โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

AI ณ ปี 2041 : มนุษย์จะอยู่ตรงไหน?/กาแฟดำ สุทธิชัย หยุ่น

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 20 ม.ค. 2565 เวลา 02.43 น. • เผยแพร่ 20 ม.ค. 2565 เวลา 02.43 น.

กาแฟดำ

สุทธิชัย หยุ่น

 

AI ณ ปี 2041

: มนุษย์จะอยู่ตรงไหน?

 

ผมหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านเพราะเคยชอบที่ Kai-Fu Lee เขียนหนังสือเล่มก่อนว่าด้วย AI Superpowers ที่แกทำนายเรื่อง “ปัญญาประดิษฐ์” ไว้ก่อนข้างแม่นยำ

โดยเฉพาะประเด็นว่าด้วยความสามารถของจีนที่จะแข่งกับอเมริกาในเรื่อง Artificial Intelligence (AI)

พอเห็นเล่มใหม่ที่แกทำนายว่า AI จะมีบทบาทเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์เดินดินกินข้าวแกงอย่างพวกเราอย่างไรในอีก 20 ปีข้างหน้า ผมก็กระโจนเข้าใส่ทันที

ถามว่ามีอะไรใหม่กว่าที่เคยอ่านจากกูรูเรื่องนี้มากไหม?

โดยภาพรวมข้อสรุปของแกกับเพื่อนร่วมเขียนหนังสือเล่มนี้ Chen Quifan นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์มีความละม้ายกับแนวคิดของค่ายอื่นๆ

แต่ที่ทำให้ผมอ่านด้วยความละเมียดละไมเป็นพิเศษคือตอนท้ายหนังสือที่แกสรุปออกเป็นสองแนวทาง

คือ Plenitude กับ Singularity

เป็นสองหัวข้อใหญ่ที่ทำให้ผมต้องมานั่งคิดต่อให้ปวดหัวหนักยิ่งขึ้น

เพราะผมไม่ได้มีพื้นด้านวิทยาศาสตร์หรือคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีอะไรเลย

มีแต่ความอยากรู้อยากเห็น

และพยายามเชื่อมทุกอย่างที่เป็นนวัตกรรมใหม่ของยุคนี้กับปรัชญาชีวิตและแนววิเคราะห์ศาสนา

พูดง่ายๆ คือ ผมอยากจะเปรียบเทียบสิ่งที่เทคโนโลยีจะทำกับมนุษย์กับสิ่งที่จะเกิดกับ “ความเป็นมนุษย์”

ตรงนี้แหละที่หนังสือเล่มนี้พยายามหาคำตอบ

ผมไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคำตอบที่ชัดถ้อยชัดคำ (เพราะใครก็ตามที่อ้างว่า “ข้าฯ รู้คำตอบแล้ว” ย่อมแปลว่าเขาผู้นั้นเข้าข่ายผู้อวดรู้เกินมนุษย์มนาแน่นอน)

แต่การยกเอาเหตุผลและหลักฐานที่มีอยู่วันนี้ประกอบกับจินตนาการในฐานะนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ช่วยให้เราคิดต่อยอดอะไรต่อมิอะไรได้อีกมากมาย

นี่กระมังคือคุณค่าของหนังสือเล่มนี้ที่ผมได้เต็มๆ

 

คําว่า Plenitude หมายถึงความสมบูรณ์พูนสุข

หาก AI และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องทำอะไรต่างๆ นานาตามที่กล่าวอ้างได้ สังคมของคนก็จะมีความพร้อมเพรียงอย่างน้อยก็ทางวัตถุมากขึ้นอย่างชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์โลก

ในคำพยากรณ์ของนักเขียนทั้งสองนั้น “โลกแห่งความเพียบพร้อม” นี้จะทำให้เกิด

ความมั่งคั่งทางวัตถุอย่างล้นเหลือ

เพิ่มความสามารถด้านต่างๆ อันเกิดจากการผสมผสานของมนุษย์กับเอไอ

ธรรมชาติของการทำงานก็คล่องแคล่วและมีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างชัดเจน

ความสามารถในการสื่อสาร, แสวงหาความบันเทิงและการเล่นเพื่อความเพลิดเพลินจะก้าวกระโดดอย่างมีนัยสำคัญ

มนุษย์จะมีอิสรภาพจากการที่ไม่ต้องทำงานจำเจอีกต่อไป

แต่ขณะเดียวกันมันก็พร้อมกับความเสี่ยงและความท้าทายมากมายหลายประการ เช่น

อคติต่อเพื่อนร่วมโลกในทุกรูปแบบ

ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรุนแรง

Deepfakes หรือการสร้างภาพลวงที่สามารถสร้างความเสียหายได้อย่างหนักหน่วงถึงขั้นเป็นอันตรายต่อวิถีชีวิตของสังคมมนุษย์อย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน

 

ใน “นิทาน” 10 เรื่องที่รังสรรค์ขึ้นในหนังสือเล่มนี้ คนเขียนทั้งสองพยายามจะชี้ว่าแม้จะมีความเสี่ยงและอันตรายอย่างมาก แต่มนุษย์ก็มีทางป้องกันและแก้ไขมหันตภัยนี้

เพราะความชั่วร้ายที่เกิดนั้นมิใช่ AI กระทำต่อมนุษย์ หากแต่เป็นเพราะมนุษย์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เหล่านั้นเพื่อเป้าหมายที่อันตรายและเห็นแก่ตัว

มนุษย์ป้องกันและแก้ไขสิ่งเลวร้ายเหล่านี้ได้ด้วย

ความคิดสร้างสรรค์

สติและปัญญา

ความเอื้ออาทรต่อกัน

ความอดทน

ความยับยั้งชั่งใจ

และความรักต่อเพื่อนร่วมโลก

มนุษย์ต้องมีความหวังต่ออนาคตของโลกเพราะโดยพื้นฐานแล้วมนุษย์ต้องรักและทะนุถนอมคุณสมบัติที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อความเป็นคน นั่นคือ

การรักความยุติธรรม

ความสามารถในการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด

ความกล้าที่จะฝัน

และความศรัทธาต่อความเป็นมนุษย์ด้วยกัน

ที่สำคัญคือ ในเรื่องราวที่เกี่ยวกับอิทธิพลของ AI ต่อชีวิตของเรานั้น มนุษย์จะไม่เป็นเพียง “ผู้ชมที่นั่งอยู่ข้างเวที”

หากแต่จะเป็น “ผู้เขียนบท” ให้ภาพยนตร์เกี่ยวกับอนาคตมนุษย์ด้วยตนเอง

ทุกอย่างจึงอยู่ที่เรา

 

หนังสือจบลงด้วยการบอกว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับวิธีคิดของคน

“ถ้าเราเชื่อว่า AI จะทำให้เรากลายเป็นพลเมืองไร้ค่า เรายอมจำนนให้มันทำอะไรกับเราก็ได้เมื่อมันสามารถขยับขยายความสามารถของมัน (ด้วยฝีมือมนุษย์เอง) เราก็จะทำตัวเองให้หมดโอกาสที่จะสร้างอนาคตใหม่ให้กับตัวเอง

“แต่หากเรามีความพออกพอใจกับความมั่งคั่งทางวัตถุที่เกิดจาก AI ไม่ขวนขวายเสริมสร้างสติปัญญาของเราและยกระดับความเชื่อมโยงกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง เราก็จะระงับยับยั้งวิวัฒนาการของเผ่าพันธุ์มนุษย์

“หากเราท้อแท้และยอมให้ AI ยึดครองทุกพื้นที่ทางความคิดและกิจกรรมของมนุษย์เพราะกลัว Singularity ของ AI จะมาล่าอาณานิคมของมนุษย์ เราก็จะหมดสภาพ เข้าสู่คิมหันต์แห่งความหมดหวัง…ไม่ว่ายุคยึดครองเบ็ดเสร็จหรือ Singularity จะมายึดครองมนุษย์หรือไม่ก็ตาม…”

 

คําว่า Singularity หมายถึงภาวะ “เอกฐาน” ทางเทคโนโลยี

หมายถึงช่วงเวลาที่ถูกคาดการณ์ขึ้น ในพัฒนาการของอารยธรรม ที่เทคโนโลยีพัฒนาได้รวดเร็วเกินกว่าที่มนุษย์ในปัจจุบันจะสามารถทำความเข้าใจได้ หรือคาดการณ์ได้

ถึงจุด Singularity ก็แปลว่าปัญญาของ AI อยู่เหนือปัญญามนุษย์

หรืออีกนัยหนึ่งหากถึงจุดนั้น AI ก็จะกระชากอำนาจการกำหนดชะตากรรมของโลกไปจากมนุษย์

คนที่ฝันว่าโลกแห่ง Singularity คือโลกที่มนุษย์จะปลดเปลื้องปัญหาทั้งสิ้นทั้งปวงเพราะเทคโนโลยีจะสามารถแก้ปมเงื่อนของปัญหาได้ทั้งหมด

แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ยังมีความเห็นที่แปลกแยกกันไปคนละทาง

ผู้มองโลกในแง่ดีบอกว่าโลกที่ AI เป็นใหญ่จะช่วยมนุษย์ให้มีชีวิตที่สมบูรณ์ แก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง

แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์อนาคตหลายค่ายยืนยันว่าหาก AI ฉลาดกว่ามนุษย์เมื่อใด มนุษย์ก็จะมีอันหมดสภาพ กลายเป็นทาสของ AI ที่จะเป็นผู้สั่งการให้มนุษย์ต้องทำในสิ่งที่เป็นอันตรายกับตนเอง

มนุษย์จะกลายเป็นผู้ยอมจำนวนเทคโนโลยีอย่างน่าสะพรึงกลัวทีเดียว

 

หนังสือเล่มนี้วิเคราะห์เทคโนโลยีที่จะก่อความปั่นป่วนในวงการต่างๆ ทั้งหลาย เช่น การเรียนรู้เชิงลึก, บิ๊กดาต้า, การศึกษา, การดูแลสุขภาพ, โลกเสมือนจริง, เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม, ยานยนต์อัตโนมัติ, คอมพิวเตอร์ควอนตัม และทุกกิจกรรมของมนุษย์ที่กำลังถูก disrupted อย่างรุนแรง

นักเขียนทั้งสองเดินด้วยเรื่องสั้นที่สมมุติสถานการณ์ในปี 2041 ที่ซานฟรานซิสโก โตเกียว มุมไบ โซล และมิวนิก

อ่านแต่ละเรื่องสั้นก็คิดตามไปด้วยจินตนาการว่าโลกจะเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนั้นเชียวหรือ

ใจหนึ่งก็ไม่เชื่อ อีกใจหนึ่งก็โน้มเอียงจะเชื่อ

ต้องคอยเตือนตัวเองว่าครั้งหนึ่งเราก็ไม่เชื่ออะไรหลายอย่างว่ามันจะเกิดขึ้นได้

จนวันนี้สิ่งที่คนเคยบอกว่า “เป็นไปไม่ได้” มันก็เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาแล้วจริงๆ

(สัปดาห์หน้า : มนุษย์กับ AI ใครจะควบคุมใคร?)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...