บทบาทกองทุนน้ำมันฯ พยุงราคาดีเซล 3 บาท/ลิตร
ในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันขยับ “ขึ้น-ลง” รุนแรง ตามแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน หลายประเทศทั่วโลกเริ่มตระหนักว่า “ราคาพลังงาน” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง แต่ผันผวนตามแรงเหวี่ยงของเหตุการณ์ที่ไม่มีใครควบคุมได้
ขณะที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะยาน น้ำมันดิบดูไบเคยพุ่งไปแตะระดับ 76.85 เหรียญ/บาร์เรล น้ำมันดีเซลแตะสูงสุดที่ระดับ 97.26 เหรียญ/บาร์เรล น้ำมันเบนซินพุ่งเกือบ 90 เหรียญ/บาร์เรล แต่คนไทยยังสามารถเติมน้ำมันดีเซลได้ในราคา 31.94 บาท/ลิตร
นี่ไม่ใช่เพราะ “ราคาตลาดไทยถูกกว่าตลาดโลก” ไม่ใช่เพราะ “กลไกตลาดทำงานได้เอง” แต่เพราะประเทศไทยมีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ถูกออกแบบขึ้นมาให้ทำหน้าที่ “พยุงราคาและรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ” ตามบทบาทที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย
ในช่วงเวลา 12 วันของวิกฤตน้ำมันพุ่ง (13-24 มิถุนายน 2568) หรือ“สงคราม 12 วัน” ตามที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เรียกขานการโจมตีกันอย่างหนักระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ซึ่งคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มีมติในช่วงดังกล่าวต่อเนื่องกันถึง 5 ครั้ง ภายในหนึ่งสัปดาห์ ในการปรับลดอัตราเงินชดเชยน้ำมันดีเซลและเบนซิน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่มีความเกี่ยวข้องกับภาคขนส่ง ทำให้คนไทยยังคงสามารถเติมน้ำมันดีเซลได้ในราคาเดิมที่ 31.94 บาทต่อลิตร ทั้งที่ราคาตลาดโลกผันผวนหนัก หากไม่มีการพยุงราคาไว้ ราคาดีเซลจะต้องบวกเพิ่มไปอีกกว่าลิตรละ 3 บาท ส่งผลให้รายรับของกองทุนน้ำมันฯ จากที่เคยเป็นบวกในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2568 กลับต้องติดลบกว่า 40 ล้านบาท/วัน ในกลุ่มน้ำมันดีเซล
นอกจากนี้ แม้ภายหลังสถานการณ์ระหว่างอิสราเอลและอิหร่านคลี่คลายลง แต่กองทุนน้ำมันฯยังคงดูแลราคาน้ำมันในประเทศ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงติดตามสถานการณ์ที่มีผลกระทบต่อราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด ปัจจุบันสภาพคล่องกองทุนน้ำมันฯเริ่มจะดีขึ้น แต่ยังคงมีปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิง โดยกลุ่มน้ำมันดีเซลมีรายรับประมาณวันละ 57.41 ล้านบาท และกลุ่มน้ำมันเบนซินมีรายรับประมาณวันละ 96.17 ล้านบาท ขณะที่ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 6 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ติดลบอยู่ที่ 32,856 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีน้ำมันบวกอยู่ที่ 11,274 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบอยู่ที่ 44,130 ล้านบาท
การทำงานของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่บนหลักกฎหมาย ภายใต้ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 และยังยืนยันที่จะเดินหน้ากลไกในการพยุงราคาน้ำมัน เพื่อไม่ให้ราคาน้ำมันที่ผันผวนในตลาดโลกมีผลต่อผู้ใช้น้ำมัน รวมถึงภาคการขนส่ง ซึ่งจะส่งต่อไปยังต้นทุนราคาสินค้า และกระทบต่อทุกภาคส่วนของระบบเศรษฐกิจ เพราะหากไม่มีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงทำหน้าที่พยุงราคาน้ำมันทำหน้าที่เป็น “กันชน” ดูดซับแรงกระแทกรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน ก็จะเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะต้องใช้งบประมาณมาดูแล หรือหากปล่อยให้ราคาลอยตัวอย่างเต็มรูปแบบ สุดท้ายผลกระทบก็จะส่งถึงประชาชน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : บทบาทกองทุนน้ำมันฯ พยุงราคาดีเซล 3 บาท/ลิตร
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net