โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ลาว เผชิญวิกฤตเงิน ทุนสำรองร่อยหรอ ซ้ำเงินกู้จีนท่วม ยอมให้จีนยึดไฟฟ้า แลกการใช้หนี้

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 ก.ค. 2567 เวลา 14.45 น. • เผยแพร่ 15 ก.ค. 2567 เวลา 07.45 น.

ลาว เผชิญวิกฤตการเงินและหนี้ต่างประเทศ เผยรัฐบาลลาวพยายามเพิ่มทุนสำรองต่างประเทศ ขณะพึ่งพาจีนอย่างสูง ต้องหนี้เป็นทุน ให้จีนครอบครองไฟฟ้าแทนการใช้หนี้

วันที่ 15 กรกฎาคม 2567 สำนักข่าวนิกเกอิเอเชียรายงานว่า ลาวกำลังเผชิญปัญหาความไม่มั่นคงทางการเงินและวิกฤตหนี้ต่างประเทศ โดยรัฐบาลได้เปลี่ยนแปลงธนาคารแห่งสปป.ลาวได้เปลี่ยนแปลงผู้ว่าการคนใหม่ หลังจากถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่สามารถจัดการเงินสำรองเงินตราต่างประเทศได้ดีพอ และรัฐบาลกำลังตกอยู่ภายใต้ความกดดันว่าอาจผิดนัดชำระหนี้จำนวนมหาศาล ซ้ำยังไม่สามารถหลุดพ้นจากการพึ่งพาจีน

นายสันติภาพ พมวิหาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลาว กล่าวว่าลาวไม่ต้องการผิดนัดชำระหนี้ต่างประเทศ แต่ก็ไม่ต้องการขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เนื่องจากผลกระทบทางการเงิน

ข้อมูลจากการกระทรวงการคลังลาวระบุว่า ในปี 2566 หนี้สาธารณะในสกุลเงินต่างประเทศเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 950 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 507 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้แล้ว หนี้สาธารณะและหนี้ที่รัฐบาลค้ำประกัน รวมทั้งหนี้ในประเทศและหนี้ต่างประเทศสูงถึง 1.38 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 10.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยหนี้ต่างประเทศสุทธิอยู่ที่ 1.05 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในจำนวนนี้ หนี้ที่กู้มาจากจีนคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 48% หรือ 5.09 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

แหล่งข่าวระบุว่า ณ สิ้นเดือนมี.ค. 2567 ทุนสำรองระหว่างประเทศของลาวอยู่ที่ประมาณ 1.85 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และต้องชำระหนี้ประมาณปีละ 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ปี 2567 ถึงปี 2571 ซึ่งรัฐบาลกำลังพยายามเพิ่มทุนสำรองสกุลดอลลาร์สหรัฐเพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ต่างประเทศ ขณะที่นายสันติภาพกล่าวว่า รัฐบาลจำเป็นต้องมีเงินสำรองอย่างน้อย 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับหนี้ทั้งหมด

ปัญหาทางการเงินของลาวอีกประการคือการอ่อนค่าของเงินกีบ โดยในปัจจุบัน ค่าเงินกีบอยู่ที่ประมาณ 21,500 กีบ ต่อ ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงจากระดับ 11,500 กีบ ต่อดอลลาร์สหรัฐในปี 2565 ซึ่งการที่เงินกีบอ่อนค่าลงอย่างมากส่งผลให้เศรษฐกิจลาวได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นอย่างมาก ลาวจึงต้องพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐมากขึ้น ทั้งเพื่อชำระหนี้ต่างประเทศ การลงทุนในประเทศ รวมถึงการอุปโภคบริโภคอีกด้วย

นายสถิตย์ ตะแลงสัตยา นักเศรษฐศาสตร์ของ UOB ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ในปีที่แล้ว รัฐบาลได้แจ้งให้ธนาคารพาณิชย์ลาวเพิ่มเงินทุนจากต่างประเทศ ทำให้เงินทุนสำรองสกุลดอลลาร์เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และผู้ส่งออกของลาวถูกกดดันให้ฝากเงินดอลลาร์ไว้ที่ธนาคารในประเทศ

ขณะที่นางเอ็มมา อัลเลน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำธนาคารพัฒนาเอเชียแห่งประเทศลาว กล่าวว่ารัฐบาลมีเงินทุนไม่พอใช้หนี้ และอาจต้องกู้ยืมเงินเพิ่มขึ้น และจะต้องเตรียมพร้อมรับความท้าทายทางเศรษฐกิจมหภาคเพื่อปรับปรุงอันดับเครดิตของประเทศ

นายโทชิโร นิชิซาวา ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยโตเกียว ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจลาวและเคยเป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐบาลลาว กล่าวกับสำนักข่าวนิกเกอิเอเชียว่า การจำยอมพึ่งพาจีนกลายเป็นตัวเลือกที่ลาวหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจีนเป็นคู่ค้าและผู้ให้กู้รายใหญ่ที่สุดของลาว โดยในปี 2563 ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของจีนได้เลื่อนการชำระหนี้ของลาวออกไป และได้บรรลุการทำสัญญาแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้เงินทุนสำรองต่างประเทศของลาวเพิ่มขึ้นจากประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2563 สู่ระดับ 1.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567

อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกเผยแพร่รายงานเมื่อเดือนเม.ย. ระบุว่า ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของลาว ซึ่งไม่นับรวมสัญญาแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศกับจีน ยังไม่มากเพียงพอครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการนำเข้าสินค้าและบริการสำหรับใช้ในประเทศเพียง 1 เดือน

นายนิชิซาวา กล่าวว่า วิธีแก้ปัญหาในระยะสั้นเพียงวิธีเดียวคือการรักษาเสถียรภาพของเงินสำรองเงินตราต่างประเทศ โดยการเก็บออมเงินตราต่างประเทศผ่านการเลื่อนการชำระหนี้และการทำสัญญาแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศกับจีนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยบรรเทาแรงกดดันจากภาระหนี้ต่างประเทศในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 ได้

รายงานจากสำนักงานสถิติของรับบาลลาวระบุว่า ในปี 2566 การเลื่อนชำระหนี้ช่วยให้ลาวผัดผ่อนการชำระหนี้ไปได้ 640 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยอดการเลื่อนชำระหนี้ตั้งแต่ปี 2563 อยู่ที่ 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ กลยุทธ์อีกอย่างหนึ่งในการประนีประนอมกับจีนคือการเปลี่ยนหนี้เป็นทุน โดยลาวเสนอให้จีนถือครองหุ้นส่วนใหญ่ในโครงข่ายการจ่ายไฟฟ้าของบริษัทการไฟฟ้าของรัฐ ซึ่งนักวิเคราะห์ทางการเมืองของลาวกล่าวว่า การแลกหนี้เป็นทุนกับจีนนั้นเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงทางการเมือง เนื่องจากรัฐบาลถูกกล่าวหาด้านการทุจริตคอร์รัปชันและประสบปัญหาในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ ดังนั้นการกระทำดังกล่าวจะยิ่งก่อให้เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลมากยิ่งขึ้น

อ้างอิง : asia.nikkei.com

📌 อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจเอเชีย ทั้งหมด ได้ที่นี่ 📌

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...