โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ท่านแม่ทัพผู้นี้คือสามีข้าจริงหรือ**มี ebook แล้วค่ะ**(จบแล้ว)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 05 ต.ค. 2566 เวลา 00.40 น. • เผยแพร่ 05 ต.ค. 2566 เวลา 00.40 น. • เซียวอิงอิง/肖英英
โชคชะตาทำให้เธอทะลุมิติไปในยุคโบราณ เป็นแม่ของเด็กน้อยถึง 3 คน ตั้งแต่เกิดมาเธอไม่เคยเลี้ยงเด็กสักครั้ง แต่ด้วยตาใสแป๋วของเด็กๆ และความหิวโหยเธอต้องช่วยเหลือพวกเขาและตัวเองให้รอดพ้นจากภัยแล้ง!!

ข้อมูลเบื้องต้น

ebook มาแล้วนะคะ มีทั้งหมด 48 ตอน (รวมบทนำ) + บทส่งท้าย + ตอนพิเศษ 5 ตอน ฟินๆ หน้า 150k คำ อ่านไปยาวๆ จุกๆ กันไปเลยค่ะ

ในราคาเซ็ทพิเศษ 239 บาท โปรโมชั่นยาวๆ กันไปเลย

ไรท์ขอแนะนำให้ซื้อผ่านเว็บไซต์ meb จะได้ราคาถูกนะคะ (ระบบ ISO ราคาเต็ม 299 บาท)

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiNDYzNTQ0NyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI0MDYwOCI7fQ

เมิ่งจื่ออี้ อายุ 29 ปี วิศวกรหญิงคนเก่งได้รับรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยมประจำปีมาถึง 3 สมัย ด้วยความเก่งและสามารถหาเงินได้มากกว่าผู้ชายทั่วไป จึงทำให้เธอนั้นไม่เคยคิดชายตามองใครเลย และไม่คิดที่จะแต่งงาน เธอชอบเลี้ยงสุนัขตัวเล็กขนฟู และแมว แต่เธอกลับไม่ชอบเด็ก หากเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยง

แต่แล้วโชคชะตาก็ทำให้เธอทะลุมิติไปในยุคโบราณ แค่นั้นยังไม่พอเธอยังเป็นแม่ของเด็กน้อยถึง 3 คน ตั้งแต่เกิดมาเธอไม่เคยเลี้ยงเด็กสักครั้ง แต่ด้วยตาใสแป๋วของเด็กๆ และความหิวโหยเธอต้องช่วยเหลือเด็กเหล่านี้และตัวเองให้มีชีวิตรอดในยุคที่ประสบภัยแล้งอย่างแสนสาหัส

“ท่านแม่พวกเราหิวข้าว”

‘ตาแป๋วยังกับลูกหมาเลย จะเลี้ยงง่ายเหมือนจูจูและมูมู่หรือเปล่านะ’

ทุกสิ่งอย่างกำลังไปได้ด้วยดี จู่ๆ ก็มีชายคนหนึ่งเข้ามาแล้วบอกว่าเขาเป็นสามีของเธอ

“อี้เอ๋อร์ สามีกลับมาแล้ว”

สามี?

“เสี่ยวมู่ เสี่ยวซิง เสี่ยวอู่ พ่อกลับมาแล้ว มาหาพ่อสิ” ใบหน้าหล่อเหลาส่งยิ้มเดินเข้ามาหาพร้อมกับกางมือออกคล้ายกับรอให้ภรรยาและลูกเข้ามาโอบกอด

แต่ทว่า…

ท่านพ่อ?

“เสี่ยวมู่ เจ้าจำท่านพ่อได้หรือไม่” เมิ่งจื่ออี้ยอบกายเอ่ยกระซิบถามบุตรชายที่ยืนตะลึงไม่แพ้นาง

“ท่านแม่ ลูกจำไม่ได้ขอรับ” ซางมู่เอ่ย หากจำไม่ผิดท่านพ่อจากไปเมื่อ 4 ปีก่อนมิใช่หรือ ตอนนั้นเขายังอายุเพียง 3 ขวบเอง จำไม่ได้หรอก

“อย่าถามลูกเลย หากพี่ใหญ่ยังจำไม่ได้” ซางซิงที่เดินจูงมือน้องชายมายืนข้างมารดาและพี่ชายเพียงเพราะได้ยินประโยคเมื่อครู่

“ท่านพ่อคือสิ่งใดกัน กินได้หรือไม่”

ขอฝากนิยายสุขนิยมเรื่องใหม่ของไรท์ด้วยนะคะ บอกเลยว่าเรื่องนี้นางเอกเก่ง พระเอกคลั่งรัก สายเปย์เว่อร์!!! เด็กๆ ก็น่ารัก แต่จะสนุกน่ารักขนาดไหน ตามไปอ่านกันได้ค่า!!!

ไรท์จะอัพทุกวันจนกว่า ebook จะออกนะคะ หลังอีบุ๊คออกจะอัพวันเว้นวันค่ะ

บทนำ

บทนำ

‘ฮ่องเต้ทรงทำอะไรอยู่ถึงไม่ออกมาช่วยเหลือราษฎร จะอดยากตายกันอยู่แล้ว’

‘นั่นสิ ต้องรอให้ทุกคนตายหมดก่อนหรือไร ไหนล่ะ โอรสสวรรค์ ข้าว่าดาวอัปมงคลมากกว่า’

‘ข้าได้ยินคนอาวุโสเล่ากันว่า ก่อนฮ่องเต้องค์นี้จะประสูติ ก็เกิดดาวเนี่ยมเจ็ง(廉貞) สีเหลืองทางทิศเหนือ’

‘ดาวเนี่ยมเจ็ง หมายถึงสิ่งใด’

‘ก็คือดาวอัปมงคลอย่างไรเล่า ตามโหรทำนาย หากเด็กคนใดเกิดในยามนี้ชีวิตจะต้องพบเจอแต่ความวิบากความวุ่นวาย สูญเสีย มีภัย อุบัติเหตุ ความวุ่นวาย ก่อกวน บาดเจ็บ’

‘ถึงว่าตั้งแต่เขาขึ้นครองราชย์มานี้ก็มีแต่ข้าศึกรุกราน ต่อมาก็เกิดความแห้งแล้ง บางเมืองน้ำจะดื่มยังไม่มีเลย’

‘ข้าได้ยินว่าเริ่มมีคนตายเพราะความอดยากแล้ว’

‘เจ้าก็ดูหมู่บ้านเราสิ แต่ก่อนมีน้ำหลากมากมาย แต่เดี๋ยวนี้แทบจะเป็นดินทรายแล้ว’

‘หากไม่จัดการทำอะไร รับรองพวกเราก็จะต้องเป็นเหมือนกับเมืองอื่น ตอนนี้น้ำจะรดผักก็ไม่มีแล้ว ผักก็เริ่มเฉาตายเต็มที’

‘ในเมื่อเป็นดาวอัปมงคล เหตุใดถึงยังหน้าหนาหน้าทนอยู่บนบัลลังก์อีก’

‘คงรอให้ราษฎรตายกันหมดก่อนกระมัง’

‘พวกเชื้อพระวงศ์จะสนใจพวกเราทำไม อย่างไรพวกมันก็ไม่เดือดร้อนเหมือนเรา!’

เสียงราษฎรทั่วแคว้นต่างกดดันให้โอรสสวรรค์สละราชสมบัติเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ร้อนถึงหูพระกรรณจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ มิใช่จะนิ่งดูดายแต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถแก้ปัญหาภัยแล้งได้เลย หรือจะเป็นดั่งคำนายที่ตนมีดวงกินบ้านเมือง

“พวกท่านที่ยืนอยู่ในท้องพระโรงนี้ ไม่มีใครคิดเห็นอันใดได้เลยรึ!”

“…”

บรรดาขุนนางผมดำจนถึงผมดอกสีเลาต่างนิ่งเงียบ ไม่มีความคิดเห็นอันใด ภัยแล้งครานี้หนักหนาจริงๆ

“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมมีความเห็นว่าเราควรทำการบวงสรวงต่อฟ้าดินพ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางฝ่ายกรมพิธีการเอ่ย

“เฉพาะปีนี้ทำพิธีบวงสรวงไปกี่รอบแล้ว แต่ก็ไม่อาจช่วยอันใดได้เลย”

“เอ่อ…” บรรดาขุนนางนิ่งเงียบอีกครั้ง หากมีการบวงสรวงอีกครั้งก็คงเป็นครั้งที่ 10

‘หรือถึงคราแคว้นต้าฉินต้องล่มสลายแล้ว เช่นนั้นข้าจะมีหน้าไปพบกับบรรพชนและอดีตฮ่องเต้องค์ก่อนๆ ในปรโลกได้อย่างไร’

“หรือข้าควรลงจากตำแหน่ง” หากเป็นเพราะดวงเกิดอัปยศนี้ทำให้บ้านเมืองทุกข์ร้อนทุกหย่อมหญ้า ก็สมควรที่ตนควรถอยห่างบัลลังก์มังกรนี้เสีย

“ฝ่าบาท! มิได้นะพ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางผู้จงรักภักดีส่วนหนึ่งต่างร้องประท้วงไม่เห็นด้วยกับความคิดขององค์เหนือหัว แต่บางส่วนที่คัดค้านมาตลอดกลับยกยิ้มเห็นด้วย

“ทูลฝ่าบาทมิใช่แค่แคว้นต้าฉินที่กำลังเจอภัยพิบัติ แต่รอบแคว้นของเราก็สบปัญหาเดียวกันพ่ะย่ะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นแคว้นหุย แคว้นเหลียว แคว้นเหม่า แคว้นเซี่ยล้วนต่างเจอภัยแล้งไม่อาจปลูกพืชผักได้ จึงทำให้แต่ละแคว้นหยุดการทำสงครามชั่วคราว” แม่ทัพใหญ่แคว้นต้าฉินเอ่ย

บุรุษหนุ่มผู้มีอายุน้อยแต่ทว่ากลับเก่งกาจเชี่ยวชาญทั้งบุ๋นและบู๊ นาม ‘เซียวหลางหยา’ ใครๆ ก็ต่างรู้ว่าเขานั้นเป็นตงฉิน บิดาเป็นถึงเจ้ากรมตุลาการ ในแคว้นเซี่ยล้วนแล้วต่างไม่มีใครกล้าโต้แย้งหากสองพ่อลูกนี้เอ่ยคำใดออกมา

“กระหม่อมจึงไม่เห็นด้วยที่พระองค์จะสละราชสมบัติเพียงเพราะแก้ปัญหานี้ไม่ได้ ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางน้อยใหญ่ที่ต่างบอกว่าตัวเองปัญญาเลิศ ก็ไม่มีผู้ใดสามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งสิ้น เช่นนั้นแล้วการเปลี่ยนบัลลังก์จึงไม่จำเป็น พ่ะย่ะค่ะ” เซียวหลางหยาเอ่ยถ้อยคำชัดเจน หากมีผู้ใดเห็นค้านเขาก็จะตอกกลับให้หน้าหงาย ส่วนมากเห็นดีแต่พูดเท่านั้น

“กระหม่อมเห็นด้วยกับแม่ทัพใหญ่พ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้สิ่งที่เราควรทำคือต้องหาทางแก้ไขปัญหานี้ให้ได้ แต่หากมีผู้ใดคิดว่าตัวเองสามารถทำได้ เช่นนั้นค่อยพิจารณาอีกที” เซียวหลางเฉิน มหาบัณฑิตของแคว้นบุตรคนโตเจ้ากรมตุลาการเอ่ยสมทบคำพูดของน้องชาย

“ดี ทุกคนจงฟัง หากใครที่สามารถแก้ปัญหาภัยแล้งได้ ข้าจะตกรางวัลให้อย่างงาม หรืออยากจะขึ้นมาอยู่บนบัลลังก์นี้ข้าก็พร้อมจะให้เขาขึ้นมานั่งแทน ทีนี้ก็แสดงความสามารถให้เต็มที่แล้วข้าจะรอดูผลงานของพวกเจ้า”

“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”

บรรดาขุนนางต่างพูดคุยกันเสียงดังเซ็งแซ่หลังจากองค์เหนือหัวออกจากท้องพระโรงไปแล้ว ต่อให้มีรางวัลชิ้นใหญ่มาหลอกหล่อก็ใช่ว่าใครจะแก้ปัญหาครานี้ได้ง่ายๆ หากทำได้ก็คงเป็นเง็กเซียนฮ่องเต้แล้ว

“ท่านแม่ทัพเซียว ช้าก่อน”

เซียวหลางหยาหันกลับมามองเมื่อมีเสียงเอ่ยเรียกตนเอาไว้ เมื่อหันกลับมาก็พบว่าเป็นท่านโหรหลวงนามว่า หมิงหนาน บุรุษที่รับราชการมานานจนผมเป็นดอกสีเลา

“คาราวะใต้เท้าหมิง มิทราบว่ามีสิ่งใดให้ข้ารับใช้หรือขอรับ”

“ท่านแม่ทัพเซียวกล่าวเกินไปแล้ว ข้าจะใช้ท่านได้อย่างไร แต่มีข่าวดีจะบอก” คนสูงวัยเอ่ยอย่างอารมณ์ดี มือก็พลางลูบหนวดเครายาวสีเดียวกับเส้นผม

“เรื่องดี? มีสิ่งใดหรือ”

“ท่านจะลงทางทิศใต้ใช่หรือไม่”

“ขอรับ?” เขามิเคยเอ่ยบอกผู้ใดเลยว่าจะไปไหนอย่างไร แล้วนี่ก็เรื่องส่วนตัวด้วยแล้วยิ่งไม่น่าจะมีใครรู้

“ฮ่าๆ วันก่อนข้าเห็นดาวบุ่งเข็ก สีเขียวทางทิศใต้ จึงได้ทำการทำนายดวงชะตาเมือง”

“แล้วเรื่องนี้เกี่ยวกับข้าอย่างไร” เซียวหลางหยายังคงไม่เข้าใจ อีกอย่างเขาก็ไม่ค่อยเชื่อเรื่องดวงชะตาพวกนี้ด้วย

“ดาวบุ่งเข็ก (文曲) หรือก็คือดาวแห่งวิชาการ ความรู้ ดาวแห่งความสำเร็จโชคดี มีโชคลาภทางความรู้ มีข่าวดี มีชื่อเสียง บุญวาสนา เทพแห่งปัญญา ความก้าวหน้า การเลื่อนตำแหน่ง การศึกษา ความคิด การสร้างสรรค์ ความสำเร็จ เป็นดาว มงคล”

“…” ยิ่งท่านโหรเฒ่ากล่าวแม่ทัพหนุ่มก็ยิ่งขมวดคิ้วมุ่นตีหน้ายุ่งไม่เข้าใจ

“โทษที ข้าก็พล่ามอยู่ได้ เอาเป็นว่า การไปทางทิศใต้ของท่านในครั้งนี้ ท่านจะได้พบคนผู้หนึ่งที่จะทำให้ความคิดท่านเปลี่ยน และที่สำคัญจะทำให้บ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่”

“เขาคือใครหรือขอรับ”

“คนที่สวรรค์ส่งมา” เขาเองก็ไม่รู้หรอกเพียงแค่ทำนายตามดวงชะตา

“หรือคนที่จะช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งนี้ได้” แม่ทัพใหญ่เริ่มสนใจ หากเป็นเช่นนั้นคงเป็นการดีเขาจะได้รีบเดินทาง “แล้วคนผู้นั้นเป็นชายหรือหญิงขอรับ”

“ไปถึงท่านก็จะรู้เอง” ท่านโหรหลวงยิ้มแล้วเดินจากไปทิ้งบุรุษหนุ่มรูปงามยืนนิ่งอยู่คนเดียว

“ขอให้ข้าเจอคนๆ นั้น”

……………………………………………………………………………….

สวัสดีปีใหม่ไทยค่ะทุกคน ขอให้รี้ดที่น่ารักของไรท์ทุกคนมีแต่ความสุข มีแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต ใครออกไปเล่นน้ำก็ระวังตัว ใส่เสื้อผ้าคลุมด้วยนะคะ ไม่ใช่ไร มันร้อน!!! อย่าลืมเล่นเผื่อไรท์ด้วยนะคะ^^

ฝากนิยายเรื่องใหม่ของไรท์ด้วยค่าาาาาาาา

ตอนที่ 1เด็กน้อยผู้หิวโหย 1/3

ตอนที่ 1เด็กน้อยผู้หิวโหย 1/3

อึก…ท่านแม่ ฮือ ท่านฟื้นขึ้นมาก่อนขอรับ

ท่านแม่ ฟื้นสิเจ้าคะ ฮือ

แง แง ทะแม่

เสียงเด็กที่ไหนมาร้องไห้ข้างหู ใครกันที่แกล้ง รู้ว่าไม่ชอบเด็ก ก็ยังเอามาแกล้งอยู่ได้ คอยดูเถอะ แม่จะต่อยให้ตาแตกเลย!

เมิ่งจื่ออี้ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ก่อนหน้านี้เธอจำได้ว่าตัวเองถูกฝ้าเพดานหล่นทับตอนไปตรวจงานก่อสร้างตึก ไม่คิดว่าตัวเองจะดวงแข็งเช่นนี้ ขอบคุณสวรรค์ ที่นี่คงเป็นโรงพยาบาลถึงได้มีเสียงเด็กร้องไห้โวยวายใกล้ๆ แบบนี้

แต่เมื่อลืมตาเต็มตื่นก็พบกับใบหน้าน้อยๆ ที่มีน้ำตาอาบเต็มแก้มพร้อมกับขี้มูกเขรอะของเด็กน้อย 3 คน จนเธอต้องร้องยี้ในใจ กำลังมองหน้าเธออยู่ และเหมือนพวกเขาจะดีใจที่เธอฟื้นขึ้นมา เพราะแต่ละคนก็รีบซบกอดร่างเธอทันที

เดี๋ยวสิ! นี่มันอะไรกัน

“ท่านแม่ฟื้นแล้ว” เด็กชายที่ดูเหมือนโตกว่าเพื่อนแต่รูปร่างผอมกะหร่องเอ่ย

“แม่?” เดี๋ยวนะทำไมถึงมาเรียกเธอว่าแม่กัน หน้าเหมือนเหรอ

“ท่านแม่เจ้าขา ท่านยังไม่ตาย” สาวน้อยเพียงหนึ่งเดียวเอ่ยน้ำตาอาบแก้มสองข้าง ใช้หลังมือปาดทั้งน้ำมูกน้ำตาตัวเองออกแต่มันกลับติดที่แก้มซ้ายเป็นทาง

“ทะแม่ ข้าหิว” เจ้าเด็กตัวน้อยใบหน้าเปื้อนโคลนจนมอมแมมเอ่ยไม่ค่อยชัดคำ แต่ก็พอรู้ว่าเขาหิว เดี๋ยวนะ ที่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเด็กพวกนี้ถึงได้เรียกเธอว่าแม่ล่ะ

เมิ่งจื่ออี้ลุกพรวดขึ้นด้วยความไม่แน่ใจ แต่เมื่อมองสำรวจไปทั่วบริเวณก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อที่ๆ เธอควรอยู่มันต้องเป็นโรงพยาบาลไม่ใช่กระท่อมเก่าๆ ทรุดโทรมจะพังมิพังแหล่แบบนี้

“ไม่จริง เราต้องฝันไปแน่ๆ” เธอพยายามตบหน้าตัวเองเบาๆ เรียกสติ พร้อมกับหลับตาแล้วลืมตาขึ้นช้าๆ แต่ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม

“ท่านแม่! ท่านเป็นอะไรหรือขอรับ เจ็บตรงไหนหรือไม่” เด็กชายตัวโตเอ่ยถามพร้อมกับเข้ามาจับแก้มของเธอเอาไว้

‘ที่นี่ที่ไหนกันแน่ แล้วเด็กพวกนี้มาจากไหน’ เธอพยายามนึกและมองรอบๆ บริเวณอีกครั้ง ‘ทำไมถึงแต่งตัวเหมือนคนโบราณ ผมก็ยาวรุงรังมัดลวกๆ ซ้ำคำพูดก็แปลก’ เธอก้มมองดูสภาพตัวเองก็ต้องตกใจเมื่อเสื้อผ้าที่สวมใส่ไม่ต่างจากเด็กพวกนี้ ทั้งเก่าทั้งขาด

หญิงสาวลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปมองด้านนอกของตัวบ้านก็พบว่ามันเป็นลานกว้างแห้งแล้ง มองไปก็ไม่เห็นตึกสูงใหญ่อย่างที่เคยมี ‘อย่าบอกว่าเรามาอยู่ในยุคโบราณ’

โครก!

เสียงท้องร้องประสานเสียงของเด็กน้อยทั้งสามคนทำไมเธอหลุดจากภวังค์ มองใบหน้าน้อยๆ นั่นสลับไปมา แววตาใสแจ๋วไร้เดียงสานั่นจ้องมองมาที่เธออย่างสงสัย

“ท่านแม่พวกเราหิวแล้ว”

‘ตาแป๋วยังกับลูกหมาเลย จะเลี้ยงง่ายเหมือนจูจูกับมูมู่หรือเปล่านะ’ จูจูกับมูมู่ คือสนุขพันธ์ปอมเมอเรเนียนเล็กขนฟูตัวสีขาวที่เธอเลี้ยงเอาไว้เป็นเพื่อนแก้เหงา

เธอไม่เคยเลี้ยงเด็กมาก่อน และไม่ถูกชะตากับเด็กด้วย เพราะตั้งใจไว้แล้วว่าชาตินี้จะไม่แต่งงานและจะไม่มีลูกเด็ดขาด แต่แล้วนี่อะไร ทำไมเธอต้องกลายมาเป็นแม่ลูกสามแบบนี้

สวรรค์! นี่ท่านจะกลั่นแกล้งใช่หรือไม่

……………………………………………………………………………………..

ตอนที่ 1เด็กน้อยผู้หิวโหย 2/3

ตอนที่ 1เด็กน้อยผู้หิวโหย 2/3

สวรรค์! นี่ท่านจะกลั่นแกล้งใช่หรือไม่

“เอ่อ รอก่อนนะ” แต่ยังไงเธอก็ไม่ปล่อยให้เด็กๆ ต้องมาหิวตายต่อหน้าแน่ๆ ว่าแต่ทำไมในหัวถึงไม่มีความทรงจำเจ้าของร่างเลยล่ะ อย่างน้อยก็พอจะรู้ว่าเป็นมาอย่างไร

เมิ่งจื่ออี้เดินเข้าไปในโซนที่คิดว่าคงเป็นห้องครัวเพราะมีเตาไฟ ไม้ฟื้นพร้อม เธอจึงเริ่มสอดส่ายสายตาหาของที่พอจะนำมากินได้ แต่ทว่าทั้งบ้านกลับไม่มีสิ่งใดแม้กระทั่งข้าวสาร

“ไม่มีอะไรเลยเหรอ ทำไมถึงได้จนอย่างนี้” เธอพึมพำกับตัวเอง

ส่วนเด็กๆ ก็ตามก้นเธอต้อยๆ เหมือนกับกลัวว่าเธอจะหนีหายไปอย่างไรอย่างนั้น

“เธอ!”

“ท่านแม่เรียกข้าหรือ” เด็กชายตัวโตเอ่ยถามพร้อมกับชี้หน้าตัวเอง เขาไม่เข้าใจคำที่มารดาเอ่ยแต่สังเกตจากนิ้วมือที่ชี้มาทางตน จึงพอเดาได้ แต่เหตุใดมารดาถึงไม่ขานชื่อเขาล่ะ

“อืม” ในเวลานี้เด็กคนนี้คงน่าจะรู้เรื่องมากสุดแล้ว “ที่บ้านไม่มีข้าวสาร หรือพวกอาหารแห้งเลยหรือ ผักก็ได้”

“ไม่มีขอรับ ถ้ามี ท่านแม่คงไม่หิวจนเป็นลม” เพราะมื้อเช้ามารดาเสียสละข้าวต้มให้กับพวกเขากินจนหมด จึงไม่ได้ทานอะไรทำให้เป็นลมล้มพับไป เขานึกว่ามารดาจะตายเสียแล้ว

หา! หิวตายเนี่ยนะ แล้วนี่เธอจะรอดเหรอ ในเมื่อในบ้านไม่มีอะไรกินเลย

ไม่สิ เธอจะมาตายอย่างนี้ไม่ได้ มันต้องมีวิธี เธอพยายามคิดหาวิธีทาง “เราไปยืมข้าวจากบ้านข้างๆ ได้หรือไม่”

“ท่านเพิ่งไปยืมเมื่อเช้านะขอรับ พวกเขาก็ไม่มีกินเหมือนเราเช่นกัน” เด็กตัวโตเอ่ยแววตาเศร้า

เมิ่งจื่ออี้ถึงกับกุมขมับ เดินออกไปสำรวจรอบบ้านอีกครั้งเผื่อจะมีผักอะไรพอให้เก็บมาทำกับข้าวได้บ้าง แต่เปล่าเลย มันกลับมีแต่เศษหญ้าแห้งสีน้ำตาล แผ่นดินก็แตกแห้งทั้งหมด

แต่ก่อนที่จะหมดความหวังเธอก็เหลือบไปเห็นภูเขาลูกใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล “ภูเขา ป่า!”

ใช่แล้ว มีป่าก็ต้องมีของกิน

“ไปป่ากัน เธอ” ไม่สิ เด็กยุคนี้น่าจะไม่เข้าใจ “เจ้าไปกับข้า ส่วนเจ้าดูแลน้องให้ดี แล้วเดี๋ยวข้าจะเอาของกินมาให้ รอหน่อย”

คุณแม่จำเป็นเดินเข้าไปในห้องครัวหยิบพร้า และตะกร้าที่แขวนเอาไว้ข้างฝามาสะพายบ่า นำกระบอกไม้ไผ่ที่มีน้ำเพียงนิดมาเทใส่ชาม

“กินน้ำประทังความหิวไปก่อน อะ แบ่งๆ กัน” เธอจัดแจงแบ่งให้ทุกคนรวมถึงตัวเธอด้วย จะว่าไปเธอก็หิวไม่น้อยเหมือนกัน

เมิ่งจื่ออี้มองรองเท้าที่ทำจากเชือกป่านสาน ไม่คิดว่าวันนี้เธอจะได้ใส่แบบนี้ แต่เอาเถอะขอให้มันผ่านวันนี้ไปก่อน หวังว่าเข้าไปในป่าจะได้เจอของกินบ้าง ไม่เช่นนั้นคงได้หิวตายกันหมดบ้าน

“เจ้าชื่ออะไรหรือ” เธอเอ่ยถามเด็กชายที่เดินตามมาติด

“ท่านจำข้าไม่ได้หรือท่านแม่” เด็กน้อยเอ่ยน้ำเสียงสงสัย มารดาจำเขาไม่ได้หรือ ตลกแล้ว

“เอ่อ ขอบอกตามตรง ข้าจำไม่ได้” เธอไม่อยากชักแม่น้ำทั้งห้า หรืออ้อมโลก มันไม่ใช่นิสัยของนางอยู่แล้ว

“ข้าเสี่ยวมู่ไง เซียวซางมู่ ท่านแม่บอกว่าท่านเป็นคนตั้งให้ข้าเอง”

“อ่อๆ ข้าคงล้มหัวฟาดพื้นเลยความจำเสื่อม” หากจะบอกตรงๆ ไปว่าเธอไม่ใช่แม่ เด็กๆ คงได้งงเป็นไก่ตาแตก เอาเถอะไม่แน่คืนนี้ พรุ่งนี้ เธออาจจะได้กลับไปยังโลกเดิมก็ได้

“แล้วเจ้าอายุกี่ขวบแล้วล่ะ”

“ย่างเจ็ดขวบอีกสองเดือนขอรับ”

“เจ็ดขวบแล้วเหรอ แล้วน้องๆ ของเจ้าล่ะ ชื่ออะไร อายุเท่าไหร่” ในเมื่อถามแล้วก็ถามให้หมด จะได้รู้ว่าอายุเท่าไหร่กันแล้ว

“ซางซิงอายุห้าขวบ ส่วนซางอู่สามขวบขอรับ” เด็กน้อยตอบด้วยความงงๆ แต่ช่างเถอะมารดาบอกจำไม่ได้ก็จำไม่ได้ สงสัยไปก็เท่านั้น

“แล้วข้าล่ะ ชื่ออะไร” ให้ตายเถอะที่จริงมันควรจะเหลือความทรงจำบ้างไม่ใช่เหรอ แต่นี่เธอกลับไม่มีความทรงจำใดของเจ้าของร่างเลย

ซางมู่นิ่งอึ้งไปครู่ก่อนจะตอบ “ท่านแม่ มีนามว่าจื่ออี้ แซ่เมิ่งขอรับ”

หืม? ทำไมชื่อแซ่เดียวกับเราเลยล่ะ บังเอิญเกินไปแล้ว แต่ช่างเถอะ ตอนนี้เธอหิวจนแทบหมดแรงแล้ว ต้องใช้แรงเฮือกสุดท้ายหาของกินให้ได้

………………………………………………………………………………………

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...