โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Moody’s ปรับลดแนวโน้มเครดิต: คำเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

การเงินธนาคาร

อัพเดต 30 เม.ย. 2568 เวลา 12.12 น. • เผยแพร่ 30 เม.ย. 2568 เวลา 05.12 น.

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เผยผ่านเฟสบุ๊ค Pipat Luengnaruemitchai ว่า

Moody’s เพิ่งประกาศปรับลด “แนวโน้ม” (outlook) ของเครดิตประเทศไทยจาก Stable เป็น Negative โดยให้เหตุผลว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างอยู่แล้ว และเมื่อรวมกับความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐภายใต้ประธานาธิบดี Trump รอบใหม่ ยิ่งทำให้ความเสี่ยงต่อการเติบโตและวินัยการคลังของไทยสูงขึ้นอีก

คำเตือนนี้ชัดเจนครับว่า “เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในจุดเปราะบาง” และที่สำคัญกว่านั้นคือ Moody’s ยังไม่ได้ factor in แผนการกู้เงินเพิ่มเติมที่รัฐบาลกำลังผลักดันอยู่เลย

ทำไมต้องจับตา? เพราะอาจมีเจ้าอื่นปรับตาม

การปรับ outlook ไม่ได้แปลว่าเขาจะปรับ credit rating ของเรา แค่มองว่ามีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น และในอดีต เราเคยเห็น S&P และ Fitch ปรับตาม Moody’s หลายครั้ง (เช่นช่วงวิกฤตปี 1997 และ 2008) หากพวกเขาประเมินว่าความเสี่ยงต่อฐานะการคลังมีมากพอ ก็มีโอกาสที่ outlook หรือแม้แต่ rating จะถูกปรับลงได้เช่นกัน และจะกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมเงินของรัฐบาล จนกระทบต่อความน่าเชื่อถือมากขึ้นไปอีก

ข้อจำกัดด้านการคลังของไทย : ขยับได้แค่นี้

เราเจอกับ “กำแพงคู่” ที่ทำให้การคลังขยับได้ยาก :

1. ข้อจำกัดด้านงบขาดดุล

ตามกฎหมายการคลัง เราสามารถขาดดุลได้แค่ไม่เกิน 20% ของงบรายจ่ายประจำปีบวกกับ 80% ของงบชำระหนี้เงินกู้ ซึ่งตีคร่าว ๆ แล้วได้ประมาณ 4.5% ของ GDP

เราใช้เพดานนี้ไปหมดแล้วตั้งแต่ปีงบประมาณก่อน ปีนี้ก็เท่านี้ และปีหน้าก็จัดเต็ม max ไปแล้วอีก ถ้าจะใช้เงินเพิ่ม ต้องออก พ.ร.ก. หรือ พ.ร.บ.กู้เงิน อย่างเดียวเท่านั้น

2. ข้อจำกัดด้านระดับหนี้สาธารณะ

ตอนนี้หนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ 64% และคาดว่าจะพุ่งแตะ 70% ในไม่กี่ปี หากเรากู้เพิ่มตอนนี้ ก็มีโอกาสทะลุเพดานเร็วกว่าที่ควร

กระตุ้นเศรษฐกิจ “ทำได้” แต่ต้องคิดให้หนักขึ้น

คำเตือนนี้ไม่ได้หมายความว่า “ไม่ควรทำอะไร” นะครับ เพราะถ้าเศรษฐกิจชะงัก แล้วรัฐไม่อัดฉีดอะไรเลย ผลกระทบอาจรุนแรงกว่าเดิม

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ“จะใช้เงินไปทำอะไร?” มากกว่า “จะกู้เท่าไร”

1. หาวิธีใช้เงินที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

ถ้ากู้มาเอาเงินไปแจก แล้วเศรษฐกิจไม่กระเตื้อง หนี้/GDP จะพุ่งเร็วมาก แต่ถ้าใช้เงินไปกับโครงการที่มี multiplier สูง หนี้ขึ้น แต่ GDP ขึ้นตาม สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ก็จะไม่แย่ไปมากนัก

2. ต้องมีแผน "ลดหนี้" ที่น่าเชื่อถือ

ตลาดและสถาบันจัดอันดับอยากเห็นว่า การกู้ครั้งนี้เป็น "การใช้เงินระยะสั้นในยามจำเป็น" และเรามีแผนชัดเจนที่จะ ลดการขาดดุลในอนาคต นั่นหมายถึง เราต้องเริ่มปฏิรูปการคลัง:

  • ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น
    • ลดการรั่วไหล (โดยเฉพาะการคอร์รัปขั่น)
    • ขยายฐานภาษี (ถ้าจำเป็น) ปรับอัตราภาษีบางประเภท

Bond yield จะขึ้นไหม?

มี “ความเสี่ยง” ที่ bond yield ไทยจะขยับขึ้น แต่ ณ วันนี้อาจจะยังไม่น่าจะขยับมากนัก เพราะ :

  • เศรษฐกิจยังอ่อนแอ และมีโอกาสดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มจะลดลง
  • ระดับหนี้สาธารณะของไทยอยู่ในระดับที่พอบริหารจัดการได้ (แม้จะสูงขึ้น และสูงกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียน)

แต่ ตลาดจะมองเรื่องการใช้เงินกับแผนลดหนี้เป็นหลัก ถ้าเศรษฐกิจไม่โต เราใช้เงินไม่คุ้ม หรือไม่มีแผนชัด ตลาดอาจตอบสนองแรงในระยะต่อไป

“สรุป นี่คือ “คำเตือนเสียงดังๆ” จากหนึ่งในสถาบันจัดอันดับชั้นนำของโลก เราควรรับฟัง และใช้โอกาสนี้ทบทวนว่า “นโยบายการคลังของไทย” ควรปรับตัวอย่างไรให้ ทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจได้ และ รักษาความน่าเชื่อถือทางการคลังในระยะยาวอย่ารอให้ถูกปรับอันดับเครดิตจริง ๆ แล้วค่อยขยับครับ”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...