โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

สมาคมประกันชีวิต อ้อนรัฐเพิ่มวงเงินลดหย่อนเกิน 1 แสน ตั้งเป้าเบี้ยปีนี้โต 2-3%

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 19 ก.พ. 2568 เวลา 09.52 น. • เผยแพร่ 19 ก.พ. 2568 เวลา 09.13 น.

สมาคมประกันชีวิตไทย อ้อนรัฐเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีเกิน 1 แสนบาท หรือให้สิทธิลดหย่อนภาษีได้เต็มวงเงิน 1 แสนบาท ในส่วนประกันที่เกี่ยวกับการออมหวังจูงใจคนไทยเก็บออมเงินมากขึ้น พร้อมตั้งเป้าเบี้ยรับรวมปี 2568 โต 2-3% ล้อตาม GDP มีเบี้ยรวมแตะ 6.6-6.7 แสนล้านบาท

นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิต ในฐานะนายกสมาคมประกันชีวิตไทย (TLAA) เปิดเผยว่า ตามที่ภาครัฐมีการสนับสนุนให้สิทธิลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันสุขภาพที่ทำให้ตัวเองสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจริงไม่เกิน 25,000 บาท และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตที่มีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีรวมแล้วได้ไม่เกิน 100,000 บาทนั้น

นุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์

สมาคมฯเล็งเห็นว่าในปัจจุบันวงเงินลดหย่อนภาษีส่วนนี้ถือว่าน้อยเกินไป จึงมีความประสงค์ที่อยากจะขอให้ภาครัฐพิจารณาปรับเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีที่มากกว่า 100,000 บาท หรือเป็นไปได้หรือไม่ สามารถจะแยกวงเงินลดหย่อนภาษีในส่วนประกันที่เกี่ยวกับการออม โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีได้เต็มวงเงิน 1 แสนบาท เพราะวันนี้ต้องยอมรับว่าการออมเงินของคนไทยยังมีไม่เพียงพอ จึงอยากให้ภาครัฐสนับสนุนและส่งเสริมที่มากขึ้น

“เรารู้อยู่แล้วว่าคนเราเกษียณอายุ 60 ปี ต้องมีเงินอยู่ในกระเป๋าประมาณ 5 ล้านบาท เพื่อรองรับวัยเกษียณ แต่วันนี้เราอยู่ในสังคมผู้สูงวัย คนไทยจะมีอายุยืนยาวขึ้นไปจนถึงอายุ 80-90 ปี เพราะฉะนั้นเงินมูลค่า 5 ล้านบาท ที่คิดไว้อาจไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตในอนาคต ซึ่งหลายคนยังเริ่มต้นเก็บออมช้า ก็ยังมีโอกาสที่จะหักลดหย่อนภาษีตรงนี้ได้ ดังนั้นเพื่อจูงใจให้คนไทยเก็บออมมากขึ้นและยังช่วยลดภาระของภาครัฐในส่วนการดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาลในอนาคตได้ด้วย” นายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าว

ในส่วนเบี้ยประกันบำนาญที่ปัจจุบันสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 200,000 บาท ปัจจุบันก็กำลังตีความสินค้าประเภทนี้ให้มีความหลากหลายมากขึ้น โดยจะปรับเปลี่ยนแพ็กเกจในการวางแผนการเงินและการเกษียณให้ตรงกับความต้องการของผู้เอาประกันให้ได้มากที่สุด โดยสมาคมฯกำลังทำงานและหารือเรื่องนี้กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และกรมสรรพากร

นางนุสรา กล่าวต่อว่า สำหรับในปี 2568 สมาคมฯคาดการณ์อัตราการเติบโตของเบี้ยประกันชีวิตทั้งอุตสาหกรรม จะเติบโตระหว่าง 2-3% หรือมีเบี้ยประกันชีวิตรับรวมที่ 667,001-673,540 ล้านบาท ซึ่งจะสอดคล้องไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย (GDP) ที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้มีการคาดการณ์ว่าจะขยายตัวระหว่าง 2.3-3.3% (มีค่ากลางเติบโต 2.8%) และประเมินจากเบี้ยประกันชีวิตที่จะมีการต่ออายุกรมธรรม์ จากเบี้ยประกันที่ชำระครบแล้วแต่ความคุ้มครองยังคงอยู่ (Paid-up policy) และจากเบี้ยรับใหม่ที่เข้ามา

โดยปัจจัยสนับสนุนที่จะส่งผลต่อการเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตในปีนี้คือ 1.ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์หรือเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาล (Medical Inflation) ที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉลี่ยปีละ 8-10% แต่ปี 2567 เงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลสูงถึง 15.2%

และปีนี้คาดการณ์ว่าจะคงสูงในระดับเดิมที่ 14.3% ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ และผลจากนโยบายขยายช่วงอายุการรับประกันภัยสุขภาพออกไปจนถึง 80 ปี จะเป็นแรงผลักดันทำให้ประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงมีอัตราการเติบโตที่ดีต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยนี้จะมีผลขยายไปถึงประกันชีวิตอื่น ๆ โดยเฉพาะประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life) ที่เป็นสัญญาหลักด้วย

2.การเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ทำให้คนตระหนักถึงความจำเป็นในการเก็บออมเงินไว้เพื่ออนาคต ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจประกันชีวิตถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงทางการเงินมากยิ่งขึ้น

3.การเพิ่มขึ้นของแรงสนับสนุนและมาตรการจากภาครัฐ โดยผ่อนคลายกฎเกณฑ์การกำกับดูแลและส่งเสริมภาคธุรกิจผ่านโครงการนวัตกรรมต่าง ๆ

4.การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและระบบเอไอในการนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ ช่องทางบริการ ที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทำให้ธุรกิจสามารถขยายฐานลูกค้าได้กว้างขึ้น

และ 5.การร่วมมือกันอย่างแข็งขันในทุกด้านของธุรกิจผ่านสมาคมฯ เพื่อผลักดันให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน

แต่อย่างไรก็ตามภาคธุรกิจยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายคือ 1.สภาวะเศรษฐกิจไทยที่เติบโตชะลอตัวมาหลายปี มีอัตราการเติบโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยและต่ำสุดในอาเซียน สาเหตุสำคัญคือรอยแผลจากโควิด ธุรกิจไม่ปรับตัวในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ และสังคมผู้สูงอายุ ทำให้ศักยภาพการผลิตและการบริโภคลดลง ประกอบกับเศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ปัจจุบันภาคธุรกิจต้องมอนิเตอร์เรื่องความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) อย่างใกล้ชิด

2.ปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าโลก ที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทั้งด้านการค้าและบริการ และมีแนวโน้มว่ายังไม่ยุติ ก่อให้เกิดความผันผวนและความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจมากขึ้น 3.อัตราเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยไทยที่มีทิศทางขาลง โดยปัจจุบันผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) รุ่นอายุ 10 ปี อยู่ที่ 2.3% ถือเป็นระดับที่ต่ำลงมาก เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องท้าทายที่ต้องระมัดระวังในการออกขายสินค้าประกันสะสมทรัพย์ ซึ่งประเด็นนี้เป็นปัจจัยที่ท้าทายธุรกิจประกันชีวิตอย่างมาก เพราะมีผลต่อเรื่องการลงทุน

และ 4.การบังคับใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ (TFRS17) มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2568 ซึ่งจะทำให้งบการเงินของบริษัทประกันสะท้อนภาพรายได้และค่าใช้จ่ายที่แท้จริง โดยการเปลี่ยนรูปแบบการรับรู้กำไรและขาดทุน จะส่งผลกระทบต่อการวางแผนการออกผลิตภัณฑ์และการดำเนินงานของบริษัท

นางนุสรากล่าวต่อว่า สำหรับภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตในปี 2567 ทั้งอุตสาหกรรมมีเบี้ยรับรวม 653,923 ล้านบาท เติบโต 3.23% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) โดยมีเบี้ยปีต่ออายุ อยู่ที่ 469,592 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.21% คิดเป็นสัดส่วน 71.81% ของเบี้ยรับรวม มีอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ที่ 83% และมีเบี้ยรับรายใหม่อยู่ที่ 184,331 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.28% คิดเป็นสัดส่วน 28.18% ของเบี้ยรับรวม

โดยเบี้ยรับรายใหม่ประกอบด้วย 1.เบี้ยรับปีแรก อยู่ที่ 120,026 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.81% คิดเป็นสัดส่วน 18.35% ของเบี้ยรับรวม และ 2.เบี้ยจ่ายครั้งเดียวหรือซิงเกิลพรีเมี่ยมอยู่ที่ 64,305 ล้านบาท ลดลง 2.71%

สาเหตุสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของธุรกิจมาจากปัจจัยเอื้อทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงกระแสใส่ใจสุขภาพของประชาชนที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพและโรคร้ายแรงเติบโตเพิ่มขึ้น และยังช่วยเสริมให้สัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง (Health+CI) มีเบี้ยรับรวมอยู่ที่ 124,786 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.66% คิดเป็นสัดส่วน 19.08% และยังช่วยผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ และผลิตภัณฑ์ประกันสะสมทรัพย์ ซึ่งเป็นสัญญาหลักเติบโตขึ้นตามไปด้วย

โดยประกันชีวิตแบบตลอดชีพ มีเบี้ยรับรวมอยู่ที่ 110,777 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.93% หรือคิดเป็นสัดส่วน 16.94% ผลิตภัณฑ์ประกันสะสมทรัพย์ มีเบี้ยรับรวมอยู่ที่ 282,302 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.76% หรือคิดเป็นสัดส่วน 43.17%

โดยหากจำแนกเบี้ยประกันภัยรับรวมแยกตามช่องทางการขายพบว่า การขายผ่านช่องทางตัวแทนประกันชีวิต (Agency) ยังเป็นช่องทางหลัก มีเบี้ยรับรวมอยู่ที่ 346,791 ล้านบาท เติบโต 2.32% คิดเป็นสัดส่วน 53.03% รองลงมาเป็นการขายผ่านช่องทางธนาคาร (Bancassurance) มีเบี้ยรับรวมอยู่ที่ 245,498 ล้านบาท เติบโต 2.67% คิดเป็นสัดส่วน 37.54%

ถัดมาเป็นการขายผ่านช่องทางนายหน้าประกันชีวิต (Broker) มีเบี้ยรับรวมอยู่ที่ 34,484 ล้านบาท เติบโต 11.93% คิดเป็นสัดส่วน 5.27% และการขายผ่านช่องทางโทรศัพท์ (Tele Marketing) มีเบี้ยรับรวมอยู่ที่ 12,910 ล้านบาท ลดลง 5.49% คิดเป็นสัดส่วน 1.97%

“ที่ผ่านมาสมาคมฯ มีนโยบายที่มุ่งให้แต่ละบริษัทประกันชีวิต มีแนวทางการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงการบริหารและจัดการความเสี่ยงอย่างรอบด้าน ทั้งก่อนและหลังการรับประกัน และมีฐานะทางการเงินที่มีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนตามความเสี่ยง (CAR Ratio) สูงกว่าระดับเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามเกณฑ์ที่กำหนด (Supervisory CAR) เพื่อให้ผู้เอาประกันภัยมั่นใจว่า บริษัทประกันชีวิตสามารถปฏิบัติตามภาระผูกพันของกรมธรรม์ประกันภัยได้ทุกกรมธรรม์ที่ออกให้แก่ผู้เอาประกันภัย และพร้อมที่จะให้ความคุ้มครองแก่ผู้เอาประกันภัยจนกว่าจะครบกำหนดสัญญา

ดังจะเห็นได้จากในไตรมาส 3/2567 จากข้อมูลบนเว็บไซต์ของสำนักงาน คปภ. ภาคธุรกิจประกันชีวิตมีอัตราส่วนความพอเพียงของเงินกองทุนตามความเสี่ยงอยู่ที่ 373.30 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงกว่าอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนที่ใช้ในการกำกับ (Supervisory CAR)” นางนุสรากล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สมาคมประกันชีวิต อ้อนรัฐเพิ่มวงเงินลดหย่อนเกิน 1 แสน ตั้งเป้าเบี้ยปีนี้โต 2-3%

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...