โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เมืองไทยประกันชีวิต’ รุกธุรกิจอสังหาฯ ทุ่ม 3.8 พันล้านบาทผุด ‘ออฟฟิศให้เช่า’

The Bangkok Insight

เผยแพร่ 05 พ.ย. 2562 เวลา 08.25 น. • The Bangkok Insight

“เมืองไทยประกันชีวิต” บุกธุรกิจอสังหาฯ ทุ่มเงิน 3.8 พันล้านบาทผุด “โครงการ 66 Tower” ออฟฟิศให้เช่าเกรด A ย่านสุขุมวิท พร้อมเดินหน้าศึกษาการลงทุนต่อเนื่อง โว! อาจเห็น 2 โครงการต่อปี

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL  เปิดเผยว่า เมืองไทยประกันชีวิตมีสินทรัพย์สำหรับการลงทุนทั้งหมด 5 แสนล้านบาทและได้รับกรอบจากสำนักงานคณะกรรมการการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ให้ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ทางตรงได้สูงสุด 15% คิดเป็นวงเงินลงทุน 70,000 ล้านบาท แต่บริษัทมีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทางตรงน้อยมาก ปัจจุบันมีเพียงการบริหารสำนักงานให้เช่าที่อาคารเมืองไทยภัทร คอมเพล็กซ์ บนถนนรัชดาภิเษก มูลค่าเกือบ 2 พันล้านบาทเท่านั้น

เมืองไทยประกันชีวิตจึงจะเดินหน้าขยายการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ให้มากขึ้น โดยล่าสุดได้เปิดตัวอาคาร “66 Tower” The Living Workplace Solution โครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานให้เช่าเกรด A แห่งใหม่ บนถนนสุขุมวิท ใกล้ซอยสุขุมวิท 66 ด้วยวงเงินลงทุน 3,800 ล้านบาท

อาคารแห่งใหม่นี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 4 ไร่ มีความสูง 28 ชั้น พื้นที่ให้เช่ารวม 30,000 ตารางเมตร หรือประมาณ 1,200 ตารางเมตรต่อชั้น ด้วยแนวคิดการออกแบบที่เน้นผู้ใช้งานอาคารเป็นศูนย์กลาง (Human Centric Living Workplace)

ขอบคุณภาพจำลองโครงการ 66 Tower จากบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

นอกจากนี้ โครงการตั้งอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพ ง่ายต่อการเชื่อมต่อเศรษฐกิจชั้นในและโซนธุรกิจอุตสาหกรรม รวมถึงพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ขณะเดียวกันก็อยู่ใกล้รถไฟฟ้า BTS สถานีอุดมสุข เพียง 150 เมตร สะดวกต่อการเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชน ไม่ว่าจะเป็น รถไฟฟ้า รถโดยสารประจำทาง อีกทั้งยังใกล้จุดขึ้น-ลงทางพิเศษ (ทางด่วน) ทั้ง 3 สาย ได้แก่ ทางด่วนเฉลิมมหานคร ทางด่วนฉลองรัช และทางด่วนบูรพาวิถี รวมถึงสามารถเดินทางไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้อย่างรวดเร็ว

ปัจจุบันการก่อสร้างมีความคืบหน้า 15% และคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ประมาณไตรมาสที่ 2 ของปี 2564  โดยมีบริษัท ฤทธา จำกัด เป็นผู้รับเหมาหลักของโครงการ และบริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CBRE เป็นตัวแทนในการปล่อยเช่าพื้นที่สำนักงานแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของโครงการมีตั้งแต่กลุ่ม Start Up ไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ พื้นที่สามารถปล่อยเช่าได้ตั้งแต่ขนาด 100 ตารางเมตร ด้วยราคา 850 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน

“ตลาดอาคารสำนักงานให้เช่ายังคงเติบโตอยู่ เพียงแต่อาจจะเติบโตน้อยลงจากปัจจัยต่างๆ ที่มากระทบ โดยปัจจุบันพื้นที่สำนักงานให้เช่าในกรุงเทพฯ มีประมาณ 8 ล้านตารางเมตร แต่มีพื้นที่ว่างแค่ 7% ขณะเดียวกันก็มีพื้นที่ปล่อยเช่าเพิ่มได้ใหม่ประมาณ 1.5-2 แสนตารางเมตรต่อปี ซึ่งเราก็คาดว่าเมื่อโครงการ 66 Tower แล้วเสร็จในกลางปี 2564 ก็จะดึง Demand ลูกค้าเข้ามาได้ก่อนจะมี Supply เพิ่มสูงขึ้นมากในระยะถัดไป” นายสาระกล่าว

ขอบคุณภาพจำลองโครงการ 66 Tower จากบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

นายสาระกล่าวต่อว่า การลงทุนอาคาร 66 Tower จะส่งผลให้สัดส่วนการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ทางตรงของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 6 พันล้านบาท หรือประมาณ 1% ของสินทรัพย์ทั้งหมด โดยบริษัทยังคงเดินหน้าศึกษาการลงทุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากกรอบของ คปภ. ยังเหลือให้ลงทุนได้อีกมาก

ยกตัวอย่างเช่น บริษัทสนใจการลงทุนอสังหาริมทรัพย์สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ แต่ยอมรับว่าการลงทุนประเภทนี้ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง บริษัทจึงอาจเป็นผู้พัฒนาโครงการและหาพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้เข้ามาบริหาร โดยจับกลุ่มลูกค้าระดับกลางอย่างพนักงานออฟฟิศเป็นหลัก เพราะกลุ่มระดับบนอาจมีความต้องการไม่มากนัก

ทั้งนี้ เมืองไทยประกันชีวิตมีกระแสเงินสดสำหรับการลงทุนอย่างเพียงพอและมีความสามารถในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ทางตรงได้ถึง 2 โครงการต่อปี ซึ่งอาจจะใช้วิธีซื้อกิจการ (M&A) หรือลงทุนก่อสร้างอาคารใหม่ก็ได้ อย่างไรก็ตามบริษัทก็ต้องพิจารณาการลงทุนให้อยู่ในกรอบและสอดคล้องกับประกันภัยซึ่งเป็นธุรกิจหลักด้วย เนื่องจากขณะนี้ลูกค้าซื้อประกันภัยเพื่อเน้นความคุ้มครองเป็นหลัก ดังนั้นการนำสินทรัพย์ไปลงทุนก็ต้องเป็นการลงทุนระยะยาวตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป เพื่อให้สอดคล้องกัน

นิธิพัฒน์ ทองพันธุ์ (ขวาสุด)

นายนิธิพัฒน์ ทองพันธุ์ กรรมการบริหารและหัวหน้าแผนกพัฒนาธุรกิจ บริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 ตลาดอาคารสำนักงานในกรุงเทพมหานครยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราพื้นที่ว่างเพียง 7% ในส่วนของค่าเช่ายังคงขยับขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน แต่ขยับขึ้นในอัตราที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม โครงการใหม่ ๆ จะทยอยเพิ่มเข้าสู่ตลาดในปี 2564 เป็นต้นไป โดยเฉพาะในปี 2565 ซึ่งจะมีพื้นที่สำนักงานให้เช่าเพิ่มขึ้นมาถึง 2 ล้านตารางเมตร ทำให้มีการแข่งขันกันมากขึ้น ดังนั้นการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์จึงต้องตอบโจทย์ผู้เช่าและเทรนด์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปให้ได้

สำหรับเทรนด์พื้นที่สำนักงานในกรุงเทพฯ เองก็ได้เปลี่ยนแปลงไป เพราะผู้เช่าจำนวนมากจะเปลี่ยนรูปแบบพื้นที่ทำงานเป็นพื้นที่ทำงานที่มีความคล่องตัว (Agile Workplace) โดยมีการใช้กลยุทธ์ในการจัดพื้นที่ทำงาน (Workplace Strategy) เพื่อให้ใช้พื้นที่น้อยลงแต่เพิ่มคนได้มากขึ้น ซึ่งกลยุทธ์ในการจัดพื้นที่ทำงานแบบใหม่นี้ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการเช่าพื้นที่สำนักงานในกรุงเทพฯ

โครงการ 66 Tower จึงได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่กำลังเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกแบบพื้นที่สำนักงานที่มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานอาคารสำนักงานระดับเกรด A  อีกทั้งยังออกแบบโดยคำนึงถึงการเตรียมความพร้อมในการรองรับผู้เช่าจำนวนมากในอนาคต เช่น ความเร็วของลิฟต์ จำนวนห้องน้ำที่เพียงพอ  นอกจากนั้นผู้เช่ายังสามารถทำบันไดเชื่อมต่อระหว่างชั้นภายในพื้นที่สำนักงานของตนเอง เพื่อตอบโจทย์การทำงานรูปแบบใหม่ที่มีความคล่องตัว

นอกจากนี้ ทำเลที่ตั้งที่ติดรถไฟฟ้า BTS สถานีอุดมสุข การมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันทั้งภายในและโดยรอบโครงการ รวมถึงมีห้องประชุมให้เช่า จึงเชื่อว่าโครงการ 66 Tower จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้เช่าในตลาดได้เป็นอย่างดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...