โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

แผนปฏิรูปภาษีขึ้น VAT มากกว่า 7% เป็นไปได้หรือไม่ในรัฐบาลนี้ ?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 ธ.ค. 2567 เวลา 11.55 น. • เผยแพร่ 06 ธ.ค. 2567 เวลา 11.42 น.

เปิดเส้นทางที่มาของภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยตั้งแต่เริ่มต้น สู่แผนปฏิรูปภาษีขึ้น VAT มากกว่า 7% ลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 15% และภาษีบุคคลธรรมดา 15%

กลายมาเป็นประเด็นข้อถกเถียงที่ร้อนแรง ทั้งภาคประชาชน ธุรกิจเอกชน และฝ่ายการเงิน สำหรับการขึ้นภาษี VAT มากกว่า 7% ถูกปลุกขึ้นมาจากการประกาศผ่านงานปฐกถาพิเศษของ พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา

เขาระบุว่า กำลังเร่งพิจารณาเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีเพื่อสนับสนุนเรื่องการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล และปรับให้สอดคล้องกับหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยเก็บอยู่ที่ 7% จากเพดานที่ให้เก็บได้ 10% ซึ่งถือว่าน้อย เมื่อเทียบต่างประเทศทั่วโลกที่มีการเก็บภาษี VAT เฉลี่ยที่ 15-25% จนทำให้ประชาชนต่างมีข้อกังวลสำหรับรายจ่ายของตนที่จะเพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้ยังเท่าเดิม

ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่น้อยคนนักจะรู้ว่ามันมีที่มา เส้นทางและหน้าที่แบบใด ?

VAT 10% ตั้งแต่เริ่ม

‘ภาษีมูลค่าเพิ่ม’ หรือที่เรารู้จักกันในนาม ‘VAT’ ย่อมาจาก Value Added Tax ซึ่งคำว่า มูลค่าเพิ่ม หมายถึง ค่าเงินที่เพิ่มขึ้นของแต่ละขั้นตอนการผลิตไปจนถึงการจำหน่ายสินค้าและบริการ เปรียบเทียบได้จากราคาสินค้าและบริการที่ผลิต หรือจำหน่าย กับราคาสินค้าและบริการที่ซื้อมาเพื่อใช้ในการผลิต

โดย VAT เป็นภาษีที่รัฐบาลเรียกเก็บจากมูลค่าส่วนที่เพิ่มขึ้นในแต่ละขั้นตอนการผลิตสินค้า หรือบริการ และการจำหน่ายสินค้าหรือบริการชนิดต่าง ๆ โดยผู้ประกอบการมีหน้าที่เก็บจากผู้บริโภค แล้วนำไปชำระให้แก่รัฐบาล ตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม มาตรา 80 ระบุว่า ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 10.0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการดังต่อไปนี้

  • การขายสินค้า
  • การให้บริการ
  • การนำเข้า

ทั้งนี้เว้นแต่กรณีที่กำหนดไว้ในมาตรา 80/2

อัตราภาษีตามวรรคหนึ่งให้ลดลงได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ต้องกำหนดอัตราภาษีให้เป็นอัตราภาษีเดียวกันสำหรับการขายสินค้า การให้บริการ และการนำเข้าทุกกรณี

ด้วยข้อความข้างต้นเป็นที่มาของพระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 236 พ.ศ. 2534 พ.ร.ฎ. ฉบับแรกที่กำหนดให้ลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มและจัดเก็บในอัตราร้อยละ 6.3 และเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มแทนราชการส่วนท้องถิ่นในอัตราร้อยละ 0.7 ของอัตราภาษีที่จัดเก็บ

ทำให้กรมสรรพากรจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งสิ้นร้อยละ 7 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 เป็นครั้งแรก ก่อนจะตามมาด้วยพระราชกฤษฎีกาฯ อีกหลายฉบับที่ขยายเวลาในการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน อาทิ

  • พระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 479 พ.ศ. 2551
  • พระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 549 พ.ศ. 2555
  • พระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 592 พ.ศ. 2558
  • พระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 646 พ.ศ. 2560
  • พระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 669 พ.ศ. 2561
  • พระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 684 พ.ศ. 2562
  • พระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 715 พ.ศ. 2563
  • พระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 724 พ.ศ. 2564

แม้ว่าจะมีการลดอัตราการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยปรับเพิ่มขึ้นเลย ย้อนกลับไปเมื่อช่วงเวลาที่ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ ‘ต้มยำกุ้ง’ จนต้องขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)

ไทยปฏิบัติตามข้อเสนอในการรัดเข็มขัดและรักษาวินัยทางการเงินจาก IMF เพื่อให้สถานะการคลังแข็งแกร่งขึ้น ด้วยการปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจากร้อยละ 7 กลับมาเป็นร้อยละ 10 เมื่อปี 2540 ก่อนจะปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มกลับมาเป็นร้อยละ 7 ดังเดิมตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลัง เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2542

เพิ่มเปอร์เซ็นต์ VAT เพิ่มรายได้รัฐ ?

ข้อมูลจากกระทรวงการคลังระบุว่า ปีงบประมาณ 2567 ภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT ถือเป็นแหล่งรายได้อันดับ 2 ของรัฐ รองจากรายได้จากกลุ่มรัฐวิสาหกิจ กลายมาเป็นค่าใช้จ่ายของรัฐในการดำเนินกิจการต่าง ๆ อาทิ ระบบสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ รวมถึงการเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมความเติบโตทางเศรษฐกิจ และควบคุมการบริโภคของประชาชน รวมถึงการรักษาเสถียรภาพในทางเศรษฐกิจ

ตรงกับจุดประสงค์ของรัฐบาลที่ รมว.พิชัย กล่าวไว้ว่า การปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อสนับสนุนเรื่องการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล เงินกองกลางหรือที่หมายถึงเงินในคลังใหญ่ขึ้น ก็จะเป็นการส่งมอบโอกาสกับคนที่มีรายได้น้อย ผ่านมาตรการต่าง ๆ ของรัฐในการอำนวยความสะดวก และลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนและคนรวย

ขณะที่ความเห็นจำนวนมากทั้งระดับผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและภาคประชาชน ระบุว่า อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ลดลงมาเหลือร้อยละ 7 ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา อาจทำให้ประชาชนเคยชิน และรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตที่พิชัยแง้มมานั้น อาจส่งผลกระทบต่อรายจ่ายของตนเองที่จะเพิ่มมากขึ้น

โยนหินถามทางรอบ 2

แต่สำหรับการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มของไทยนั้น ดูเหมือนจะไม่มีวี่แวว เนื่องจากมีการลดอัตราคงไว้ที่ร้อยละ 7 มานานหลายปี แต่เมื่อย้อนกลับไปปี 2560 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ณ เวลานั้น เคยเปรยการปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกัน โดยกล่าวว่า หากเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 1 จะทำให้รายได้ประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 100,000 ล้านบาท

สวนทางกับการวิเคราะห์ของ ศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ให้สัมภาษณ์กับทาง BBC ว่า การปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 1 จะเพิ่มรายได้ให้กับประเทศไทยเพียง 70,000-80,000 ล้านบาทเท่านั้น

แม้ว่าจบวาระของรัฐบาลประยุทธ์ การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเพียง 1% จะไม่ได้เกิดขึ้น แต่ปัญหารายรับของภาคการคลังที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง เป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลชุดปัจจุบันกำลังเผชิญ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่รัฐบาลนี้จะต้องการปรับภาษีมูลค่าเพิ่มให้สอดคล้องกับหลายประเทศทั่วโลก เพื่อให้คลังมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นมา ประกอบกับเหตุผลที่พิชัยกล่าวว่า การเก็บสูงขึ้นถือเป็นความเหมาะสม และทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนจะลดลง

จากการที่คนรวยและคนฐานะปานกลางจ่ายเพิ่มขึ้น เงินกองกลางเพิ่มขึ้น ส่งผลให้คนรายได้น้อยได้รับโอกาสในการดำรงชีวิตที่สูงขึ้นผ่านมาตรการรัฐ อาทิ สาธารณสุข ที่อยู่อาศัย การรักษาพยาบาล สถานศึกษา นอกจากนี้ยังสามารถนำเงินกองกลาง ที่หมายถึงรายได้รัฐไปเพิ่มความสามารถให้กับนักธุรกิจภายในประเทศ ทำให้ต้นทุนในการทำธุรกิจต่ำลง เป็นผลดีต่อการส่งออกจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตามพิชัยเองก็ทราบดีว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อ่อนไหว และภายหลังไม่นานกระแสจากทุกภาคส่วนก็มุ่งเป้ามาที่ทุกฝั่งของรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นเหตุให้แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีต้องออกมาชี้แจงเพื่อลดความกังวลใจของประชาชนผ่านโซเชียลมีเดีย ว่า

“จากข้อกังวลใจของพี่น้องประชาชน ต่อเรื่อง VAT 15% วันนี้ได้พูดคุยหารือในประเด็นดังกล่าว กับท่านรองนายกรัฐมนตรี พิชัย ร่วมกับคณะที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี เพื่อความชัดเจน ดังนั้นขอสรุปเพื่อชี้แจงต่อพี่น้องประชาชน

1. ไม่มีการปรับ VAT เป็น 15%

2. กระทรวงการคลัง กำลังศึกษาการปรับโครงสร้างภาษี ซึ่งต้องมองทั้งระบบให้ครบทุกมิติและเป็นธรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

3. การปรับโครงสร้างภาษีของประเทศอื่น ๆ ใช้เวลาศึกษาและปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป บางประเทศใช้เวลาปรับเปลี่ยนกว่า 10 ปี

4. นโยบายหลักของรัฐบาล คือการลดรายจ่ายของประชาชน ลดรายจ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพของภาครัฐ ควบคู่ไปกับการหาโอกาสจากการสร้างรายได้ใหม่ให้ประชาชน ทั้งหมดนี้ เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชนคนไทย

พร้อมยืนยันขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า การทำงานของรัฐบาล เราดำเนินการด้วยความรัดกุม รับฟังทุกภาคส่วน และยึดประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยของเราทุกคน”

ข้อมูลจาก กรมสรรพากร, สำนักนโยบายภาษีและ ธนาคารแห่งประเทศไทย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แผนปฏิรูปภาษีขึ้น VAT มากกว่า 7% เป็นไปได้หรือไม่ในรัฐบาลนี้ ?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...