โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

The Story Telling of Judy ตัวแม่ ตัวมารดาของชาว LGBTQ+ ที่ใครๆ ก็หลงรัก บทสัมภาษณ์แรกที่จะทำให้ทุกคนรู้จัก “จูดี้” มากกว่าที่เคย

นิตยสารคิด

อัพเดต 08 ก.ค. 2567 เวลา 01.35 น. • เผยแพร่ 08 ก.ค. 2567 เวลา 01.35 น.
the-storytelling-of-judy-cover

แม้ Pride Month เดือนแห่งความภาคภูมิใจกับเรื่องราวของ LGBTQ+ จะเพิ่งผ่านพ้นไป แต่ความภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น ยังคงอยู่ไม่เสื่อมคลาย ดังเช่น “จูดี้” ของวงการ ที่ใครต่อใครพากันรุมรักและให้ความสนใจ บทสนทนาครั้งนี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะพามารู้จักเธอได้อย่างแจ่มชัด โดยเจ้าตัวบอกกับเราว่า ยังไม่เคยให้สัมภาษณ์กับใครแบบนี้มาก่อน

จูดี้อยากเป็นดาราตั้งแต่จำความได้
จากเด็กนักเรียนตัวท็อปของโรงเรียนในจังหวัดพิษณุโลก มุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพมหานครอย่างมุ่งมั่นตั้งใจกับการเดินตามความฝันที่จะได้เป็นดารา ด้วยการเริ่มต้นจากการสอบเข้าเป็นนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ในสาขาวิทยุโทรทัศน์ เพื่อที่จะได้เรียนรู้ ทำความเข้าใจ และเข้าใกล้ความฝันให้ได้มากที่สุด

“อยากเป็นดาราเมื่ออายุประมาณ 10-11 ขวบ ตั้งแต่เริ่มต้นดูละครรู้เรื่องปะติดปะต่อได้ พอ 13-14 ขวบก็เริ่มซ้อมตอบคำถามในห้องน้ำ ซ้อมเป็นพี่ลูกเกด-เมทินี (กิ่งโพยม) เรียกได้ว่าจำชื่อนามสกุลของดารา นักแสดงยุคนั้นได้หมด การสอบเข้าคณะนิเทศศาสตร์จึงมีเพียงเหตุผลเดียวคือ เราอยากเข้าใกล้วงการบันเทิงให้มากที่สุด แต่ก็รู้ดีว่าค่านิยมของการที่จะเป็นดาราได้ต้องหน้าลูกครึ่ง หน้าตาดีหล่อสวย ซึ่งเราตระหนักดีอยู่แล้วว่าไม่ได้อยู่ในพิมพ์นิยมนั้น เราไม่ได้หน้าตาดีพอที่จะเป็นดารา เป็นพระเอกนางเอกได้ แต่งานในวงการบันเทิงยังมีสาขาอื่น ๆ อย่างพิธีกร ดังนั้นจึงพยายามฝึกพูดให้เก่ง พยายามออกมาพรีเซ็นต์หน้าห้องเยอะ ๆ พยายามเป็นตัวแทนโรงเรียน ทำกิจกรรมเป็นพิธีกร ด้วยความคิดว่าเหล่านี้น่าจะเป็นใบเบิกทางให้เข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการใช้ความสามารถเข้าสู้โดยไม่จำเป็นต้องหล่อสวย”

คุณจูดี้ไล่เรียงเรื่องราวความฝันเป็นการเปิดบทสนทนา ก่อนที่จะเล่าถึงเรื่องราวในชีวิตเพื่อให้เห็นถึงความเป็นตัวตนที่เราได้เห็น และรู้จักคุณจูดี้จากคลิปวิดีโอทางช่องยูทูบ โดยเรื่องราวต่อจากนี้เป็นการการันตีว่าทั้งหมดที่เห็นคือตัวตนของเธอจริง ๆ และยังจะได้รู้จักคุณจูดี้มากกว่าที่เคย

เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เกิด
หลังจากที่คุณยายเสียไป คุณจูดี้เป็นเด็กที่ต้องจัดการรับผิดชอบดูแลชีวิตตัวเองและที่บ้านเพียงคนเดียวเรื่อยมา เนื่องจากแม่ต้องทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ เธอจึงจำเป็นที่จะต้องทำทุกอย่างให้เป็นด้วยตัวเอง

“ถ้าจะให้เปรียบชีวิตตัวเองตอนนี้เหมือนคนถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งได้เงิน 60 ล้านบาท แต่ก่อนหน้านั้นจูดี้ก็เป็นเด็กต่างจังหวัดธรรมดา ๆ ที่รู้ว่าตัวเองชอบและไม่ชอบอะไร เราเป็นแบบไหน ก็แสดงออกไปแบบนั้น เรียกว่าซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเองมาตั้งแต่เด็ก”

คุณจูดี้ว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้ไม่เคยมีใครว่ากล่าวสิ่งที่เธอเลือกเป็นได้เลย เพราะคุณจูดี้เลือกที่จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน เรื่องความประพฤติ และสิ่งที่เด็กคนหนึ่งจะต้องรับผิดชอบ อย่างเช่น งานบ้านการครัวต่าง ๆ เรียกได้ว่าไม่มีอะไรขาดตกบกพร่อง

“เมื่อเรารับผิดชอบทุกอย่างได้ดีแล้วใครจะกล้ามาตำหนิได้ ทั้งแม่และครอบครัวไม่เคยมีใครถามและยุ่งกับเพศสภาพและการแสดงออกของเรา หรือถ้าจะมีใครพูดถึงสิ่งที่เราเป็นจริง ๆ แม้ตอนนั้นจะยังเป็นเด็ก แต่เราก็มีคำพูดตอบกลับได้อย่างเพียงพอ หากมีการพูดจาดูถูกให้ได้ยินขึ้นมาจริง ๆ เราสามารถบอกเขาได้เลยว่า เราทำทุกอย่างเหมือนที่ผู้ชายทุกคนควรทำตามปกติ เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องมาสงสัยในสิ่งที่ตัวเราเป็น

อย่างที่ทุกคนเห็นในยูทูบ คือเราจะเป็นคนพูดตรง ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เราเป็นจริง ๆ และเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก ถ้าใครมีปัญหาสงสัยหรือพูดจาอะไรที่รู้สึกว่าชำแหละหัวใจเรา เราจะเลือกใช้ทั้งวิธีการและคำพูดที่น้อยที่สุดเพื่อให้เราผ่านสิ่งที่ทำร้ายใจเราไปให้เร็วที่สุด แล้วไปโฟกัสอยู่กับสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขดีกว่า”

แม่คือที่หนึ่งของชีวิต ปลดหนี้ให้แม่ตั้งแต่อายุ 19
นอกจากจะรับผิดชอบดูแลตัวเองในทุก ๆ เรื่องได้เป็นอย่างดี คุณจูดี้ยังดูแลแม่และครอบครัวด้วยตัวเองตั้งแต่อายุ 19 หลังจากสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ และต้องเดินทางมาเรียนที่กรุงเทพฯ คุณจูดี้ให้แม่เลิกทำงานที่กรุงเทพฯ และกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิดคือจังหวัดพิษณุโลก โดยที่คุณจูดี้เป็นคนรับผิดชอบใช้หนี้ให้แม่จำนวน 80,000 บาทได้ภายในช่วงเวลาแค่เพียงครึ่งปีเท่านั้น

“ความที่ต้องเลี้ยงแม่ ก็เลยต้องเรียนไปด้วย ทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟไปด้วย ตอนนั้นเดินเข้าไปบอกอาจารย์ตรง ๆ เลยว่า ผมต้องการเรียนครับอาจารย์ แต่ผมต้องทำงานตอนกลางคืนด้วย ก็เลยขอเข้าเรียนสายประมาณหนึ่งชั่วโมง ในเมื่อเรากล้าพูดกล้าขอ อาจารย์ก็อนุญาต แล้วเราก็ตั้งใจทำงานเก็บเงิน เก็บได้ก้อนแรก 40,000 บาท บอกแม่ว่า ฉันจะใช้หนี้ให้เธอก่อนครึ่งหนึ่ง แม่บอกว่าทำไมไม่เอาเงินไปจัดฟัน เพราะเขารู้ว่าเราอยากจัดฟัน ก็เลยอยากให้เราเอาไปใช้กับสิ่งที่เราชอบก่อน แต่สิ่งที่เราชอบและรักมากที่สุดคือครอบครัว และอยากเห็นครอบครัวไม่มีหนี้ หลังจากใช้หนี้ให้แม่ครบหมด หลังจากนั้นก็เก็บเงินได้อีกก้อนราว ๆ 150,000 บาท ก็ยกให้แม่ไปปลูกบ้านอีกตั้งแต่เมื่อ 15 ปีก่อน”

คุณจูดี้บอกว่า แม่และครอบครัวคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต เมื่อยกให้ครอบครัวเป็นอันดับหนึ่ง ถึงแม้จะต้องอยู่คนเดียวมาโดยตลอด แต่แม่คือคนที่เธอรักมากที่สุด และเป็นเหมือนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจไม่ให้รู้สึกหวั่นไหวไปกับปัญหาอื่น ๆ ที่เข้ามากระทบใจ แต่ถึงแม้จะแข็งแกร่งสักเพียงไหน คุณจูดี้ยอมรับพร้อมกับเสียงหัวเราะแผ่ว ๆ ที่แสดงทำให้เราสัมผัสได้ถึงความเขินเล็ก ๆ ว่า “บอกรักผู้ชาย แล้วผู้ชายไม่รัก จีบเขาแล้วเขาไม่อ่านไลน์” คือเรื่องเดียวที่รู้สึกกระทบใจ และเสียใจมากที่สุด

“ความรักคือเรื่องเดียวที่ไม่สามารถใช้ธรรมะชนะใจตัวเองได้ ถ้ารักแล้ว เสียใจก็ต้องเสียใจ ชอบนะ อยากมีอารมณ์แบบร้องไห้เสียใจเพราะความรัก”

ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น และต้องรู้จักให้เกียรติผู้อื่น
ถึงจะยอมสยบให้กับความรัก แต่ไม่ว่าจะอย่างไร คุณจูดี้ก็ยืนยันว่า ขอมีความสุข ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง ยอมรับ และกล้าแสดงออกในสิ่งที่ตัวเองเป็น ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอคิดว่า ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ทำให้ทุกคนยอมรับ ชื่นชอบและรักเธออย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

“ถ้าเราไม่ซื่อสัตย์กับตัวเอง ไม่ยอมรับสิ่งที่ตัวเองเป็น แล้วใครจะยอมรับเรา แต่การยอมรับและแสดงออกทั้งหมดนี้ สำหรับจูดี้มีวงเล็บซ่อนไว้ด้วยว่า เราเป็นตัวของตัวเองได้ แต่สิ่งที่เราเป็นต้องไม่เบียดเบียนใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เรามีเพศสภาพเป็นผู้ชาย ถึงแม้จะใช้ชีวิตแบบผู้หญิง แต่งตัวเป็นผู้หญิง ก็ยังควรที่จะต้องประพฤติปฏิบัติด้วยสามัญสำนึกว่าเราคือผู้ชาย เช่น นั่งรถเมล์ ก็ต้องลุกให้เด็ก สตรีมีครรภ์ คนชรา ขึ้นลิฟต์ไปไหนต่อไหน ต้องเกียรติผู้หญิงก่อน บอกได้เลยว่าเหล่านี้คือสิ่งที่จูดี้ทำมาอย่างยาวนาน

“เมื่อเรามีความรับผิดชอบทั้งต่อตัวเอง ผู้อื่น และสังคม จูดี้มั่นใจว่าเมื่อเรา Call out จุดยืน และสิ่งที่เราเป็นออกไป ใครก็ดูถูกเราไม่ได้ ใครจะมาว่าเราตามหลังไม่ได้เลยว่า อีนี่กะเทย อีนี่เกย์ อีนี่วิปริต ถ้าเรารู้จักให้เกียรติ และมีมารยาทในแบบที่ผู้ชายคนหนึ่งควรจะทำต่อผู้หญิง ซึ่งเราว่ามันคือเรื่องที่สำคัญ จูดี้ไม่ตบตีผู้หญิง ไม่ทะเลาะกับเพศตรงข้าม แต่เพศเดียวกัน ตีแน่นอนนะคะ”

ทั้งบวชพระ เกณฑ์ทหาร จูดี้ผ่านมาแล้วทุกอย่าง
ไม่ใช่ประพฤติปฏิบัติตัวในแบบที่ผู้ชายพึงกระทำเพื่อให้เกียรติต่อผู้หญิงเท่านั้น แต่คุณจูดี้บอกว่า เธอทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เพศชายควรจะทำอย่างครบถ้วน ทั้งบวชพระ และเกณฑ์ทหาร

“เมื่อตั้งใจที่ก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ เราก็ตั้งใจทำทุกอย่างให้ดีที่สุด อยากบวชก็ไปแจ้งที่วัดว่าเราจะขอบวช เขาก็อนุญาตให้เราบวชได้ปกติ”

นอกจากจะให้เกียรติสตรีเพศ ประพฤติปฏิบัติตนในแบบที่สุภาพบุรุษพึงกระทำแล้ว คุณจูดี้ยังให้เกียรติบุรุษเพศด้วยการไม่ยืนปัสสาวะให้ใครรู้สึกลำบากใจ

“จูดี้ไม่เข้าห้องในลักษณะที่เป็นโถยืนฉี่ในทุกกรณี เพราะเราให้เกียรติคนที่เขาเป็นผู้ชายแท้ ๆ เรากลัวว่าเขาจะรู้สึกไม่สะดวกใจที่เราไปยืนอยู่ข้าง ๆ ทั้ง ๆ ที่เราทาปากแดงชนิดที่มองเห็นได้ตั้งแต่ร้อยเมตร แล้วผมก็ติดดอกไม้ เราไม่อยากให้ใครต้องมาอึดอัดใจในสิ่งที่เราเป็น เมื่อเขารู้สึกอึดอัด มันก็จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความรู้สึกรังเกียจ ดังนั้นเราต้องรับผิดชอบในเพศของตัวเอง นี่คือสิ่งที่ยึดถือและทำมาตลอดตั้งแต่เด็ก บอกได้เลยว่าไม่มีใครเคยเห็นจูดี้ยืนฉี่อย่างแน่นอน

“อยากบอกน้อง ๆ ทุกคนในฐานะที่พี่จูดี้เป็นตัวแม่ ตัวมารดา ตัวให้นมบุตร สังคมไทยทุกวันนี้เปิดกว้าง และยอมรับ LGBTQ+ มาก ๆ อีกทั้งยังมีช่องทางให้เราแสดงออกได้อีกมากมาย ดังนั้นเมื่อรู้ตัวเองว่าเราเป็นอะไร เราสามารถแสดงออกได้ แต่เราต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม มีความตระหนักรู้ว่าเพศกำเนิดของเราคืออะไร เป็นลูกชายก็ทำหน้าที่ลูกชายให้พ่อแม่ได้ภูมิใจก่อน เป็นเกย์ เก้ง กวางได้ แต่อย่าทำให้พ่อแม่เสียใจ และที่สำคัญคือต้องเป็นคนดี เมื่อโลกเปิดกว้าง สังคมยอมรับในสิ่งที่เราเป็นแล้ว เราก็เป็นคนดีเสียหน่อย แล้วทุกอย่างจะน่ารัก โลกน่ารักกับเรา เราก็น่ารักกับโลกที่เราอยู่แค่นั้นเอง”

ตัวมารดาอย่างคุณแม่จูดี้ฝากบอกให้กับน้อง ๆ และทุกคนที่ยังรู้สึกไม่มั่นใจในความเป็นตัวเอง หรืออาจยังไม่แน่ใจว่าจะแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกไปอย่างไรด้วยคำแนะนำตามแบบฉบับที่เธอยึดถือและเป็นมาโดยตลอด และในอีกไม่กี่เดือนนี้เธอก็จะมีอายุครบ 37 ปีบริบูรณ์พร้อมกับชื่อเสียง และความสำเร็จที่ทำให้เธอรู้สึกว่าเป็นคนที่โชคดี และมีความสุขมากที่สุด

ฝันที่เป็นจริงของจูดี้
“ถามว่าประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง คงต้องบอกว่า ฝันเป็นจริง มีความสุขกับชีวิตตอนนี้มาก และจะขอมีความสุขกับฝันที่เป็นจริงนี้ให้ยาวนานที่สุด เพราะต้องยอมรับว่า ถึงเราจะมุ่งมั่นตั้งใจกับการเข้าวงการบันเทิงมากแค่ไหน แต่เมื่อรู้สึกว่าทำทุกอย่างจนสุดทางแล้ว ก็ยังไม่เห็นเค้าความสำเร็จ ก็ถอดใจไปแล้วเหมือนกัน

จริง ๆ คือถอดใจเรื่องวงการบันเทิงไปตั้งแต่อายุ 30 หลังจากที่รู้สึกว่าพยายามอย่างสุดความสามารถแล้วฝันก็ยังไม่เป็นจริง เราเริ่มบอกตัวเองแล้วว่า มามุ่งมั่นตั้งใจ เอาดีกับการทำธุรกิจดีกว่า เลยตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทด้านการตลาด ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่อยู่ ๆ สิ่งที่เราหมดหวัง ถอดใจไปแล้วเมื่อเกือบ 7 ปีก่อน กลายมาเป็นความจริง จากที่คิดว่าฉันไม่ดังแน่ ๆ แล้วอยู่ ๆ กลายเป็นคนดังมีชื่อเสียงขึ้นมาในชั่วข้ามคืน สิ่งที่บอกตัวเองคือ โอเค เราดังช้าไปนิดนึง แต่ความช้ามาพร้อมกับความปลอดภัย นั่นก็คือ ถึงเราจะดัง แต่เราจะไม่ประมาทเลินเล่อ ไม่ตกใจกับความดัง และรู้ว่าความดังที่เกิดขึ้นนี้มีที่มาอย่างไร เราแค่ต้องจัดสรรให้มันมีความสุขในทุก ๆ ช่วง วันนี้ดังมาก แต่มันก็ต้องค่อย ๆ ลดลง เรียนรู้กับระดับความดังนั้น แล้วก็ใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด และมีความสุขกับมันเท่านั้นเอง”

เป็นคนดังแล้วแต่ต้องไม่เบียดเบียนใคร
เมื่อถึงวันที่อยู่ ๆ ก็กลายเป็นคนดังขึ้นมาหลังจากที่คิดว่าหมดโอกาสไปแล้ว คุณจูดี้ว่า จูดี้ในวันที่มีแต่คนรู้จักก็ยังคงเป็นเหมือนจูดี้ในวันที่ยังไม่มีใครรู้จักเกือบทุกอย่าง สิ่งที่เปลี่ยนไปที่เห็นอย่างชัดเจนที่สุดคือ ยอดผู้ติดตามในโซเชียลมีเดียที่มีมากขึ้นอย่างถล่มทลาย ส่วนเรื่องของการใช้ชีวิตคุณจูดี้ยังคงไม่ขับรถ ใช้บริการมอเตอร์ไซค์รับจ้าง กินข้าวร้านข้าวแกงเจ้าเดิมเหมือนปกติ แต่ความดังก็ทำให้เธอรู้สึกได้ว่า ยังมีเรื่องบางอย่างที่ต้องปรับเปลี่ยนอยู่บ้างเช่นกัน

“อยู่ ๆ เราก็กลายเป็นที่รู้จัก กลายเป็นคนที่เสียงดังขึ้น พูดอะไรก็มีคนสนใจ พูดอะไรก็มีคนฟัง และมีผลหลายอย่างตามมา ด้วยความที่เป็นคนค่อนข้างใจร้อน เอาแต่ใจตัวเองมาก เมื่อเรามีชื่อเสียงแล้วก็ต้องระวังเรื่องนี้มากขึ้น ถ้าเราวี้ดบึ้มขึ้นมา มันอาจจะไปกระทบกับคนอื่น และสร้างความเดือดร้อนให้เขาได้

อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญมาก คือจูดี้เป็นคนรักสบาย ทุกคนจะเห็นได้จากยูทูบ ทริปไหนลำบากจะไม่มีเรา เป็นคนไม่ชอบร้อน ไม่ชอบเขา ไม่ชอบเดินทางไกล ไม่ชอบลำบากมาตั้งแต่ไหน น้อง ๆ จะรู้ดี ทริปไหนลำบากเขาจะไม่ชวนเรา หรือถ้าชวนก็ไม่ไป แต่พอเรารับงาน อย่างงานอีเวนต์ มันก็ต้องมีออกแดด อันนี้เราก็ต้องปรับตัว ต้องอดทน ไม่ทำตัวให้เป็นภาระกับคนอื่น นี่คือสิ่งที่เราต้องปรับ”

สุดท้ายก่อนจะถึงเวลาที่จะต้องบอกลาและปล่อยให้คุณจูดี้ไปทำงานต่อ เราได้ถามทิ้งท้ายไว้ว่า จะมีโอกาสได้เห็นคุณจูดี้สวมบทบาทของนักแสดงหรือเป็นดาราอย่างที่เธออยากเป็นหรือไม่ คุณจูดี้ว่า ณ เวลานี้มีผู้จัดติดต่อเข้ามามากมายจนเธอรู้สึกขอบคุณทุกคนที่หยิบยื่นโอกาสดี ๆ มาให้ แต่เพราะมีหลายเรื่องที่ยังไม่ลงตัว จึงยังไม่ได้ตัดสินใจ เมื่อทุกอย่างเหมาะเจาะลงตัว ก็น่าจะมีโอกาสได้เห็น

ชีวิตยุ่งมากที่สุดแต่จะขออยู่กับคัลแลนและพี่จองต่อไปอีก 100 ปี
“ตอนนี้ต้องบอกว่าชีวิตยุ่งมาก ๆ มีงานเข้ามาตลอด ส่วนใหญ่งานที่รับจะเป็นงานอีเวนต์ และงานประจำก็ยังต้องทำอยู่ เรายังมีลูกน้องให้ดูแลอีกกว่า 300 ชีวิต และที่ยังไม่ได้รับปากเรื่องเล่นหนังเล่นละครกับใคร เพราะรู้สึกเกรงใจผู้จัดทุกคน ไม่อยากรับงานมาแล้ว ไปสร้างความยุ่งยากลำบากให้เขาเพิ่มขึ้น กลัวทำให้เขาลำบาก แต่ก็ดีใจที่ผู้จัดทุกคนคิดถึงเรา ถ้ามีโอกาสได้ทำจริง ๆ ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด”

คุณจูดี้ทิ้งท้ายชวนหัวเราะก่อนจบบทสนทนาว่า ถึงจะยุ่งแค่ไหน ก็จะยังคงจัดลำดับความสำคัญให้กับการถ่ายคลิปช่อง Cullen Hateberry เป็นอันดับหนึ่งอยู่เสมอ

“ถ้าเขาระบุวันมาว่าจะให้ไปถ่ายคลิปวันไหน ต้องยกคิวให้เขาก่อน จริง ๆ อยากเซ็นสัญญาสักร้อยปีให้จูดี้อยู่ในคลิปของคัลแลนกับพี่จองตลอดไป”

ภาพ : IG Judy_diaw

เรื่อง : EnJoy

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

ไม่มีทหาร สหรัฐฯ ใช้สนามบินอู่ตะเภา ตั้งเป็นฐานทหาร

TOJO NEWS

ปตท. ยืนยัน สถานีบริการ PTT Station เปิดให้บริการตามปกติ ย้ำ น้ำมันมีเพียงพอ

The Bangkok Insight

รถบรรทุกจอดดเสีย! วงแหวนตะวันออก (ทล.9) ขาเข้า มุ่งหน้าบางพลี ช่วง กม.32+700

สวพ.FM91

พยากรณ์อากาศวันนี้ 15 มี.ค. ไทยตอนบนกลางวันร้อนจัด สลับฝนบางแห่ง

The Bangkok Insight

เผยสาเหตุที่แท้จริง หลังมีเหตุไปยิงกัน แถวคอนโดเมืองทอง

สยามนิวส์

เพลิงไหม้รถยนต์! ถ.เทพรัตน (บางนา-ตราด) ขาเข้า ช่วง กม.19 จนท.กำลังเคลื่อนย้าย รถติดมาก

สวพ.FM91
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...