าที่มาเดินในโครงการได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่แตกต่างจากร้านทั่วไป

ตลอดจนการจัดผังร้านค้า เพื่อกระจายทราฟฟิกให้ขึ้นไปบริเวณชั้นบน หรือด้านในมากขึ้น โดยการย้ายพื้นที่ของร้านที่ได้รับความนิยมเข้าไปอยู่บริเวณนั้นแทน เช่น ร้านเคเอฟซี ที่อยู่บริเวณชั้น 4 ด้านใน, ร้าน Snaffle”s ชีสเค้กชื่อดังจากญี่ปุ่น ที่เพิ่งมาเปิดสาขาแรกในไทย ก็จะตั้งอยู่ที่บริเวณชั้น 5, ร้านโอ้กะจู๋ อยู่บริเวณชั้น 3, โชว์รูมรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า SWAG EV ที่เปิดตัวโชว์รูมแห่งแรกในไทยเมื่อไม่นานมานี้ ก็จะมาตั้งอยู่ที่บริเวณชั้น 2 เป็นต้น

ขณะที่บางร้านที่ย้ายออกอย่าง Sanrio Hello Kitty House Bangkok ซึ่งกินพื้นที่ทั้งหมด 3 ชั้น (ชั้นใต้ดิน ชั้น 1 และชั้น 2) ได้ปิดตัวไปเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับปรุงพื้นที่ของผู้เช่ารายใหม่จำนวน 2 ราย โดยชั้นใต้ดินจะเป็นร้านเครื่องสำอางมัลติแบรนด์ “Multy Beauty” ส่วนบริเวณชั้น 1-2 จะมีร้านเพิ่มมาอีก 1 แบรนด์

แน่นอนว่า การเติมเสน่ห์ให้กับพื้นที่ของสยามสแควร์ให้ครบเครื่องเช่นนี้ ได้มาพร้อมกับความท้าทายที่เกิดขึ้นจากการปรับเปลี่ยน หรือการ relocate พื้นที่จากผู้เช่าเดิม

ที่สำคัญ การเจรจากับผู้เช่านั้นไม่ใช่เรื่องง่าย การพูดคุยเพื่อสร้างความเข้าใจเป็นหนึ่งในโจทย์ยากที่สำนักงานจัดการทรัพย์สินฯต้องเผชิญ !

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...