โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สัมพันธ์คนจีน "แต้จิ๋ว" กับ "หมู" ไม่ได้มีแค่เรื่อง เซ่นไหว้-หัวหมู อาหาร-ตือคาตั่ง

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 01 มี.ค. 2566 เวลา 06.40 น. • เผยแพร่ 01 มี.ค. 2566 เวลา 01.05 น.
(ภาพประกอบเนื้อหา) แผงขายหมูย่างที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม ค.ศ. 2019 (Mladen ANTONOV / AFP)

ถ้าดูจากเมนูอาหารจีน ท่านจะเห็นว่าคนจีนใช้ “หมู” ในการประกอบอาหารหลายรายการ ตั้งแต่แค่ใช้หมูเป็นตัวประกอบจนเป็นตัวหลัก เช่น ซาลาเปา, ขนมจีบ, โจ๊ก, ต้มเลือดหมู, ข้าวขาหมู, หมูแผ่น, หมูหย็อง, กุนเชียง ฯลฯ ดูเหมือนคนจีนกินหมูเยอะจัง

แต่เมื่อประมาณ 30-40 ปีก่อน ไม่ว่าคนจีนส่วนมากหรือคนไทยเราไม่ได้กินหมูกันมากขนาดนี้ เพราะคนเลี้ยงหมูก็เป็นเกษตรกรรายย่อยที่ใช้รำและเศษอาหารเลี้ยง หมูไม่ได้โตวันโตคืนเหมือนแบบทุกวันนี้ บางบ้านที่เลี้ยงหมูไว้ที่บ้านตัวสองตัวไม่ค่อยมีใครฆ่าหมูเลี้ยงแขกเหมือนเป็ดไก่ ไหนจะกินไม่หมด และที่สำคัญสัตว์ใหญ่ตัวหนึ่งขายได้หลายสตางค์ ที่สำคัญคือ กุ้ง, หอย, ปู, ปลา ตามธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์ และราคาถูกกว่าให้กิน

เท่าที่ผู้เขียนจำความได้และที่ฟังจากผู้ใหญ่บางท่านที่อยู่ต่างจังหวัด เขียงหมูเจ้าประจำเอาหมูห่อใบตองมัดด้วยเชือกกล้วยแขวนไว้ให้หน้าบ้านสำหรับคนที่อยู่ในตลาดหรือชุมชน คนที่อยู่ไกลถ้ามาซื้อที่ตลาดหรือพ่อค้าหมูไปขายตามบ้าน

นอกจากนี้ในชุมชนคนจีนแต้จิ๋ว มักจะมีคนเลี้ยงหมูรายย่อยอยู่เสมอ โดยอาศัยเศษอาหารของแต่ละบ้านที่ใส่ไหใบเล็กไว้ให้ ถึงเวลาคนเลี้ยงหมูก็จะมาเก็บไปใช้ ถือเป็นการสมประโยชน์ด้วยกันและใช้ทรัพยากรอย่างมีค่า พอถึงช่วงตรุษจีน, สารทจีน คนเลี้ยงหมูก็จะเอาหัวหมู, เครื่องในหมูมาให้เป็นการตอบแทนกับบ้านที่ให้เศษอาหารไปจำนวนมาก หรือสนิทสนม

เรื่องหมู หมู

เมื่อ “หมู” ในสังคมเก่าไม่ใช่แค่หมูที่เห็นตรงหน้า คนแต้จิ๋วเราจึงใช้หมูในวาระพิเศษมากมาย เริ่มจากที่ท่านผู้อ่านคุ้นเคยกันดีอยู่ คือ

1. ใช้เช่นไหว้ โดยใช้ “บ๊ะแสะ” (หมูสามชั้นหันชิ้นใหญ่กว้างประมาณ 3 นิ้ว) ต้มสุก โดยทั่วไปก็จัดรวมกับเป็ดไก่เป็นเนื้อสัตว์ 3 ชนิด หรือเพิ่มปลาหมึกแห้งกับกุ้งต้มให้เป็น 5 อย่างก็มี ไหว้เทพเจ้าและบรรพบุรุษในเทศกาลต่าง ๆ ที่เห็นอยู่บ่อย ๆ ใช้ขาหมูพะโล้ไหว้เจ้า

และใช้หัวหมู (ต้องมีหางและตีนหมู 4 ตีน เสมือนแทนหมูทั้งตัว ส่วนใหญ่ต้องพะโล้ หรือต้มแล้วทาสีชมพู) ไหว้เทพเจ้า ไหว้ห่อเจ๊กแปะ (สัมภเวสี) ในช่วงสารทจีน, ตรุษจีน หรือไหว้ผู้ตายในงานศพซึ่งไม่ต้องพะโล้หรือทาสี

สำหรับการใช้หัวหมูเซ่นไหว้เทพเจ้ามักเป็นการแก้บนเมื่อได้ตามที่ขอไว้ โดยจะมีหัวหมูและโงวแซ (อาหารประเภทเนื้อสัตว์ 5 ชนิด เช่น เป็ด, ไก่, กุ้ง, ปู, ปลา ต้มสุกทั้งตัว ถ้ากุ้งตัวเล็ก ๆ จะใช้มากกว่า 1 ตัว) ซึ่งลิ้มเฮียถึงสมัยก่อนฟังผู้ใหญ่ท่านคุยให้ฟังเกี่ยวกับเรื่องใช้หัวหมูแก้บนกับแป๊ะกง (เทพเจ้าที่บางศาลมีแป๊ะกงแป๊ะม่า คล้ายกับศาลเจ้าที่คนไทยที่มีตายาย) ว่า

ศาลเจ้าแป๊ะกงแห่งหนึ่งชุมชนรอบ ๆ มีคนทำอาชีพหลัก 3 อย่าง คือ ปลูกผักต่าง ๆ, ทำประมง, เรือรับจ้าง เมื่อคนทั้ง 3 อาชีพมาไหว้ที่ศาลแป๊ะกง มักจะบนบานขอให้ช่วยอาชีพของตนเจริญรุ่งเรือง คนปลูกผักก็ขอฝนให้พืชผัก คนทำประมงขอแสงแดดไว้ตากปลา คนล่องเรือก็ขอลมช่วยพัดเรือแล่นง่ายไม่ต้องใช้แรงมาก

แป๊ะกงฟังแล้วก็ส่ายหน้าไม่รู้จะช่วยผู้คนอย่างไร ช่วยฝ่ายหนึ่งก็กระทบอีกฝ่ายหนึ่ง แป๊ะม่าจึงตำหนิว่าอะไรกัน เรื่องแค่นี้จัดการไม่ได้ แล้วท่านก็บอกว่า

แม้เหลาะโหว ยิกไหล่แจ๊

หื่อเกี้ยโอ่ยตา ไฉ่โอ่ยแช

ตั่วฮวงเทาจุ๊งโอ่ยโกยก๊วยกั้ง

ตือเท้าซาไก้ หี่ซาแม้

กลางคืนฝนตก กลางวันแดดออก

ปลาเล็กปลาน้อยตากแห้ง ผักสดเขียว

ลมแรงช่วยพัดเรือขึ้นล่องง่าย

หัวหมู 3 หัว งิ้ว 3 คืน

เรื่องเลยจบด้วยความสมหวังของทุกฝ่ายในชุมชน เทพเจ้าก็ได้รับหัวหมูและงิ้วมาเป็นของแก้บน

2. ใช้หมูดิบทั้งตัว (ส่วนมากมักจะมีแพะดิบทั้งตัวด้วย) บางท่านอาจเคยเห็นภาพการเซ่นไหว้ที่ใช้หมูทั้งตัวแพะทั้งตัว ซึ่งบางครั้งอาจใช้อย่างละหลายตัว ส่วนใหญ่จะใช้ในการเช่นไหว้ศาลบรรพชนของตระกูลแซ่ต่าง ๆ เมื่อเสร็จพิธีก็จะเอาหมูเอาแพะมาแบ่งให้ผู้ที่มาในงานกลับไปกินเป็นมงคล

สำหรับการใช้หมูของคนแต้จิ๋วที่ไม่ค่อยคุ้นเคย ได้ข้อมูลจากอาป๊าและการอธิบายของลิ้มเฮีย คือ

3. ใช้เนื้อหมูดิบเป็นของเยี่ยมผู้หญิงที่เพิ่งคลอดลูกยังไม่ครบ 1 เดือน เรียกว่า “ง้วยไหล – ในเดือน” เพราะแม่ที่เพิ่งคลอดลูกร่างกายอ่อนเพลียบอบช้ำ แต่ยังต้องดูแลและให้นมลูกที่เพิ่งเกิด จึงควรได้อาหารดีไปบำรุงร่างกาย คนแต้จิ๋วจึงนิยมซื้อเนื้อหมูดิบกับไข่ไก่ไปให้สำหรับทำอาหารกินฟื้นฟูสุขภาพ

4. ใช้เนื้อหมูดิบเป็นของฝาก/ของเยี่ยมผู้สูงอายุ นัยว่าคนสูงอายุตรากตรำมานานร่างกายสึกหรอ เรี่ยวแรงเสื่อมถอย มีเวลาก็ไปเยี่ยมเองหรือเจอลูกหลานผู้อาวุโสนั้นก็ซื้อฝากไปเยี่ยมได้ บอกว่าหมูนี้ซื้อฝากไปให้คุณลุงคุณป้ากินเป็นการบำรุงร่างกายให้แข็งแรง

5. ใช้ขาหมูดิบเป็นหนึ่งในของหมั้นที่ฝ่ายชายต้องจัดไปให้ฝ่ายหญิง เรียกว่า “ตือทุ่ยโซ่ยใสเน็ก” ที่มีความหมายว่า “ขาหมูที่ลูกเขยเอามาให้แม่ยายเพื่อขอบคุณที่เลี้ยงดูภรรยา ป้อนข้าว, ล้างก้นให้ตอนเด็ก” ขานี้ส่วนใหญ่จะแบ่งให้กับญาติสนิทที่มาร่วมงาน หรือเพื่อนบ้านที่สนิทสนม

หวานหมู

ถ้าเป็นสมัยนี้เราคงซื้ออาหารเสริมสำเร็จรูปสารพัดรายการ, ผลไม้นอกอย่างดีกระเช้าใหญ่ ไปเยี่ยมผู้ใหญ่ หรือของใช้สำหรับเด็กอ่อนไปให้แม่มือใหม่ และคุณแม่ยายก็คงไม่ปลื้มขาหมูที่ได้เป็นของหมั้นลูกสาวสักเท่าไร แทนที่จะเป็นแก้วแหวนเงินทอง

นั้นคงเป็นคำตอบของปัจจุบันที่เอาไปตอบโจทย์ในอดีตไม่ได้ฉันใด คำเฉลยในอดีตก็ไม่เหมาะกับเหตุการณ์ปัจจุบันฉันนั้น

การใช้หมูของคนแต้จิ๋วที่กล่าวข้างต้น วันนี้จึงเหลือเพียงการใช้เพื่อการเซ่นไหว้

อย่างไรก็ตามการใช้หมูในหลายวาระของคนแต้จิ๋ว อาจเป็นเหตุให้อาหารแต้จิ๋วหลายอย่างจึงทำจากหมู และหลายอย่างยังเป็นที่รู้จักและนิยมจนถึงปัจจุบัน เช่น “ข้าวขาหมูพะโล้” ประมาณว่าร้านขายข้าวขาหมูในกรุงเทพฯ น่าจะถึงหลักพัน เพราะแค่นึกถึงร้านแถวบ้าน ก็ปาเข้าไป 3-4 แห่งแล้ว

ในชีวิตประจำวันสําหรับคนแต้จิ๋ว “ขาหมู” ยังเป็นรายการอาหารพิเศษสำหรับใช้ทำเลี้ยงแขก หรือทำกินเวลาที่มีลูกหลานมากันเยอะ ๆ แม่ครัวแต่ละบ้านเอาขาหมูไปทำอาหารได้หลายชนิด คนที่ไม่ชอบกลิ่นผงพะโล้แต่ยังรักจะกินขาหมูก็ทำเป็น “อั่งตุ๋งตือคา – ขาหมูน้ำแดง” หรือถ้าเป็นหน้าหนาวที่อาหารขึ้นไขได้เร็วเพราะอากาศที่หนาวเย็นก็ทำ “ตือคาตั่ง – ขาหมูเย็น” กินซะเลย

ไหนก็สาธยายมาตั้งเยอะ เพื่อให้ประจักษ์ในความอร่อย ผู้เขียนจึงขอให้ลิ้มเฮียช่วยอธิบายการทำอั่งตุ๋งตือคาให้ฟังว่าทำอย่างไร

เริ่มจากเอาขาหมูที่ซื้อมาไปทำความสะอาดดีแล้วมาต้มในน้ำเดือดประมาณ 7 นาที เพื่อลดกลิ่นคาวและความสะอาด น้ำที่ใช้ต้มทิ้งไป ก่อนจะเอาขาหมูไปทำอาหารอะไรก็ตาม

เอาน้ำ, ซีอิ้วดำเค็มประมาณ 3/4 ขวดใหญ่, ซีอิ้วขาว 1/4 ขวดใหญ่, ชวงเจีย (พริกหอม) ประมาณ 4 ช้อนแกง (ต้องเอาไปคั่วไฟให้หอมก่อนแล้วตำพอแหลก), กระเทียมแกะเปลือก และขาหมู ใส่หม้อ (ส่วนผสมทั้งหมดเกือบ ๆ ท่วมขาหมู) ด้วยไฟแรงปานกลาง

ต้มไปสักชั่วโมงเศษ ใส่เหล้าจีนไปสัก 2 ฝา ชิมรสดูถ้าอ่อนเค็มเกินไป อาจเติมซีอิ้วดำเค็มและซีอิ้วขาวเพิ่มลงไป ต้มไปอีกพักด้วยไฟที่เบาลง แต่อย่าต้มขาหมูจนนิ่มเกิน ชิมดูอีกทีว่ารสชาติได้ตามที่ต้องการ ใส่เหล้าจีนอีกสักฝา ต้มไปอีกครู่เดียวไล่แอลกอฮอล์ยกขึ้น

เวลาจะกินแบ่งน้ำที่ต้มแค่พอใช้ ราดหน้าขลุกขลิกตั้งไฟให้เดือด เหยาะเหล้าจีนไปอีกหน่อย เดือดอีกครั้งก็ยกลงจากเตา ส่วนขาหมูหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ พยายามหั่นให้มีเนื้อหนังอยู่ด้วยกัน หนังเหนียวนิดพอสู้ฟัน เนื้อนุ่มชุ่มน้ำแดง เอาน้ำที่อุ่นรอไว้ราดหน้า กินกับพริกน้ำส้ม (ที่ตำเกลือ-พริกกระเทียมพร้อมกันจะไม่เหม็นเขียวพริก)

หากดูจากวิธีทำก็ไม่ต่างกันมากกับขาหมูพะโล้ วิธีทำที่ลิ้มเฮียบอกเป็นสูตรประจำบ้าน ที่เคยเห็นผู้ใหญ่ที่บ้านทำให้กินก็ทำตาม หยิบได้ขวดซีอิ๊วก็เทลงหม้อ คนทำก็กะเอาจากประสบการณ์ ยึดรสชาติที่อาหารจานนั้นควรจะเป็นไว้ในใจ

แต่พอทำเสร็จขาหมูน้ำแดงจะสีเข้มกว่าหนังดูเงาใสสวยเรียกว่าหน้าตาดีมีสกุลทีเดียว กระเทียมที่ใส่ไปตั้งเยอะเข้ากันกับซีอิ๊วและพริกหอม ไม่ต้องกินถึงเนื้อหรอกแค่เอาน้ำแกงราดข้าวก็เพ้อแล้ว งานนี้อร่อยลืมตาย คอเลสเตอรอลหรือความดันเท่าไรช่างหัว

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!!สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาจากบทความ “คนแต้จิ๋วกับ ‘หมู'” เขียนโดย เสี่ยวจิว ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับกรกฎาคม 2554

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 มกราคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...