ย้อนดูถ้อยคำของ Virginia Woolf เมื่อปี 1938 ในปี 2025 ที่สงครามอิหร่าน-อิสราเอลปะทุขึ้น และผู้ชนะอาจเป็นสหรัฐอเมริกา
สงครามไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เรียกว่าปิตาธิปไตยเพียงอย่างเดียวแน่ๆ แต่มันยังว่าด้วยอำนาจและความรุนแรงในมิติอื่นๆ ที่ซับซ้อนกว่านั้น ทั้งเรื่องของศาสนาและเชื้อชาติ ความมั่นคงระหว่างประเทศ ฯลฯ รวมถึงเดิมพันด้วยผลประโยชน์มหาศาล เพียงแต่น่าสนใจว่า เรื่องเพศอาจเป็น ‘อีกปัจจัยร่วม’ ที่ขับเคลื่อนสงครามหรือไม่? เมื่อเหล่าผู้กุมอำนาจในหลายๆ ประเทศที่เกิดสงครามยังคงเป็นเพศชายและอยู่ในเจเนอเรชั่นที่ผู้ชายถูกหล่อหลอมมาด้วยเรื่องของความเด็ดเดี่ยว ความเป็นชายชาติทหาร การแสดงออกถึงความแข็งแกร่ง การต้องรักษาไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของตนและของชาติ อีกทั้งวัฒนธรรมกองทัพที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในสงครามก็เต็มไปด้วยความเป็นชายอย่างเข้มข้น
และนี่ก็คือสิ่งที่ Virginia Woolf ได้เขียนเอาไว้ในปี 1938 ในหนังสือ Three Guineas ของเธอว่า “สงครามคือเกมของผู้ชาย เครื่องจักรสังหารนั้นมีเพศ และนั่นก็คือเพศชาย” ซึ่งไม่ได้เพียงชี้ว่าคนเพศอื่นๆ กลายเป็นเหยื่อในเกมของเหล่าผู้นำชาย แต่ผู้ชายเองก็เป็นเหยื่อที่ถูกหล่อหลอมให้กลายเป็นเครื่องจักรสังหารเช่นกัน โดยในช่วงเวลานั้น ลัทธิฟาสซิสม์กำลังขยายตัวในยุโรป ที่เยอรมันมีฮิลเลอร์ปกครองอยู่ และที่อิตาลีก็มีมุโสลินี ส่วนในประเทศอังกฤษที่วูล์ฟอยู่ก็เต็มไปด้วยเสียงสนับสนุนจักรวรรดินิยมและความเป็นปิตาธิปไตยที่ข้นคลั่ก ผู้หญิงเพิ่งมีสิทธิเลือกตั้งได้ร่วมสิบปี แต่ยังคงไม่มีส่วนร่วมในการเมืองระดับประเทศ สิ่งที่วูล์ฟเขียนจึงเป็นมุมมองสตรีนิยมจากยุคสมัยของเธอ ซึ่งดูจะล้าสมัยไปแล้วสำหรับใครหลายคน แต่เมื่อกระโดดข้ามมาในปี 2025 การมองสงครามด้วยมิติทางเพศก็ยังคงน่าสนใจอยู่
สงครามระหว่างอิหร่านและอิสราเอลที่ดำเนินอยู่ ณ ขณะนี้ สั่นสะเทือนดุลอำนาจในตะวันออกกลางและทำให้ทั้งโลกเริ่มกังวลถึงสงครามที่อาจใหญ่กว่านั้น แม้บางคนจะมองว่าเป็นเพียงโชว์ปาหี่ โดยเฉพาะหลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงกันได้แล้ว และหยุดสงครามไว้ที่เพียง 12 วัน แต่ล่าสุดในวันที่ 24 มิถุนายนนี้เอง ทั้งสองประเทศก็ยังคงโจมตีกันอยู่ หลายคนเริ่มกดขำโพสต์ในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับสงครามครั้งนี้และตั้งคำถามเชิงขำขันว่า “เขาเล่นอะไรกัน” แต่อาจต้องไม่ลืมว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วร่วม 800 คน และบาดเจ็บอีกกว่าสามพันคน
และหากนี่เป็นเกม ผู้เล่นหลักๆ ในเกมนี้มีใครกันบ้าง?
หนึ่งเลยก็คือ ‘นายเบนจามิน เนทันยาฮู’ นายกรัฐมนตรีอิสราเอลที่เคยเป็นทหารและร่วมรบมาแล้วในหลายๆ สงคราม และในฐานะผู้นำสูงสุดสมัยที่ 6 เขาได้ประกาศกร้าวที่จะถล่มกลุ่มฮามาสให้ย่อยยับและทำอย่างนั้นจริงๆ จนมีผู้เสียชีวิตร่วม 55,000 คน นับตั้งแต่เริ่มต้นสงครามในฉนวนกาซ่า
สองคือ ‘นายอาลี คาเมเนอี’ ผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่ดำรงตำแหน่งยาวนานกว่า 35 ปี หนึ่งในผู้มีอำนาจมากที่สุดในตะวันออกกลาง ที่เป็นเป้าในการปลิดชีพของอิสราเอล เขาเข้าร่วมขบวนการต่อต้านประชาธิปไตยมาตั้งแต่เด็ก และเมื่อขึ้นสู่อำนาจเขาก็ให้ความสำคัญสูงสุดกับแสนยานุภาพของกองทัพ
และถัดมาก็คือ ‘นายโดนัลด์ ทรัมป์’ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ที่ตัดสินใจเข้าช่วยหนุนกองกำลังของอิสราเอลและพยายามให้อิหร่านเปลี่ยนระบอบการปกครองเสียใหม่ และถ้าถามว่าใครจะเป็นผู้ชนะในสงครามครั้งนี้ ก็มีคนวิเคราะห์เอาไว้ว่าอาจจะเป็นสหรัฐอเมริกา ที่ได้แสดงให้เห็นว่าอิสราเอลจำเป็นต้องพึ่งพาสหรัฐ สามารถกำราบอิหร่านได้ และหากทำได้สำเร็จ ก็จะได้ประกาศให้โลกรู้ว่าตัวเอง (มีอำนาจมากพอที่จะ) เป็นผู้ยุติสงคราม โดยที่แม้แต่รัสเซียยังไม่กล้าออกตัวมากเท่า
สิ่งที่เกิดขึ้นดูคล้ายคลึงกับที่เวอร์จิเนีย วูล์ฟกล่าวไว้เมื่อ 87 ปีก่อน ว่านี่คือเกมของเหล่าผู้ชาย ซึ่งแน่นอนว่าวูล์ฟและเราไม่ได้เกลียดชังผู้ชาย ไม่ใช่ผู้ชายทุกคนที่เลวร้าย และผู้ชายก็ไม่ได้เลวร้ายโดยตัวของพวกเขาเอง เพียงแต่ผู้ชายจำนวนมากถูกหล่อหลอมมาโดยระบอบชายเป็นใหญ่ และได้กลายเป็นผลผลิตสำเร็จรูปของอำนาจนิยม จนทำให้พวกเขาบางคนเลือกที่จะก่อสงครามที่พรากเอาสันติภาพและความปลอดภัยไปจากผู้คนจำนวนมาก ซึ่งน่าสนใจว่าหากผู้นำเหล่านั้น เป็นเพศอื่นๆ หรือเติบโตมากับวิธีคิดแบบอื่นๆ นอกเหนือจากชายเป็นใหญ่ สงครามที่ดำเนินอยู่ ณ ขณะนี้อาจจะไม่รุนแรงเท่าที่เป็นอยู่ไหม หรือมันอาจไม่ได้เกิดขึ้นเลยหรือเปล่า? เราไม่อาจรู้ได้เลย เพราะมันยังไม่เคยมีซีเนริโอเหล่านั้นให้เห็น คุณเองคิดเห็นอย่างไร เราขอชวนมาแชร์กัน
อ้างอิง