ลาว เผชิญวิกฤตเงิน ทุนสำรองร่อยหรอ ซ้ำเงินกู้จีนท่วม ยอมให้จีนยึดไฟฟ้า แลกการใช้หนี้
ลาว เผชิญวิกฤตการเงินและหนี้ต่างประเทศ เผยรัฐบาลลาวพยายามเพิ่มทุนสำรองต่างประเทศ ขณะพึ่งพาจีนอย่างสูง ต้องหนี้เป็นทุน ให้จีนครอบครองไฟฟ้าแทนการใช้หนี้
วันที่ 15 กรกฎาคม 2567 สำนักข่าวนิกเกอิเอเชียรายงานว่า ลาวกำลังเผชิญปัญหาความไม่มั่นคงทางการเงินและวิกฤตหนี้ต่างประเทศ โดยรัฐบาลได้เปลี่ยนแปลงธนาคารแห่งสปป.ลาวได้เปลี่ยนแปลงผู้ว่าการคนใหม่ หลังจากถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่สามารถจัดการเงินสำรองเงินตราต่างประเทศได้ดีพอ และรัฐบาลกำลังตกอยู่ภายใต้ความกดดันว่าอาจผิดนัดชำระหนี้จำนวนมหาศาล ซ้ำยังไม่สามารถหลุดพ้นจากการพึ่งพาจีน
นายสันติภาพ พมวิหาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลาว กล่าวว่าลาวไม่ต้องการผิดนัดชำระหนี้ต่างประเทศ แต่ก็ไม่ต้องการขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เนื่องจากผลกระทบทางการเงิน
ข้อมูลจากการกระทรวงการคลังลาวระบุว่า ในปี 2566 หนี้สาธารณะในสกุลเงินต่างประเทศเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 950 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 507 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้แล้ว หนี้สาธารณะและหนี้ที่รัฐบาลค้ำประกัน รวมทั้งหนี้ในประเทศและหนี้ต่างประเทศสูงถึง 1.38 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 10.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยหนี้ต่างประเทศสุทธิอยู่ที่ 1.05 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในจำนวนนี้ หนี้ที่กู้มาจากจีนคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 48% หรือ 5.09 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
แหล่งข่าวระบุว่า ณ สิ้นเดือนมี.ค. 2567 ทุนสำรองระหว่างประเทศของลาวอยู่ที่ประมาณ 1.85 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และต้องชำระหนี้ประมาณปีละ 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ปี 2567 ถึงปี 2571 ซึ่งรัฐบาลกำลังพยายามเพิ่มทุนสำรองสกุลดอลลาร์สหรัฐเพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ต่างประเทศ ขณะที่นายสันติภาพกล่าวว่า รัฐบาลจำเป็นต้องมีเงินสำรองอย่างน้อย 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับหนี้ทั้งหมด
ปัญหาทางการเงินของลาวอีกประการคือการอ่อนค่าของเงินกีบ โดยในปัจจุบัน ค่าเงินกีบอยู่ที่ประมาณ 21,500 กีบ ต่อ ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงจากระดับ 11,500 กีบ ต่อดอลลาร์สหรัฐในปี 2565 ซึ่งการที่เงินกีบอ่อนค่าลงอย่างมากส่งผลให้เศรษฐกิจลาวได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นอย่างมาก ลาวจึงต้องพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐมากขึ้น ทั้งเพื่อชำระหนี้ต่างประเทศ การลงทุนในประเทศ รวมถึงการอุปโภคบริโภคอีกด้วย
นายสถิตย์ ตะแลงสัตยา นักเศรษฐศาสตร์ของ UOB ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ในปีที่แล้ว รัฐบาลได้แจ้งให้ธนาคารพาณิชย์ลาวเพิ่มเงินทุนจากต่างประเทศ ทำให้เงินทุนสำรองสกุลดอลลาร์เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และผู้ส่งออกของลาวถูกกดดันให้ฝากเงินดอลลาร์ไว้ที่ธนาคารในประเทศ
ขณะที่นางเอ็มมา อัลเลน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำธนาคารพัฒนาเอเชียแห่งประเทศลาว กล่าวว่ารัฐบาลมีเงินทุนไม่พอใช้หนี้ และอาจต้องกู้ยืมเงินเพิ่มขึ้น และจะต้องเตรียมพร้อมรับความท้าทายทางเศรษฐกิจมหภาคเพื่อปรับปรุงอันดับเครดิตของประเทศ
นายโทชิโร นิชิซาวา ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยโตเกียว ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจลาวและเคยเป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐบาลลาว กล่าวกับสำนักข่าวนิกเกอิเอเชียว่า การจำยอมพึ่งพาจีนกลายเป็นตัวเลือกที่ลาวหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจีนเป็นคู่ค้าและผู้ให้กู้รายใหญ่ที่สุดของลาว โดยในปี 2563 ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของจีนได้เลื่อนการชำระหนี้ของลาวออกไป และได้บรรลุการทำสัญญาแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้เงินทุนสำรองต่างประเทศของลาวเพิ่มขึ้นจากประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2563 สู่ระดับ 1.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567
อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกเผยแพร่รายงานเมื่อเดือนเม.ย. ระบุว่า ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของลาว ซึ่งไม่นับรวมสัญญาแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศกับจีน ยังไม่มากเพียงพอครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการนำเข้าสินค้าและบริการสำหรับใช้ในประเทศเพียง 1 เดือน
นายนิชิซาวา กล่าวว่า วิธีแก้ปัญหาในระยะสั้นเพียงวิธีเดียวคือการรักษาเสถียรภาพของเงินสำรองเงินตราต่างประเทศ โดยการเก็บออมเงินตราต่างประเทศผ่านการเลื่อนการชำระหนี้และการทำสัญญาแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศกับจีนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยบรรเทาแรงกดดันจากภาระหนี้ต่างประเทศในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 ได้
รายงานจากสำนักงานสถิติของรับบาลลาวระบุว่า ในปี 2566 การเลื่อนชำระหนี้ช่วยให้ลาวผัดผ่อนการชำระหนี้ไปได้ 640 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยอดการเลื่อนชำระหนี้ตั้งแต่ปี 2563 อยู่ที่ 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ กลยุทธ์อีกอย่างหนึ่งในการประนีประนอมกับจีนคือการเปลี่ยนหนี้เป็นทุน โดยลาวเสนอให้จีนถือครองหุ้นส่วนใหญ่ในโครงข่ายการจ่ายไฟฟ้าของบริษัทการไฟฟ้าของรัฐ ซึ่งนักวิเคราะห์ทางการเมืองของลาวกล่าวว่า การแลกหนี้เป็นทุนกับจีนนั้นเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงทางการเมือง เนื่องจากรัฐบาลถูกกล่าวหาด้านการทุจริตคอร์รัปชันและประสบปัญหาในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ ดังนั้นการกระทำดังกล่าวจะยิ่งก่อให้เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลมากยิ่งขึ้น
อ้างอิง : asia.nikkei.com
📌 อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจเอเชีย ทั้งหมด ได้ที่นี่ 📌