แผนกระตุ้นส่งออกครึ่งปีหลัง DITP ดัน 3 งานใหญ่กวาด 5 หมื่นล้าน
แผนกระตุ้นกิจกรรมผลักดันการส่งออกครึ่งปีหลัง 2568 เป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อรับมือปัญหา ทรัมป์ 2.0 และสงครามการค้าสหรัฐ-จีน ที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกทั่วโลก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้ร่วมกับพันธมิตรและเอกชน เตรียมจัดกิจกรรมแสดงสินค้า 3 งานใหญ่
ได้แก่ งานแสดงสินค้า THAIFEX Anuga Asia 2025 (27-31 พ.ค. 2568) TILOG-Logistix (ส.ค. 2568) และ Bangkok Gems and Jewelry Fair (ก.ย. 2568) รวมไปถึงงานย่อยอีก 1 งานที่จะสนับสนุนงานใหญ่ งาน Bangkok International Digital Content Festival (ส่งเสริมธุรกิจดิจิทัลคอนเทนต์) เป็นต้น
กิจกรรมดังกล่าวเชื่อว่าจะช่วยสร้างมูลค่าซื้อ-ขาย และนำรายได้เข้าประเทศโดยรวมไม่น้อยกว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งการจัดกิจกรรมแสดงสินค้าเพื่อผลักดันการส่งออก เป็น 1 ในเป้าหมายการทำงานที่กรมต้องการจะส่งเสริมผู้ส่งออก ผู้ประกอบการไทยในการทำตลาด อีกทั้งเป็นเป้าหมายการทำงานของกรมที่ต้องการผลักดันการส่งออกของไทยในปี 2568 นี้ ที่ตั้งไว้ให้เติบโต 2-3% แม้จะเป็นเป้าหมายที่สูง ภายใต้ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ แต่เป็นเป้าหมายที่ท้าทายว่าจะสามารถผลักดันให้ภารกิจของกรมประสบความสำเร็จได้หรือไม่
สั่งทูตพาณิชย์คิดวิธีรับมือทรัมป์
นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ระบุว่า กรมมีแผนจัดกิจกรรมกระตุ้นส่งออกภายใต้ปีงบประมาณ 2568 รวมทั้งสิ้น 510 โครงการ กว่า 700 กิจกรรมย่อย โดยมีเป้าหมายสร้างมูลค่าการค้ารวมประมาณ 92,363 ล้านบาท และผู้ประกอบการได้รับประโยชน์ 261,804 ราย โดยกรมได้เริ่มจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ย. 67-มี.ค. 68
อาทิ งานแสดงสินค้างานใหญ่ 4 งาน คือ งาน Bangkok Gems and Jewelry Fair (อัญมณีและเครื่องประดับ) THAIFEX Horec Asia (ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่และธุรกิจจัดเลี้ยง STYLE Bangkok (ไลฟ์สไตล์และแฟชั่น) และ TAPA (ยานยนต์และชิ้นส่วน) เป็นต้น ซึ่งการดำเนินกิจกรรมของกรมสร้างมูลค่าการค้าจากกิจกรรมส่งเสริมการส่งออก 36,921 ล้านบาท ผู้ประกอบการได้รับประโยชน์ 42,409 ราย
“กิจกรรมที่กรมผลักดันเป็นกิจกรรมหลักที่ร่วมมือกับพันธมิตร ภาครัฐและเอกชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออก ผู้ประกอบการไทย ได้พบปะผู้นำเข้าจากต่างประเทศทั่วโลก จากการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าที่ได้จัดขึ้น ซึ่งนอกจากเป็นเวทีแสดงสินค้า ยังมีเวทีเจรจาซื้อ-ขายด้วย เป็นการต่อยอดการค้า การส่งออกให้กับสินค้าไทยไปในตลาดโลก”
อีกทั้งกรมยังได้มอบหมายให้ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ทั้ง 58 แห่ง เตรียมแผนตั้งรับสงครามการค้าที่เกิดขึ้น รวมไปถึงมาตรการเก็บภาษีนำเข้าสินค้า ทรัมป์ 2.0 ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาเชิงลึก ศึกษารายละเอียดหาช่องทางและโอกาสในการผลักดันการส่งออก หรือไทยสามารถเข้าไปเป็นห่วงโซ่อุปทานอย่างไรได้บ้าง
รวมไปถึงคู่แข่งของไทยมีการปรับตัวอย่างไร เพื่อผลักดันการส่งออก และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออก อีกทั้งประสานผู้นำเข้าในการเข้าร่วมกิจกรรมที่ไทยจัดขึ้น ซึ่งต้องมีการหาลูกค้าใหม่ ๆ เพิ่มเติม นอกจากรายเดิมที่มีอยู่แล้ว
สนับสนุนส่งออกผลไม้ไทย
นอกจากนี้ ในช่วงที่ผลไม้ภาคตะวันออกกำลังออกสู่ตลาดประมาณ 1.45 ล้านตัน เช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง เป็นต้น กรมได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนมาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2568 ของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีจำนวน 7 มาตรการ 25 แผนงาน ซึ่งในส่วนที่กรมเกี่ยวข้องมี 2 ส่วนสำคัญ คือ มาตรการส่งเสริมตลาดต่างประเทศ และมาตรการยกระดับสินค้าผลไม้ไทย
ผ่านการดำเนินงาน 5 แผนงาน ได้แก่ 1) จับคู่เจรจาธุรกิจสินค้าผลไม้ 2) ส่งเสริมการขายผลไม้ ในต่างประเทศ 3) ส่งเสริมการส่งออกผลไม้ในงานแสดงสินค้านานาชาติ 4) ผลักดันการใช้ประโยชน์การค้าจาก FTA 5) สื่อประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทย
โดยกรมมีแนวทางจัดกิจกรรมทั้งภายในและต่างประเทศ โดยในประเทศได้จัดงานจับคู่ธุรกิจ ระหว่างผู้ส่งออกไทย 96 บริษัท จาก 31 จังหวัด และผู้นำเข้า 63 บริษัท จาก 19 ประเทศ โดยทูตพาณิชย์เชื่อมโยงผู้นำเข้าทั่วโลก เกิดการจับคู่จำนวน 441 นัดหมาย และมูลค่าการค้าทันทีและคาดการณ์ 1 ปี รวม 52.462 ล้านเหรียญสหรัฐ
ส่วนการส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ กรมได้เดินหน้าแก้ปัญหาด้านการค้าและโลจิสติกส์เพื่อให้การส่งออกผลไม้ไทยไปต่างประเทศได้สะดวกขึ้น โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศสำคัญในการส่งออกผลไม้ไทยอย่างทุเรียน นอกจากนี้ยังจะมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำในต่างประเทศ รวมถึงการเจรจาการค้าออนไลน์ เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรและผู้นำเข้าจากต่างประเทศได้มีการเจรจาซื้อขายกันอีกด้วย
นำ Soft Power ไทยรุกเวทีโลก
ส่วนนโยบาย Soft Power ของรัฐบาลที่วางเป้าหมายไปสู่เวทีโลกนั้น กรมได้สนับสนุนอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ 6 อุตสาหกรรม จาก 14 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ หนังสือ เกม การออกแบบ แฟชั่น ภาพยนตร์ ละครและซีรีส์ โดยตลาดที่มีศักยภาพเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ เยอรมนี อิตาลี ฝรั่งเศส สหรัฐ ซึ่งกรมจะนำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าสำคัญ และการจัดคณะผู้แทนการค้าไปเจรจาธุรกิจ
ทั้งนี้ ผลการดำเนินงาน ตลอดระยะ 7 เดือนที่ผ่านมา (ก.ย. 67-มี.ค. 2568) สามารถสร้างมูลค่าการค้าให้กับประเทศไทยกว่า 9,660 ล้านบาท ผู้ประกอบการได้ประโยชน์ 323 ราย ได้แก่ ภาพยนตร์ ละครและซีรีส์ ในงาน Asian Contents & Film Market (ACFM 2024) (เกาหลีใต้) งาน TIFFCOM 2024 (ญี่ปุ่น) เกม ในงาน Tokyo Game Show (ญี่ปุ่น) THE SPIEL ESSEN 2024 (เยอรมนี) หนังสือ ในงาน Taipei International Book Exhibition 2025 (ไต้หวัน) เป็นต้น
ส่วนช่วงครึ่งปีหลัง กรมมีแผนขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power โดยนำผู้ประกอบการไทยไปร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ เช่น ภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ ในงาน Cannes Film Festival 2025 ฝรั่งเศส (พ.ค.) งาน Festival International du Film d’Animationd’Annecy ฝรั่งเศส (มิ.ย.) งาน Asian Contents & Film Market 2025 เกาหลีใต้ (ก.ย. 68) นำมวยไทย ไปร่วมจัดใน OBM สินค้าและบริการมวยไทย กับผู้ประกอบการในภูมิภาคยุโรป (สเปน เดนมาร์ก เยอรมนี) (มิ.ย.)
และงานออกแบบ ร่วมในงาน Milan Design Week อิตาลี (เม.ย.)/SPACE Design Fair เกาหลีใต้ (ก.ค.)/Maison & Objet ฝรั่งเศส (ก.ย.) งาน Coterie New York สหรัฐ (ก.ย.) งาน Dutch Design Week เนเธอร์แลนด์ (ต.ค.) เป็นต้น โดยกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นการส่งออกของไทยไปในตลาดโลก โดยเชื่อว่าจะเดินหน้าและผลักดันได้ตามเป้าหมาย แม้จะอยู่ภายใต้ปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นก็ตาม
ทูตพาณิชย์เกาะติดทรัมป์ 2.0
ส่วนกรณีทรัมป์ 2.0 นั้น ล่าสุดสหรัฐประกาศเลื่อนการเก็บภาษีต่างตอบแทนทั้งหมด ที่เดิมระบุเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2568 ออกไป 90 วัน โดยจะเหลือภาษีนำเข้าพื้นฐาน 10% ที่ยังคงมีผลบังคับใช้ ยกเว้นภาษีต่างตอบแทนที่เก็บกับจีน ซึ่งยังคงไว้และในอัตราเพิ่มขึ้น จากการที่จีนตอบโต้ด้วยการเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ โดยรัฐบาลได้เตรียมความพร้อม โดยนายกรัฐมนตรีได้มีการตั้ง “คณะทำงานนโยบายการค้าสหรัฐอเมริกา” ซึ่งมีการประชุมหารือมาตรการรับมือต่อเนื่อง
สำหรับกรมมีส่วนร่วมในการเตรียมการรับมือ ในส่วนการสนับสนุนข้อมูลจากทูตพาณิชย์ในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก และการวางแผนร่วมกับภาคเอกชนรองรับผลกระทบ แนวทางการเปิดตลาดใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐ พร้อมสั่งให้ทูตพาณิชย์ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งหาตลาดใหม่เพื่อรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แผนกระตุ้นส่งออกครึ่งปีหลัง DITP ดัน 3 งานใหญ่กวาด 5 หมื่นล้าน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net