โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชวนรู้จัก! 'แอมโมเนีย' สูดมากเสี่ยงตาบอด เกิดหัวใจล้มเหลว พร้อมวิธีแก้หากสารรั่ว

Khaosod

อัพเดต 28 มี.ค. 2566 เวลา 05.50 น. • เผยแพร่ 28 มี.ค. 2566 เวลา 04.10 น.

ชวนรู้จัก! 'แอมโมเนีย' ก๊าซที่มีทั้งโทษและประโยชน์ สูดมากเสี่ยงตาบอด เกิดหัวใจล้มเหลว พร้อมวิธีแก้หากสารแอมโมเนียรั่ว

เมื่อวันที่ 27 มี.ค.66 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุการณ์ สารแอมโมเนียรั่วจากไลน์การผลิต ในโรงงานผลิตอาหารแช่แข็งส่งออกต่างประเทศแห่งหนึ่ง ใน ต.ท่าข้าม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พร้อมทั้งเกิดการฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งในโรงงานและบริเวณใกล้เคียง (อ่านข่าวเพิ่มเติม คลิก)

ทางทีมข่าวสดจะขอเปิดที่มาของสารแอมโมเนีย พร้อมทั้งอันตรายที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อร่างกายเพื่อเตือนประชาชน โดยแอมโมเนีย (Ammonia) เป็นสารเคมีชนิดหนึ่ง ประกอบด้วย ธาตุไนโตรเจน (N) 1 อะตอม และไฮโดรเจน (H) 3 อะตอม ถือเป็นก๊าซเป็นพิษและมีฤทธิ์กัดกร่อน ซึ่งเป็นก๊าซไม่มีสีที่ระคายเคืองสูงและมีกลิ่นฉุนรุนแรงเฉพาะตัว

ตามรายงาน มีการผลิตแอมโมเนียประมาณ 170 ล้านตันทุกปี และ 80% ของแอมโมเนียถูกใช้เป็นสารเคมีพื้นฐานสำหรับปุ๋ยไนโตรเจน แอมโมเนียส่วนมากจะเข้าสู่ร่างกายผ่านการสัมผัสทางผิวหนัง ดวงตา และการสูดดม แต่บางกรณีอาจเข้าสู่ร่างกายผ่านการรับประทานได้เช่นกัน

ทว่าก๊าซแอมโมเนียไม่คงอยู่ในสิ่งแวดล้อมนาน เพราะผลิตขึ้นจากการสลายตัวตามธรรมชาติของสารอินทรีย์ ดังนั้น แอมโมเนียจากสิ่งแวดล้อมจะเกิดขึ้นในระดับต่ำมากจึงไม่ถือว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ จึงทำให้เกิดคำถามที่ว่า แอมโมเนียอันตรายแค่ไหน? หากสูดแอมโมเนียมากเกินไปหรือแอมโมเนียความเข้มข้นสูงอาจทำให้เกิดความผิดปกติได้หรือเป็นพิษได้

การสัมผัสแอมโมเนียทางผิวหนังและดวงตาจะทำให้เกิดอาการแสบร้อน, แสบตาและจมูก, เป็นแผลพุพอง ระคายเคือง, น้ำตาไหล, จามและไอ และอาจมีอาการปวดศีรษะด้วย แต่ที่แย่ที่สุด คือ สูญเสียการมองเห็นเมื่อสัมผัสถูกดวงตา

หากสูดดมและได้รับแอมโมเนียผ่านการรับประทานปวดแสบปวดร้อนภายในช่องปาก คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งในระดับที่รุนแรง ผู้คนอาจประสบปัญหาในการหายใจติดขัด หายใจไม่ออก เจ็บหน้าอก และออกฤทธิ์กระตุ้นหัวใจอย่างแรง ทำให้เสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวได้ง่าย

ซึ่งผู้ที่เป็นโรคหอบหืดหรือผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจอื่นๆ อาจมีความไวต่อผลกระทบของแอมโมเนียมากกว่า นอกจากนี้ ผู้ที่สัมผัสและทำงานเกี่ยวข้องกับแอมโมเนียต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)

อย่างไรก็ตามสารแอมโมเนียก็เป็นสารเคมีที่จำเป็นต่อมนุษย์และมีประโยชน์เช่นกัน โดยนำมาใช้งานอย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมย้อมผ้า, ยา, เส้นใยสังเคราะห์, พลาสติก, ปุ๋ย, วัตถุระเบิด, อุตสาหกรรมอาหารแช่แข็ง, สารทำความเย็น, โรงกลั่นน้ำมัน และไอศกรีม รวมถึงนิยมในวงการแพทย์สำหรับสูดดม ช่วยอาการเป็นลม หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ ในอนาคตอาจใช้แอมโมเนียในระบบกักเก็บไฮโดรเจนและเชื้อเพลิง

สงสัยหรือไม่ว่าจะทำอย่างไรถ้าคุณคิดว่าคุณอาจได้รับแอมโมเนียในปริมาณมาก?

  • รีบย้ายออกจากบริเวณที่เกิดก๊าซแอมโมเนียรั่ว
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งต่าง ๆ ขณะอยู่ในอาคารให้ปิดและล็อกประตูและหน้าต่างทุกบาน ปิดเครื่องปรับอากาศ พัดลม และเครื่องทำความร้อน
  • ถอดเสื้อผ้าที่อาจมีแอมโมเนียออกอย่างรวดเร็ว จากนั้นใส่เสื้อผ้าของคุณลงในถุงพลาสติกและปิดปากถุงให้แน่น
  • อย่าจับต้องถุงพลาสติก และรอคำแนะนำในการกำจัดอย่างถูกวิธี
  • ล้างแอมโมเนียออกจากผิวหนังอย่างรวดเร็วด้วยสบู่และน้ำ
  • ถอดและทิ้งคอนแทคเลนส์
  • ล้างแว่นตาด้วยสบู่และน้ำก่อนสวมใส่
  • อย่าใช้สารฟอกขาวเพื่อขจัดแอมโมเนียออกจากผิว

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า แอมโมเนียมีทั้งประโยชน์และโทษ หากผู้ที่ทำงานโรงงานหรือใกล้ชิดกับก๊าซแอมโมเนียควรหมั่นตรวจสอบปริมาณแอมโมเนียในสถานที่ทำงานอยู่สม่ำเสมอ เพื่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน โรงงาน และสิ่งแวดล้อม

ขอบคุณที่มาจาก DW, GOV.UK, Pobpad, CDC, New York State Department of Health

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...