โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เขย่าสูตรประกันสังคม จ่ายชดเชยว่างงานจากโควิด 1 ล้านราย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 16 เม.ย. 2563 เวลา 00.50 น. • เผยแพร่ 16 เม.ย. 2563 เวลา 00.36 น.

พนักงาน ลูกจ้าง1 ล้านคนเฮ! ประกันสังคมจ่ายชดเชยว่างงาน 5-9 พันบาท/เดือน หยุดชั่วคราววิกฤตโควิตเหตุสุดวิสัย ครม.ไฟเขียว นายจ้างโล่งไม่ต้องแบกภาระ ลุ้นโรคระบาดจบเร็ว หากยืดเยื้อหวั่นกองทุนทดแทนว่างงานต้องควักจ่ายจนเกลี้ยง “หม่อมเต่า” รื้อโครงสร้างบริหารจัดการเงินก้อนโต 2 ล้านล้าน ปรับโมเดลบริหารจัดการใหม่ทั้งระบบ ผงะรัฐบาลตัวดีค้างหนี้กองทุนประกันสังคมแสนล้าน

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า การประชุมคณะกรรมการกองทุนประกันสังคม เมื่อวันที่ 14 เม.ย. 2563 ที่ผ่านมา นอกจากบอร์ดประกันสังคมจะพิจารณาชี้ขาดกรณีสถานประกอบการ นายจ้างประกาศปิดกิจการชั่วคราวช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยไม่ได้มีคำสั่งปิดจากหน่วยงานรัฐว่า จะถือเป็นเหตุสุดวิสัยได้รับสิทธิช่วยเหลือตามมาตรการเยียวยา 5,000 บาท ระยะเวลา3 เดือน ภายใต้โครงการ “เราไม่ทิ้งกัน”ของรัฐบาลหรือไม่แล้ว บอร์ดมีวาระจะหารือหัวข้อสำคัญอื่น ๆ อีกหลายเรื่องโดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับภาระทางการเงินของกองทุนประกันสังคม อย่างเงินกองทุนเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน เงินกองทุนเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทน 4 กรณี (เจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตร ตาย) เงินกองทุนเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทน 2 กรณี (สงเคราะห์บุตร และชราภาพ) เงินกองทุนในส่วนของผู้ประกันตนมาตรา 40 (อาชีพอิสระ-แรงงานนอกระบบ) รวมทั้งกรณีที่รัฐบาลยังค้างจ่ายเงินเข้าสมทบกองทุนประกันสังคม คิดเป็นวงเงินรวมกว่า 1 แสนล้านบาท

จ่ายเดือนละ 5,045-9,300 บาท เยียวยาคนตกงาน

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2563 นายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ร่างกฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ พ.ศ… ในกรณีมีเหตุสุดวิสัยถึงขนาดที่นายจ้างต้องหยุดประกอบกิจการไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดเป็นการชั่วคราวและลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนที่มีสิทธิ์ได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานไม่สามารถทำงานได้ และไม่ได้รับค่าจ้างในระหว่างนั้น ไม่ว่านายจ้างจะหยุดประกอบกิจการเองหรือหยุดประกอบกิจการตามคำสั่งของทางราชการ ให้ลูกจ้าง ได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานในอัตราร้อยละ 62 ของค่าจ้างรายวัน โดยให้ได้รับตลอดระยะเวลาที่นายจ้างหยุดประกอบกิจการแต่ไม่เกิน 90 วัน โดยจะรีบออกกฏกระทรวงให้มีผลบังคับใช้ภายในสัปดาห์นี้

ขณะนี้สำนักงานประกันสังคมมีเงินในส่วนกองทุนว่างงานอยู่ 164,000 ล้านบาท ที่จะนำมาดูแลผู้ประกันตนตามมาตรา 33 คาดว่ามีผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 และได้รับเงินชดเชยประมาณ 1 ล้านคน โดยเงินชดเชยที่จะจ่ายให้เดือนละ 5,045-9,300 บาท คาดว่าในช่วง 3 เดือนนี้จะใช้เงินจากกองทุนประกันสังคมจ่ายชดเชยให้ผู้ว่างงาน ประมาณ 20,000 ล้านบาท

ส่วนผู้ว่างงานที่เกิดจากภาวะเศรษฐกิจ สํานักงานประกันสังคมได้กันเงินจ่ายชดเชยไว้ให้ 90,000 ล้านบาท สำหรับ 1.1 ล้านคน ในช่วงเวลา 2 ปีจากนี้ แบ่งออกเป็น ผู้ลาออก เพิ่มสิทธิ์รับเงินชดเชยจาก 30% เป็น45% ระยะเวลา 90 วัน ถูกเลิกจ้าง เพิ่มสิทธิ์จาก 50% เป็น 70% ระยะเวลา 200 วัน

“ขอยืนยันว่าเงินที่นำมาใช้ไม่แตะกองทุนในส่วนชราภาพที่มันอยู่ 1.6 ล้านล้านบาท ส่วนกองทุนในส่วนประกันสุขภาพที่ใช้อยู่ประมาณปีละ 50,000 ล้านบาทนั้น สํานักงานประกันสังคมพร้อมนำเงินมาเพื่อรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 อย่างเต็มที่ โดยปัจจุบันมีจำนวน 362 คน ให้ทางโรงพยาบาลรักษาอย่างเต็มที่ส่วนจะใช้เงินเท่าไหร่ ทางโรงพยาบาลจะมีการมาเบิกกับสำนักงานประกันสังคม อย่างไรก็ตาม พบข้อมูลว่าตั้งแต่มีการระบาดของโควิด-19 อุบัติเหตุลดลงอย่างมากทำให้รายจ่ายด้านนี้ลดลง”

หวั่น 1.8 แสนล้านเกลี้ยง

ทั้งนี้ ณ ไตรมาสที่ 3/2562 ที่ผ่านมาสถานะกองทุนเพื่อการจ่ายประโยชน์กรณีว่างงาน มีวงเงินรวมทั้งสิ้น 181,641 ล้านบาท ซึ่งหากต้องจ่ายเยียวยาชดเชยให้กับผู้ประกันตนที่ว่างงานจากสถานการณ์โควิด วงเงินดังกล่าวน่าจะมีเพียงพอรองรับภายใน 3 เดือนเท่านั้น แต่หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดยังลามไม่หยุด สถานประกอบการ ห้างสรรพสินค้า ร้านค้า ร้านอาหาร ธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ยังต้องปิดกิจการยาวเพื่อลดความเสี่ยงต่อไปอีกรวมเป็น 6 เดือน สถานะกองทุนอาจมีปัญหาเนื่องจากอาจมีเงินไม่พอจ่าย

หาช่องเกลี่ย-กู้จากกองอื่นมาโปะ

แหล่งข่าวกล่าวว่า กรณีสถานการณ์บีบบังคับ เนื่องจากมีความจำเป็นต้องจ่ายเงินชดเชยเยียวยาให้กับพนักงาน ลูกจ้าง ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิดต่อเนื่อง บอร์ดประกันสังคมอาจต้องพิจารณาเกลี่ยเงินจากกองทุนอื่นซึ่งมีอยู่อีก 3 กอง ได้แก่ 1.กองทุนเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทน 4 กรณี (เจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตร และตาย) ซึ่งมีวงเงินในกองทุนอยู่ 120,776 ล้านบาท 2.กองทุนเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทน 2 กรณี (สงเคราะหบุตร และชราภาพ) มีวงเงินในกองทุน 1,861,643 ล้านบาท และ 3.เงินกองทุนในส่วนของผู้ประกันตนตามมาตรา 40 วงเงิน 2,055,040 ล้านบาท

แนวทางดำเนินการอาจต้องเตรียมไว้ทั้งยืมเงิน หรือกู้จากกองทุน ขึ้นอยู่กับระเบียบกฎหมายเปิดช่องให้ทำอย่างไรได้บ้าง แต่หากเห็นว่าเงินกองทุนสำหรับชดเชยการว่างงานมีเงินเพียงพอจ่ายชดเชย ช่วงเฉพาะหน้าคงไม่มีปัญหา แต่อาจต้องศึกษาหาช่องทางรับสถานการณ์ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน

รื้อโครงสร้างกองทุน

หลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดซึ่งถือเป็นเหตุวิกฤตฉุกเฉิน หรือเหตุสุดวิสัยซึ่งไม่มีใครคาดคิดมาก่อน แถมวิกฤตครั้งนี้ลุกลามไปทั่วโลก ถือเป็นสิ่งท้าทาย และเป็นโจทย์ใหญ่ให้บอร์ดประกันสังคมต้องวางแผนโดยมองไปถึงอนาคตว่าจำเป็นต้องปรับรื้อโครงสร้างกองทุนประกันสังคมเพื่อรองรับสถานการณ์และความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจากนี้ไปโดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนโครงสร้างประชากร มีคนสูงวัยเพิ่ม คนที่ออกจากระบบประกันสังคมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่คนในวัยทำงานที่จะเข้ามาสู่ระบบประกันสังคมจะลดน้อยลง

“ขณะนี้มีเงินกองทุนประกันสังคมราว 2 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้มี 1.8 ล้านล้านบาท จะเป็นเงินบำนาญ ที่นายจ้างลูกจ้าง ผู้ที่จะได้เงินบำนาญจะต้องจ่ายเข้าระบบประกันสังคมมาอย่างน้อย 15 ปี เพราะฉะนั้น 15 ปีแรกจะมีแต่คนส่งเข้า ไม่มีใครเบิก แต่หลังจาก 15 ปีแล้ว อยู่ไปอีก20 ปี จะมีคนเบิกมากขึ้นจากที่ครบเกษียณอายุ ขณะที่คนจะเข้ามาในระบบประกันสังคมลดน้อยลง เนื่องจากในอนาคตประชากรไทยจะลดน้อยลง”

ชงโมเดลบริหารจัดการ

แหล่งข่าวกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีนโยบายศึกษาเพื่อพิจารณาโครงสร้างกองทุนประกันสังคม ซึ่งมีอยู่ 4 ฟังก์ชั่น การจัดเก็บเงินก็แยกเป็น 4 บล็อก เก็บในอัตราต่างกัน รัฐบาลก็จ่ายสมทบในอัตราที่แตกต่างกัน บางบล็อกหรือบางฟังก์ชั่นเงินจะหมดใน 5-7 ปีต่อจากนี้ไป จะต้องหาทางแก้ไขว่าดำเนินการโดยวิธีใดได้บ้าง เช่น จัดเก็บเงินเพิ่ม เป็นต้น หรือบางกองทุนเดิมคิดว่าอีกประมาณ 100 ปี ก็ใช้ไม่หมด อย่างกองทุนทดแทนการว่างงาน เดิมคิดว่าในอนาคตจะมีวงเงินเพิ่มขึ้น ๆ แต่บังเอิญเกิดวิกฤตโควิด มีคนตกงานอย่างมากมาย จึงมีปัญหาแบบคาดไม่ถึง จึงจำเป็นต้องเร่งศึกษาทั้ง 4 ฟังก์ชั่น ว่าต้องปรับเปลี่ยน รื้อโครงสร้างอย่างไร ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม ส่วนนี้ไม่ได้มีความเร่งรีบ ให้สถานการณ์ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ เศรษฐกิจในภาพรวมดีขึ้นกว่านี้ แล้วค่อยดูว่าส่วนไหนต้องจัดเก็บเงินเพิ่ม และ ควรเก็บเพิ่มในอัตราเท่าใด แต่เมื่อเก็บเงินเพิ่ม ก็ต้องให้สิทธิประโยชน์กับผู้ประกันตนเพิ่มขึ้นด้วย ทั้งหมดนี้ รมว.แรงงานจะทำเป็นโมเดลเสนอรัฐบาล สำหรับใช้บริหารจัดการระบบประกันสังคมในอนาคต

แหล่งข่าวจากสำนักงานประกันสังคมเปิดเผยว่า ณ สิ้นเดือน มี.ค. 2563 มีสถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับกองทุนประกันสังคมทั้งหมด 490,076 แห่งเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 รวม 11,730,351 คน ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 รวม 1,665,227 คน

เปิดสถานะการเงิน 4 กองทุน

ขณะที่งบการเงินของกองทุนประกันสังคม ณ สิ้นไตรมาส 3/2562 ทั้งสิ้น 2,177,473 ล้านบาท แยกเป็น เงินกองทุนเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดเทน 4 กรณี คือ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตร และตาย 120,776 ล้านบาท เงินกองทุนเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทน 2 กรณี ได้แก่ สงเคราะห์บุตร และชราภาพ 1,861,643 ล้านบาท เงินกองทุนเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน 181,641 ล้านบาท เงินกองทุนในส่วนผู้ประกันตนตามมาตรา 40 รวม 13,412 ล้านบาท

เปิดพอร์ตลงทุน 2 ล้านล้าน

นอกจากนี้ ได้มีการจัดสรรเงินกองทุนประกันสังคมไปลงทุน 2,095,393 ล้านบาท หรือประมาณ 90% ของเงินกองทุนสะสมทั้งหมด (ณ 31 ธันวาคม 2562) ลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง 1,691,194 ล้านบาท คิดเป็น 81% เป็น พันธบัตรรัฐบาลและที่กระทรวงคลัง ค้ำประกัน 1,412,674 ล้านบาท หน่วยลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ 93,686 ล้านบาท เงินฝาก 79,613 ล้านบาท หุ้นกู้เอกชนที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ 1,045,220 ล้านบาท

ลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยง 404,199 ล้านบาท หรือ 19% อาทิ หน่วยลงทุนตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือและตราสารทุนต่างประเทศ 91,424 ล้านบาท ตราสารทุนไทย 238,040 ล้านบาท พันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่คลังไม่ได้ค้ำประกัน 9,483 ล้านบาทกองทุนอสังหาริมทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน ทองคำ 65,253 ล้านบาท ผลตอบแทนจากการลงทุนสะสมตั้งแต่ปี 2534-2562 รวม 666,030 ล้านบาท

รัฐเบี้ยวจ่ายสมทบแสนล้าน

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า อีกเรื่องที่มีการหยิบยกขึ้นหารือ เป็นประเด็นที่รัฐบาลค้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมหลายปีที่ผ่านมา ทำให้มีเงินค้างจ่ายทั้งหมดสูงถึง 107,000 ล้านบาท เหตุที่ต้องหยิบยกประเด็นนี้มาพิจารณา เนื่องจากช่วงสถานการณ์วิกฤตประกันสังคมมีภาระรายจ่ายต้องจ่ายชดเชยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนับแสนล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบข้อมูลพบว่า ตั้งแต่ตั้งกองทุนประกันสังคมปี 2534 รัฐบาลจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเพียงแค่ 3-4 ปีเท่านั้นกองทุนจึงจำเป็นต้องทวงถามหนี้ก้อนนี้ และขอให้รัฐบาลเร่งจ่ายคืน ล่าสุดช่วงต้นปีที่ผ่านมา รัฐบาลรับปากจะจ่ายหนี้คืนให้ ก้อนแรก 17,000 ล้านบาท

สำหรับหนี้ที่เหลืออีกราว 87,000 ล้านบาทจะทยอยจ่ายคืนแต่ละปี ๆ จากปีนี้เป็นต้นไป แต่เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ยังไม่มั่นใจว่าเงิน 17,000 ล้านบาท ที่จะจ่ายหนี้ให้ในปีนี้ กองทุนประกันสังคมยังจะได้คืนหรือเปล่า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...