Lucky Girl Syndrome การสะกดจิตตัวเองว่า “ฉันคือผู้โชคดี” ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ความเชื่อนี้ควรอยู่บนหลักความเป็นจริง
‘Lucky Girl’ คืออีกหนึ่งแนวคิดที่ได้รับความนิยมอย่างมากในแพลตฟอร์ม TikTok ผ่านคลิปวิดีโอเล่าเรื่องราวความโชคดีต่างๆ จนทำให้ดูเหมือนเป็นคนโชคดีตลอดเวลา โดยแก่นหลักของแนวคิดคือ ถ้าคุณเชื่อว่าตัวเองโชคดี สิ่งที่ดีจะเกิดขึ้นกับคุณ
ล่าสุดเทรนด์นี้กลายเป็นข้อถกเถียงในสังคมไทย เนื่องจาก TikToker ท่านหนึ่งได้เผยแพร่คลิปวิดีโอที่อ้างถึงแฮชแท็ก #LuckyGirl โดยเธอเล่าว่า ตัวเองได้รับการปฏิบัติที่ดี เช่น การนั่งแท็กซี่ฟรี การได้รับอาหารชุดใหม่จากร้านอาหาร และการถูกเชิญไปนั่งที่ห้อง VIP ขณะชมการแข่งม้า เพราะเธอแต่งหน้าแต่งตัวดูดีในสถานการณ์เหล่านั้น รวมถึงทำหน้าที่เป็นผู้ฟังให้แก่คนขับแท็กซี่
“มันจะมีช่วงหนึ่งที่เราได้นั่งแท็กซี่ฟรีบ่อยมาก บังเอิญเราเป็นสาวยุคใหม่ไม่พกเงินสด นั่งแท็กซี่จนถึงที่แล้วไม่มีเงินจ่าย แล้วคุณพี่เขาก็ไม่รับโอน พี่แท็กซี่บางคันก็ใจดี เขาให้เรานั่งฟรีเลย อาจจะเพราะรูปลักษณ์ภายนอกของเราส่วนหนึ่ง แต่ส่วนที่มีผลมากๆ อาจจะเป็นเพราะเราเป็นผู้ฟังที่ดี ทุกคนชอบความรู้สึกที่ตัวเองได้รับการยอมรับ การที่เราแค่ตั้งใจฟังเขา มันอาจจะทำให้พี่เขารู้สึกดีกับตัวเองมากๆ จนถึงขั้นไม่แคร์เลยด้วยซ้ำว่าจะเก็บเงินจากเราได้หรือเปล่า”
“เราเชื่อว่า ถ้าเราดูมอมแมม พ่อค้าอาจจะไม่เชื่อใจถึงขั้นให้เอาน้ำไปก่อน แล้วค่อยมาจ่าย ทั้งๆ ที่เราไม่เคยเจอกันมาก่อน และพนักงานร้านพิซซ่าอาจจะไม่ทรีตเราดีขนาดนั้น”
ผู้คนจำนวนมากแสดงความคิดเห็นต่อคลิปวิดีโอข้างต้นในทำนองที่ว่า การกระทำของเธอไม่ใช่ข้อบ่งชี้ถึงความโชคดี แต่เป็นการใช้ Beauty Privillege เอาเปรียบผู้อื่น โดยไร้ซึ่งความเห็นอกเห็นใจต่อคนทำงาน ไม่ว่าจะเป็นคนขับแท็กซี่ หรือพนักงานร้านอาหาร ความโชคดีที่เธอได้รับนั้นแลกมาด้วยความโชคร้ายของพวกเขา
การสื่อสารในรูปแบบข้างต้นถือเป็นการส่งต่อวิธีคิดแบบ Lucky Girl Syndrome ในทางที่ผิด ผ่านการสร้างค่านิยมอันบิดเบี้ยว เพราะแท้ที่จริงแล้ว ‘Lucky Girl Syndrome’ ไม่ใช่อาการที่ได้รับการรับรองทางการแพทย์ แต่เป็นสภาวะทางความคิดที่อธิบายถึงความเชื่อมั่นในโชคชะตาของตนเอง และการตั้งจิตเชิงบวก เพื่อดึงดูดสิ่งที่ต้องการเข้ามาในชีวิต คล้ายคลึงกับวิธีคิดของกฎแห่งแรงดึงดูด (The Law of Attraction) ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะเพศใดเพศหนึ่ง ทว่า ผู้คนที่สนับสนุนแนวคิดนี้โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเพศหญิง
หากนำ ‘Lucky Girl Syndrome’ มาปรับใช้อย่างเหมาะสม ก็อาจส่งผลดีต่อสุขภาพจิตได้ เช่น การทบทวนเรื่องราวที่ดี หรือเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกโชคดีในแต่ละวัน ช่วยให้สมองจดจำสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต แน่นอนว่า การมองโลกในแง่ดี ทำให้เราไม่จมอยู่กับความทุกข์ ขจัดความคิดแง่ลบ มีความมั่นใจ มองเห็นคุณค่าของตัวเอง และกล้าเปิดรับโอกาสใหม่ๆ มากขึ้น แนวคิดนี้จึงเปรียบเสมือนเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยปรับเปลี่ยนมุมมองจากด้านลบเป็นด้านบวก
อย่างไรก็ตาม หากสร้างภาพจินตนาการไว้สูงเกินไป และไม่สามารถทำตาม ‘ความคาดหวังอันเกินจริง’ อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตได้เช่นกัน อย่างเช่นความเครียดสะสม ความไม่มั่นใจในตัวเอง และความรู้สึกไร้ค่า ดังนั้น การยึดถือแนวคิด ‘Lucky Girl’ จึงจะเฮลตี้กว่า เมื่ออยู่บนพื้นฐานของหลักความเป็นจริงเสียก่อน
เว็บไซต์ Psychology Today แหล่งข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพจิตทางออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แนะนำ 3 วิธีที่จะช่วยให้การปฏิบัติตามแนวคิดดังกล่าว ไม่ส่งผลกระทบแง่ลบต่อสุขภาพจิต ประการแรกคือ ‘การตั้งเป้าหมาย’ ที่สอดคล้องกับบริบทชีวิตจริง โดยคำนึงถึงโอกาสความเป็นไปได้ ความสามารถ และจุดแข็งของตนเอง
ประการที่สองคือ ‘การวางแผนและลงมือทำจริง’ อย่างต่อเนื่อง เพราะการจินตนาการถึงภาพความสำเร็จที่ต้องการ และเฝ้ารอโชคช่วยเพียงอย่างเดียว ไม่อาจขับเคลื่อนให้ความฝันกลายเป็นความจริง ส่วนประการสุดท้ายคือ ‘การยอมรับความล้มเหลว’ เนื่องจากวิธีคิดของ ‘Lucky Girl Syndrome’ อาจทำให้มองว่า ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น ทั้งที่ความล้มเหลวคือบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราได้เติบโต
สุดท้ายนี้ Lucky Girl Syndrome ไม่ใช่แนวคิดที่เป็นพิษ และการเชื่อว่า ตนเองจะได้พบเจอเรื่องโชคดีนั้นไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่เราควรนำวิธีคิดมาประยุกต์ใช้โดยมองโลกตามความเป็นจริง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตนเอง และไม่เบียดเบียนชีวิตของผู้อื่น
อ้างอิง
https://health.clevelandclinic.org/lucky-girl-syndrome
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- Lucky Girl Syndrome การสะกดจิตตัวเองว่า “ฉันคือผู้โชคดี” ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ความเชื่อนี้ควรอยู่บนหลักความเป็นจริง
- ทำไมคนถึงอยากสมน้ำหน้า “ผู้หญิงที่อยากได้คนรวย แต่ดันพลาด” ทั้งที่ทุกคนควรมีสิทธิเลือกทางในชีวิตตัวเอง
- เรื่องเล่าทั้งหมดจาก Vlog ของ Rachel Zegler เมื่อสองปีก่อน ที่ถูกหยิบมาบิดจนเธอถูกเข้าใจผิดและเผชิญความเกลียดชังอีกระลอก
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com