โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แท็กซี่ไทยในกาลก่อน และเรื่องเล่าหญิงไทยใจอยากขับแต่ไม่ได้รับอนุญาต

The MATTER

อัพเดต 07 ก.พ. 2562 เวลา 10.34 น. • เผยแพร่ 07 ก.พ. 2562 เวลา 09.01 น. • Thinkers

ค่อนข้างดึกดื่นในวันหนึ่งเมื่อสัปดาห์ก่อน พอผมเปิดประตูรถแท็กซี่เพื่อจะก้าวขึ้นไปนั่ง ก็พลันได้พบป้าผู้หญิงวัยหกสิบเป็นคนขับ นั่นล่ะ มูลเหตุที่จะเล่าเรื่องต่อไปนี้

ครับ ประวัติศาสตร์ไทยว่าด้วยผู้หญิงและการขับรถแท็กซี่!

อันที่จริง ใช่ว่าผมจะเพิ่งเจอผู้หญิงขับรถแท็กซี่หนแรกหรอกนะ  เพราะสัก 6-7 ปีก่อนก็เคยโดยสารรถแท็กซี่ที่มีคนขับผู้หญิงซ้ำบ่อยแถวๆ เมืองปทุมธานีเช่นกัน แต่การเผชิญหน้าคุณป้าสารถีคราวล่าสุดนั้น ค่อยๆ สะกิดให้ผมฉุกนึกถึงผู้หญิงที่อยากขับรถแท็กซี่ช่วงต้นทศวรรษ 2470 ขึ้นมาครามครัน

อ้อ! ผมคงจำเป็นต้องเผยรายละเอียดคร่าวๆ เกี่ยวกับความเป็นมาของรถแท็กซี่ในเมืองไทยเสียก่อนกระมัง ยานพาหนะสัญจรดังกล่าวปรากฏขึ้นครั้งแรกราวเดือนกรกฎาคม พุทธศักราช 2466 พระยาเทพหัสดิน (ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เป็นผู้ริเริ่มนำเอารถยนต์ออสติน (Austin) มาทำรถโดยสาร ยุคสมัยนั้นทั้งกรุงเทพฯ มีรถแบบนี้แล่นประมาณ 14 คัน ติดป้ายไว้บริเวณกระจกด้านหน้ารถและหลังรถว่า ‘รับจ้าง’ คิดค่าโดยสารเป็นไมล์ ตกราคาไมล์ละ 15 สตางค์ จัดว่าแพงโขอยู่ทีเดียว

ชาวพระนครก็ยังมิได้เรียก ‘รถแท็กซี่’  แต่เรียกขานติดปากว่า ‘รถไมล์’

ส่วนคนขับ ‘รถไมล์’  เดิมทีเป็นพวกทหารอาสาไปร่วมรบทวีปในยุโรป โดยเฉพาะที่สังกัดกองทหารบกรถยนต์ ทั้งนี้เพราะพระยาเทพหัสดินเคยดำรงตำแหน่งแม่ทัพฝ่ายไทยในสมัยมหาสงครามโลกครั้งที่ 1 พวกสารถีจะสวมเสื้อเชิ้ต มีเสื้อนอกคอแบะสวมทับอีกชั้น นุ่งกางเกงขายาวแบบฝรั่ง นับว่าแต่งตัวหล่อเหลานำสมัยเอาการ อีกทั้งการขับ ‘รถไมล์’ ยังทำให้มีรายได้จำนวนเงิน 10 เปอร์เซ็นต์ของค่าโดยสาร

ครั้น ‘รถไมล์’  ได้รับความนิยมจากชาวพระนครอย่างยิ่ง พระยาเทพหัสดินจึงจัดตั้งกิจการในรูปแบบบริษัท ใช้วิธีกำหนดค่าโดยสารแบบการติดมิเตอร์เฉกเช่นรถโดยสารในประเทศทางทวีปยุโรป ตอนนี้เองแหละครับ ที่รถ ‘แท็กซี่ มิเตอร์’ พลันถือกำเนิดขึ้น  อย่างไรก็ดี ผ่านมาอีกไม่กี่ปี พระยาเทพหัสดินได้ยกเลิกกิจการรถแท็กซี่ไป จวบจนช่วงปลายทศวรรษ 2480 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง กิจการรถแท็กซี่จึงฟื้นตัวขึ้นมาใหม่โดยเจ้าของรายอื่นๆ  คราวนี้ ใช้รถยนต์ ‘เรโนลต์’ (Renault) มาทำเป็นรถแท็กซี่แทน คิดค่าโดยสารกิโลเมตรละ 2 บาท

อย่างที่บอกแหละครับ การที่คนขับ ‘รถไมล์’ ผู้เป็นอดีตทหารอาสาสงครามโลกแต่งกายดูดี ย่อมจะสร้างภาพลักษณ์ให้รถโดยสารยุคแรกๆ ของช่วงปลายทศวรรษ 2460 ชวนหลงใหล ทว่าพอล่วงเข้าทศวรรษ 2470 เริ่มมีกิจการรถแท็กซี่ของเจ้าอื่นๆ เพิ่มเติมมาด้วย  คนขับรถแท็กซี่ของบางกิจการก็มิได้แต่งกายโก้ๆ เหมือนพวกอดีตทหารอาสาอีก พวกเขาเพียงขับรถโดยสารเพื่อหาเงินพิเศษประทังชีวิต ห้วงยามนี้เอง ภาพลักษณ์ของคนขับแท็กซี่แปรเปลี่ยนไป ตามหน้าหนังสือพิมพ์ต่างๆ เริ่มนำเสนอภาพคนขับแท็กซี่อีกแง่มุมในฐานะผู้ชายที่มีความอันตรายต่อผู้หญิง มักยินข่าวคราวกรณีคนขับแท็กซี่ฉุดคร่าผู้หญิงไปรังแกต่างๆ นานา ขณะเดียวกัน คนขับแท็กซี่ก็พัวพันขลุกอยู่กับหญิงโสเภณี  อยู่กับปัญหาครอบครัว ปัญหาความรุนแรง ยิ่งในช่วงกลางทศวรรษถึงปลายทศวรรษ 2470 ภาพลักษณ์ดังกล่าวได้ถูกขับเน้นเป็นทบทวี ดังปรากฏในเรื่อง ‘ฉันชั่วเพราะชาย’ ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ๑๐ ธันวา แผนกข่าวเร็ว ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม พุทธศักราช 2476 เขียนโดยผู้ใช้นามแฝง ‘ลอยลม’ กล่าวถึงนายทองดำ เนตรคำ คนขับแท็กซี่ที่ให้หญิงโสเภณีคนหนึ่งขายตัวเพื่อนำเงินมาปรนเปรอเลี้ยงดูเขา

วกกลับมาต้นทศวรรษ 2470 นอกเหนือไปจาก ‘แท็กซี่ มิเตอร์’ ยังปรากฏกรณี ‘แท็กซี่ มีเธอ’ ด้วย นั่นคือ การที่ผู้หญิงอยากจะประกอบอาชีพเป็นคนขับรถแท็กซี่เหมือนกับผู้ชายบ้าง

นางจรวย วีละเวีย วัย 23 ปี คือผู้หญิงคนแรกๆ ที่แสดงความปรารถนาตำแหน่งสารถีประจำรถแท็กซี่  เธอเป็นศิษย์จากโรงเรียนเครื่องยนตร์พงษ์โสภณ ซึ่งเจ้าของได้แก่ นายเลื่อน พงษ์โสภณ  ชายชาวสยามผู้มีชีวิตโฉบเฉี่ยวบนรถไต่ถัง แม้กระทั่งเคยขับเครื่องบินผาดโผน มิหนำซ้ำ เขายังเป็นนักประดิษฐ์รถสามล้อฝากไว้ในเมืองไทย

วันที่ 25 พฤษภาคม พุทธศักราช 2471 แม่จรวยได้ทำเรื่องเสนอต่อเจ้าพนักงานผู้อนุญาตขับขี่ยวดยาน โดยแจ้งความประสงค์ของเธอที่จะขออนุญาตขับรถแท็กซี่ในเขตจังหวัดพระนคร ข่าวนี้เกรียวกราวมิใช่น้อย กระทั่งหนังสือพิมพ์รายวัน ศรีกรุง ฉบับวันถัดมาคือ 26 พฤษภาคมถึงกับนำลงตีพิมพ์เผยแพร่

แต่กระนั้น ทางเจ้าพนักงานชั้นผู้ใหญ่พิจารณาดู กลับไม่ยอมอนุญาต พร้อมแจกแจงเหตุผลว่า เพราะแม่จรวยเป็นเพียงสตรีเพศ การประกอบอาชีพขับรถแท็กซีจึงเป็นอันตรายต่อตัวเธอเอง

ไม่แน่ใจนัก ถัดต่อมาจากกรณีของจรวย  วีละเวียแล้ว ช่วงก่อนปีพุทธศักราช 2500 มีผู้หญิงคนอื่นๆพยายามยื่นเรื่องขออนุญาตขับรถแท็กซี่อีกมากน้อยแค่ไหน และที่สำคัญสุดๆ ผมยังตามสืบค้นไม่เจอข้อมูลสักที ผู้หญิงไทยคนแรกที่สมหวังได้ขับรถแท็กซี่นั้น เธอชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไรกัน ซึ่งหากผมค้นพบแล้ว ก็คงจะมารายงานทุกท่านภายหน้าแน่ๆครับ

สำหรับคราวนี้ อย่างน้อยที่สุด การได้ทำความรู้จักผู้หญิงที่เปี่ยมล้นความใฝ่ฝันจะเป็นคนขับแท็กซี่ แม้เธอจะมิได้รับอนุญาตก็ตามที คงน่าจะเป็นอะไรที่ชวนให้เห็นว่าผู้หญิงเริ่มส่งเสียงเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ของตัวเธอในการกระทำบางอย่างทัดเทียมผู้ชายขึ้นมาบ้างแล้ว

*            *

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

เทพชู ทับทอง.กรุงเทพฯ ในอดีต. กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ, 2543 ปียกนิฏฐ์ หงษ์ทอง. สยามสนุกข่าว. กรุงเทพฯ : กัญญา, 2531 สก็อต บาร์เม่. “บทบาทความสัมพันธ์หญิงชาย ชนชั้น และวัฒนธรรมสมัยนิยมในประเทศสยามยุคหลังสมบูรณาญาสิทธิราชย์  (พ.ศ. 2476-2483)”  ใน วารสารหนังไทย 19 (ตุลาคม 2557). แปลโดย นันทนุช อุดมละมุล. น. 137-181 สงวน อั้นคง. สิ่งแรกในเมืองไทย เล่ม ๒. พิมพ์ครั้งที่ 2. พระนคร: แพร่พิทยา, 2514 Barmé, Scot. Woman, Man, Bangkok: Love, Sex, and Popular culture in Thailand. Chiang Mai:

Silkworm, 2002. Illustration by Sutanya Phattanasitubon

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...