โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทะเลาะไม่หยุด! เมียดึงเบรกมือรถชนเสาไฟพ่อแม่ตาย ลูก 2 คนบาดเจ็บ

ข่าวช่อง8

เผยแพร่ 22 ก.ค. 2567 เวลา 13.01 น. • RS PCL

จากกรณีสองสามีภรรยาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถเก๋งเสียหลักรถกระบะที่จอดอยู่ข้างทางและชนเสาไฟฟ้าหักสองท่อน บนถนนสุขประยูรขาเข้าพนัสนิคมหมู่ 1 ตำบลหนองตำลึง อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี ทราบชื่อคือ นายสิรภพ อายุ 41 ปี (คนขับ) นางสาวณัจฉรียา อายุ 41 ปี (นั่งข้างคนขับ) นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกสองราย ซึ่งเป็นลูกของผู้เสียชีวิตที่นั่งอยู่บริเวณเบาะหลัง ทราบชื่อคือ เด็กชายพัชรพล อายุ 14 ปี และเด็กชายเกษมโชค อายุ 11 ปี

ล่าสุดทีมข่าวช่องแปดได้ลงพื้นที่ไปยังจุดเกิดเหตุพบว่าบริเวณที่เกิดเหตุยังคงมีร่องรอยของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากเมื่อคืนที่ผ่านมา โดยมีทั้งเศษซากรถที่แตกหักวางกองอยู่ริมทางถนน, มีป้ายสัญญาณบอกทางข้ามทางม้าลายที่หลุดออกจากพื้น, เสาไฟฟ้าที่ชำรุดเสียหายหักเป็นสองท่อน

นอกจากนี้กล้องวงจรปิดก็สามารถบันทึกภาพขณะเกิดเหตุเอาไว้ได้ โดยเป็นภาพของวันที่ 21 กรกฎาคม 2567 เริ่มจากกล้องตัวที่ 1-2 ในเวลา 20.44 น. จะเห็นว่ารถเก๋งสีขาวนั้นได้ขับมาด้วยความเร็วมาก ซึ่งขณะนั้นสภาพการจราจรบนท้องถนนก็ไม่ค่อยจะดีซักเท่าไหร่เนื่องจากมีฝนตกค่อนข้างหนัก ต่อมาในเวลาเดียวกันกล้องตัวที่ 3 จะเห็นว่ารถเก๋งคันดังกล่าวได้หมุนเสียหลักไปชนเข้ากกับรถกระบะตู้ทึบที่จอดอยู่ข้างทาง จนเวลาผ่านไปประมาณ 5 นาที รถของเจ้าหน้าที่กู้ภัยก็ได้ขับเข้ามายังจุดเกิดเหตุจำนวนหลายคัน เพื่อที่จะมาทำการช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ในซากรถออกมาและนำส่งโรงพยาบาล

ต่อมาในเวลา 16.30 น. เจ้าหน้าที่ก็ได้นำร่างของนายสิรภพและนางสาวณัจฉรียา (ผู้เสียชีวิต) มาตั้งไว้ที่วัดยุคลราษฎร์ ตำบลเกาะลอย อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี โดยที่มีการขับรถเข้ามาจำนวน 2 คัน ซึ่งคันแรกก็เป็นร่างของนางสาวณัจฉรียา และคันที่สองตามมาอย่างติด ๆ ก็คือร่างของนายสิรภพ ซึ่งเจ้าหน้าที่รวมถึงญาติพี่น้องที่เป็นผู้ชายก็ได้มีการเข้าไปแบกหามโลงศพลงจากรถและนำมาตั้งไว้ภายในศาลา โดยที่มีการนำร่างของสองสามีภรรยามาตั้งไว้ข้างกัน จากนั้นจึงมีการเชิญให้ญาติพี่น้องเข้ามารดน้ำศพ โดยที่มีคนเข้ามาแสดงความอาลัยมากกว่า 100 คน ท่ามกลางบรรยากาศที่เศร้าโศกเสียใจของการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปพร้อมกันถึงสองคนในคราวเดียวกัน ขณะที่ลูกชายทั้งสองของผู้เสียชีวิตนั้นก็กำลังนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ซึ่งตอนนี้เด็กชายทั้งสองก็ยังไม่ทราบว่าพ่อและแม่ได้เสียชีวิตแล้ว

นายช่วย อายุ 75 ปี ซึ่งเป็นพ่อของนายสิรภพ (ผู้เสียชีวิต) เผยว่า ลูกชายกับลูกสะใภ้นั้นคบหากันมานาน 14-15 ปีแล้ว โดยที่มีลูกชายด้วยกันทั้งหมด 2 คน ที่ผ่านมาความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เหมือนก็คนทั่วไป มีทะเลาะกันบ้างเป็นบางครั้ง โดยเรื่องที่ทั้งคู่มีปากเสียงกันบ่อยที่สุดน่าจะเป็นเรื่องเงิน ซึ่งทราบว่าทั้งสองคนนั้นมีหนี้สินติดตัวและมักจะมาขอความช่วยเหลือจากผู้เป็นพ่ออยู่บ่อยครั้ง แต่ตนก็ช่วยเหลือลูกหลานมาตลอด บางครั้งก็ควักเงินแสนให้ด้วยซ้ำ อย่างล่าสุดเมื่อ 2 วันก่อน ลูกชายก็ได้เข้ามาขอเงิน 50,000 บาท เพื่อที่จะนำไปเป็นค่าเดินทางไปต่างประเทศ โดยที่นายสิรภพนั้นบอกว่าจะไปทำงานขับรถที่ต่างประเทศ ซึ่งตนก็ไม่ได้ขัดอะไรเพราะเห็นว่าลูกชายนั้นเป็นคนขับรถเก่ง ทั้งรถเล็กรถใหญ่ก็เคยขับมาทั้งหมดแล้ว แต่สุดท้ายก็มาเกิดอุบัติเหตุเสียก่อน ซึ่งตนก็ไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นภายในรถ ไม่รู้ว่าทั้งสองผัวเมียนั้นทะเลาะอะไรกัน ตอนนี้ตนก็ได้แต่สงสารหลานชายที่ต้องกำพร้าพ่อและแม่ไปในคราวเดียวกัน หลังจากนี้ตนก็จะเป็นคนรับหลานชายมาเลี้ยงเองเนื่องจากตนก็เคยเลี้ยงหลานชายทั้งสองคนมาตั้งแต่ยังเล็ก ตอนนี้อาการของหลานชายทั้งสองคนก็ปลอดภัยแล้ว เพียงแต่ยังต้องนอนดูอาการอยู่ที่โรงพยาบาลซักระยะจึงจะรับกลับบ้านได้

โดยนายช่วยก็ได้บอกอีกว่า ก่อนเกิดเหตุขึ้นก็เหมือนจะมีลางบอกเหตุ ซึ่งเมื่อวานนี้ทั้งลูกชายและลูกสะใภ้ก็ได้ออกไปตระเวนทำบุญตามวัดต่าง ๆ ประมาณ 5 วัด ทั้งที่ปกติตนไม่ค่อยเห็นสองผัวเมียคู่นี้ไปทำบุญเท่าไหร่นัก หรือแม้กระทั่งก่อนออกจากบ้านไป ญาติก็ได้มีการเอ่ยปากทักว่าทำไมนายสิรภพถึงใส่เสื้อจากออกจากบ้าน แต่ตอนนั้นนายสิรภพก็ออกไปตามปกติ ไม่ได้มีการเปลี่ยนเสื้อแต่อย่างใด ตนก็คิดว่านี่คือลางบอกเหตุ ส่วนถ้าถามว่าตอนนี้อยากบอกอะไรกับลูกชายและลูกสะใภ้หรือไม่นั้น นายช่วยก็ยืนยันว่าไม่มีอะไรจะพูด เพราะต่อให้ตนบอกอะไรไปก็คงไม่มีอะไรดีขึ้น เบื่อว่าลูกชายและลูกสะใภ้จากไปแล้ว เขาก็คงจะไม่รับรู้อะไรแล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...