โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กรุงไทย ให้มุมมองถ้า เจรจาภาษีไทย-สหรัฐฯ ไม่ประสบความสำเร็จ อาจกดดันเศรษฐกิจ กนง. จะมีโอกาสผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น จากเดิมคาดจะคงดอกเบี้ย

BTimes

อัพเดต 23 มิ.ย. 2568 เวลา 16.36 น. • เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 09.36 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

นายพูน พานิชย์พิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย (KTB) ประเมินว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบวันที่ 25 มิ.ย.นี้ คาดว่า กนง. จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.75% ไปก่อน เพื่อรอติดตามแนวโน้มการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ให้ชัดเจน โดยเฉพาะในส่วนของคดีความเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่อยู่ในชั้นศาลอุทธรณ์ และการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับไทย ซึ่งจะครบกำหนดระยะเวลาผ่อนผันการปรับขึ้นภาษีนำเข้าตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ในอัตรา 36% กับสินค้าจากไทย

"หากสุดท้าย การเจรจาภาษีไทย-สหรัฐฯ ไม่ประสบความสำเร็จ จนเสี่ยงที่ไทยจะถูกเรียกเก็บ Reciprocal Tariffs ทาง กนง. ก็สามารถปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินให้ผ่อนคลายมากขึ้นในการประชุมครั้งถัด ๆ ไปได้ เมื่อการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่แย่ลงชัดเจน จนต้องใช้นโยบายการเงินเข้าช่วยเหลือ" นายพูน กล่าว

ทั้งนี้ แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ที่อาจขยายตัวได้ต่ำกว่าระดับศักยภาพในอดีตชัดเจน (โตต่ำกว่าระดับ 3% ต่อปี) สะท้อนว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เหมาะสม หรือ Neutral Policy Rate ก็ควรอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 2.5% โดยอาจอยู่ในช่วง 2.00-2.50% แต่ทั้งนี้ ในระยะสั้น ท่ามกลางปัจจัยกดดันเศรษฐกิจไทยรอบด้าน ทั้งนโยบายการค้าของสหรัฐฯ หรือผลกระทบจากการหายไปของนักท่องเที่ยวจีน ทำให้นโยบายการเงินมีความจำเป็นที่จะต้องผ่อนคลาย และอยู่ในระดับต่ำกว่า Neutral Policy Rate เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจ

อีกทั้ง หากแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ไม่ได้ชะลอตัวลงหนักกว่าสมมติฐาน Reference Scenario ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ซึ่งปัจจุบัน ถือว่านโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ มีความผ่อนคลายมากกว่าที่ ธปท. ประเมินไว้) ทาง ธปท. ก็อาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยลงสู่ระดับ 1.50% ควบคู่ไปกับการใช้มาตรการช่วยเหลือเศรษฐกิจที่จำเพาะเจาะจง อย่างเช่น มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ โครงการคุณสู้เราช่วย และอานิสงส์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ก็ถือว่าเพียงพอที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยประคองผ่านแรงกดดันจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และปัจจัยเสี่ยงด้านลบอื่น ๆ ได้

อย่างไรก็ดี หากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ทวีความรุนแรงมากขึ้นชัดเจน เช่น ไทยถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าตอบโต้ในอัตราที่สูงกว่าปัจจุบัน และบรรดาประเทศอื่น ๆ ก็ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่สูง ประกอบกับแนวโน้มเศรษฐกิจประเทศหลัก เช่น สหรัฐฯ ชะลอตัวลงหนัก ก็มีโอกาสที่ภายในปีนี้ กนง.จะสามารถเดินหน้าลดดอกเบี้ยลงเหลือ 1.00% ได้ หรืออาจจะทยอยลดลงเหลือ 1.00% ภายในครึ่งแรกของปี 2569

ทั้งนี้ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ณ สิ้นปี 2568 จะอยู่ที่ระดับ 1.00-1.50%

โดยมองว่า ถ้าสถานการณ์น่ากังวลมาก กนง. สามารถเดินหน้าลดดอกเบี้ยลงมาได้ถึง 1.00% และอาจเริ่มมีการพิจารณาใช้มาตรการอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ ทั้งในภาคครัวเรือนและภาคเอกชน โดยมาตรการดังกล่าวอาจคล้ายกับในช่วงวิกฤต COVID-19 หรืออาจจะทยอยลดลงเหลือ 1.00% ภายในครึ่งแรกของปีหน้า

ส่วนสถานการณ์สงครามระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน ที่ล่าสุดสหรัฐฯ เข้ามาร่วมปฏิบัติการทางทหารกับอิสราเอลในการโจมตีอิหร่าน ซึ่งทำให้คาดว่าสงครามจะยิ่งรุนแรงและยืดเยื้อต่อไปอีกนั้น นายพูน มองว่า ยิ่งปัจจัยความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น ก็เชื่อว่า กนง.จะรอดูและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดไปก่อน ดังนั้นจึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เชื่อว่า กนง.จะยังตรึงดอกเบี้ยไว้ในการประชุมรอบนี้

สำหรับการประชุม กนง.ของปี 2568 นอกจากการประชุมที่จะมีขึ้นในวันที่ 25 มิ.ย.นี้แล้ว ในช่วงครึ่งปีหลังยังเหลือการประชุมอีก 3 ครั้ง คือ วันที่ 13 ส.ค., 8 ต.ค. และ 17 ธ.ค.68

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...