โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

EXIM BANK ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อสีเขียว แตะ 50% ในปี 2571

การเงินธนาคาร

อัพเดต 31 ต.ค. 2566 เวลา 22.54 น. • เผยแพร่ 31 ต.ค. 2566 เวลา 15.54 น.

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(EXIM BANK) เปิดเผยว่า ปัจจุบันทุกภาคส่วนพัฒนาองค์กรและกิจการไปสู่ “ความยั่งยืน(Sustainability)” ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน(Sustainable Development Goals : SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาที่โลกกำลังเผชิญอยู่ เช่น ความยากจน ความไม่เท่าเทียม ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสภาวะโลกร้อน แก่นสำคัญของเป้าหมายSDGs คือ การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สอดคล้องกับเป้าหมายและพันธกิจของEXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง มุ่งสู่บทบาท “Green Development Bank”

โดยสานพลังกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน(Carbon Neutrality) ภายในปี2593 ควบคู่ไปกับการยกระดับประเทศไทยสู่ประตูการค้าการลงทุนและยุทธศาสตร์ทางโลจิสติกส์ที่สำคัญของภูมิภาค รวมถึงการพัฒนาคนตัวเล็กหรือSMEs ไทยให้เข้มแข็ง มีศักยภาพสูงและแข่งขันได้ในเวทีโลกEXIM BANK พร้อมใช้จุดแข็งและความเชี่ยวชาญพัฒนาเครื่องมือทางการเงินสีเขียวที่เสริมสร้างการพัฒนาระบบนิเวศการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ยกระดับการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมไทยโดยส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนกระบวนการผลิตสินค้าและให้บริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

โดยนับตั้งแต่เปิดดำเนินงานอย่างเป็นทางการในปี2537 EXIM BANK ได้ทำหน้าที่Lead Bank นำพาผู้ประกอบการไทยไปปักหมุดธุรกิจพลังงานหมุนเวียนทั้งในและต่างประเทศ จำนวนกว่า400 โครงการ กำลังการผลิตกว่า8,800 เมกะวัตต์ ลดการปล่อยคาร์บอนได้มากกว่า100 ล้านตัน โดยเป็นการสนับสนุนทางการเงินกว่า68,600 ล้านบาทสร้างมูลค่าการลงทุนกว่า578,300 ล้านบาท รวมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สนับสนุนธุรกิจไทย รวมทั้งSMEs ให้ปรับตัวเป็นธุรกิจสีเขียว แข่งขันได้อย่างยั่งยืนในเวทีการค้าโลก

ขณะที่ในปี2567 EXIM BANK มีแผนเดินหน้าพัฒนาเครื่องมือทางการเงินใหม่ ๆ อีกหลายมิติ อาทิ สินเชื่อเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยสำหรับดำเนินธุรกิจที่คำนึงสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลที่ดี(Environmental, Social and Governance : ESG) การระดมทุนเพื่อนำมาใช้กับโครงการที่เป็นประโยชน์กับสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทางทะเลโดยเฉพาะ(Blue Bond) เช่น พาณิชยนาวีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนธุรกิจสีเขียวครอบคลุมScope ที่1-2-3 (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง ทางอ้อมที่เกิดจากการใช้พลังงาน และทางอ้อมอื่น ๆ จากการดำเนินงานขององค์กร) เพื่อบรรลุเป้าหมายEXIM BANK จะเพิ่มสัดส่วนGreen Portfolio และที่เกี่ยวเนื่อง จาก37% ในปัจจุบันให้เป็น50% ภายในปี2571 เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจและธุรกิจไทยไปพร้อมกันบนพื้นฐานของความยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง นั่นหมายถึง การเร่งเติมความรู้ เติมโอกาส และเติมเงินทุน เพื่อให้SMEs ไทยมีจุดยืนบนเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิ รวมถึงกลุ่มเปราะบางทางสังคม ให้มีองค์ความรู้และพื้นฐานอาชีพที่มั่นคงก่อนจะขยายไปสู่ตลาดโลก

ทั้งนี้ ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี ยึดหลักการ “4P” เริ่มต้นจากการดูแลคน(People) เพื่อดูแลโลก(Planet) ด้วยความใส่ใจในประสิทธิภาพ(Productivity) นำไปสู่กำไร(Profit) ซึ่งรวมถึงคุณค่าที่ตอบแทนกลับคืนสู่สังคม โดยวางรากฐานตั้งแต่ภายในองค์กรให้บุคลากรยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชน “คุ้มครอง(Protect)” “เคารพ(Respect)” และ“เยียวยา(Remedy)” สอดคล้องกับหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ(United Nations Guiding Principles on Business and Human Rights : UNGPs) และแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน(National Action Plan on Business and Human Rights : NAP) ของประเทศไทย ทั้งด้านแรงงาน ด้านชุมชน ที่ดิน สิ่งแวดล้อม ด้านการปกป้องสิทธิมนุษยชน และด้านการลงทุนระหว่างประเทศและบรรษัทข้ามชาติ บูรณาการเชื่อมโยงทุกกระบวนการขององค์กรโดยคำนึงถึงESG สู่เป้าหมายSDGs

“เราตั้งใจจะออกBlue Bond ในไตรมาส1 หรือไม่เกินไตรมาส2 ของปี2567 โดยต้องการสนับสนุนเรื่องการลดมลพิษในมหาสมุทร เช่น เรือขนส่งสินค้าข้ามทวีปการปล่อยน้ำเสียลงมหาสมุทรต้องเป็นน้ำเสียที่บำบัดแล้วจากในเรือเท่านั้น”

ดร. รักษ์ กล่าวว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยในปี2566 ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า3% ขณะที่มูลค่าส่งออกทั้งปี2566 คาดว่าจะหดตัว1-2% อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส4 ปี2566 ช่วงโค้งสุดท้ายของปี เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกโดยเฉพาะภาคการส่งออกที่คาดว่าจะกลับมาขยายตัว โดยEXIM BANK ยังคงเดินหน้าส่งเสริมเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็ง ควบคู่กับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สำหรับผลการดำเนินงาน ณ สิ้นไตรมาส3 ของปี2566 ธนาคารมีสินเชื่อคงค้าง164,976 ล้านบาท เพิ่มขึ้น5,161 ล้านบาท หรือเติบโต3.23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ภายใต้บทบาทการเป็นGreen Development Bank อันเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน โลจิสติกส์ และภาคอุตสาหกรรมของประเทศโดยเฉพาะการสนับสนุนเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว(Bio-Circular-Green Economy : BCG Economy) ส่งผลให้ ณ สิ้นเดือนกันยายน2566 มียอดคงค้างสินเชื่อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม60,298 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน37% ของสินเชื่อคงค้างทั้งหมด เพิ่มขึ้นถึง37.36% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผู้ประกอบการSMEs 14,122 ล้านบาท คิดเป็น23.42% จากสินเชื่อของEXIM BANK ที่ให้การสนับสนุนธุรกิจสีเขียว โดยตั้งเป้าหมายจะขยายเป็น50% ในอีก5 ปีข้างหน้า

“เป้าสินเชื่อส่งออกที่เราให้ไว้กับกระทรวงการคลังคือ1.74 แสนล้านบาท โดยเราตั้งเป้ากันเองในแบงก์ที่1.78 แสนล้านบาท เห็นได้ว่ามีกันชนรองรับ จึงคิดว่าปีนี้ยอดปล่อยสินเชื่อเข้าเป้าแน่นอน”

ทั้งนี้ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงและสถานการณ์ความไม่สงบในหลายประเทศEXIM BANK ยังเร่งเสริมสร้างความมั่นใจและภูมิคุ้มกันความเสี่ยงแก่ผู้ส่งออกและนักลงทุนไทยผ่านบริการประกันการส่งออกและการลงทุน โดย ณ สิ้นไตรมาส3 ปี2566 ปริมาณธุรกิจด้านการรับประกันการส่งออกและการลงทุนเท่ากับ148,429 ล้านบาท เพิ่มขึ้น7.53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในส่วนของการสนับสนุนผู้ประกอบการทั้งด้านสินเชื่อและประกันของEXIM BANK ณ สิ้นเดือนกันยายน2566 มีจำนวนลูกค้า6,138 ราย เพิ่มขึ้น6.05% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นสัดส่วนPenetration Rate ต่อผู้ส่งออกทั้งประเทศ18% ในจำนวนนี้ มีลูกค้าSMEs มากถึงกว่า83% สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของธนาคารที่ไม่ทิ้งคนตัวเล็กและกลุ่มเปราะบางทางสังคม ณ สิ้นเดือนกันยายน2566 EXIM BANK ได้ช่วยเหลือทั้งด้านการเงินและไม่ใช่การเงินแก่ผู้ประกอบการกว่า27,800 รายวงเงินรวมประมาณ91,400 บาท

ขณะที่EXIM BANK ยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินและบริหารค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยในระบบที่ปรับสูงขึ้น ทำให้มีกำไรก่อนสำรอง2,396 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด18.48% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนและความเสี่ยงทางการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ส่งผลให้ ณ สิ้นเดือนกันยายน2566 EXIM BANK มีสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(Non-performing Loans : NPLs) จำนวน6,665 ล้านบาทNPL Ratio เท่ากับ4.04% อย่างไรก็ตามEXIM BANK มีการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น(Expected Credit Loss : ECL) เพิ่มขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตในอัตราส่วน(Coverage Ratio) เท่ากับ213.15% อยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส3 ของปี2566 EXIM BANK มีกำไรสุทธิ246 ล้านบาท และคงได้รับการจัดอันดับเครดิตภายในประเทศระดับAAA (tha) ต่อเนื่องเป็นปีที่18 และคงอันดับเครดิตสกุลเงินตราต่างประเทศระยะยาวที่BBB+ เท่ากับประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่11

“ตอนนี้NPL ที่ไม่ใช่สินเชื่อส่วนบุคคลเฉลี่ยทั้งระบบอยู่ที่ประมาณ7%แต่สิ่งที่ธปท. กับNCB กลัวคือสินเชื่อที่กล่าวถึงเป็นพิเศษซึ่งอยู่ที่13% ถ้า13% นี้ไม่สามารถกลับตัวได้หลังจากมาตรการช่วยเหลือสิ้นสุดลงก็จะกลายเป็นNPLซึ่งคาดว่า30% ของSM จะกลายมาเป็นNPL สำหรับEXIM BANK ตอนนี้NPL อยู่ที่4.04% หรือประมาณ6,000 ล้านบาทในปี2567 จะมีการขายNPL ซึ่งโดยปกติจะขายทุกๆ5,000 ล้านบาท เป็นวิธีการบริหารNPL ของเรา”

นอกจากนี้EXIM BANK มุ่งมั่นสนับสนุนและช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยการตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราPrime Rate 6.75% ต่อปีจนถึงสิ้นปี2566 เพื่อแบ่งเบาภาระผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะSMEs ในภาวะที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวและภาคธุรกิจเร่งปรับตัวสู่ทิศทางโลกการค้ายุคใหม่ที่มุ่งเน้นความยั่งยืน คาดว่าในปี2567 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ดีขึ้นกว่าปีนี้ กลไกสำคัญอย่างภาคส่งออกจะกลับมาฟื้นตัว เนื่องจากปัจจัยสนับสนุนจากราคาสินค้าเกษตรส่งออกที่ปรับสูงขึ้น ปัญหาSupply Chain Disruption ที่คลี่คลาย สินค้าไทยโดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารยังเป็นที่ต้องการอีกมาก ขณะที่การลงทุนภายในประเทศเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น การท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่องเช่นเดียวกับมาตรการภาครัฐยังคงกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศและบรรเทาค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่องEXIM BANK ซึ่งจะเปิดดำเนินการครบ30 ปีในปี2567 ยังพร้อมทำหน้าที่ “มากกว่าธนาคาร” สนับสนุนให้ธุรกิจไทยมีศักยภาพในการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น สามารถเติบโตในเวทีการค้าโลกยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางโอกาสและปัจจัยท้าทายรอบด้าน รวมถึงปรับตัวรับมือมาตรการทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลกที่มีจำนวนราว17,000 มาตรการ

โดยเฉพาะมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน(Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) ของสหภาพยุโรป(EU) ทำให้ระยะข้างหน้าสินค้านำเข้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงต้องจ่ายค่าธรรมเนียมตามปริมาณคาร์บอนที่ปล่อย ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน ซึ่งจะบังคับใช้เต็มรูปแบบในเดือนมกราคม2569 และกฎระเบียบสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า(EU Deforestation-free Products Regulation : EUDR) ทำให้ผู้นำเข้าสินค้าเกษตร7 กลุ่มคือ โกโก้ กาแฟ ปาล์มน้ำมัน ไม้และกระดาษ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ วัวและผลิตภัณฑ์ ถั่วเหลือง ต้องลงทะเบียนแจ้งข้อมูลการผลิตทั้งระบบเพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าได้มีการตัดไม้ทำลายป่าในระบบการเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์หรือไม่ ซึ่งจะบังคับใช้เต็มรูปแบบในเดือนธันวาคม2567 เหล่านี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการทุกระดับต้องปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียวและความยั่งยืนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ตลอดปี2566 EXIM BANK ยังเดินหน้าสนับสนุนเศรษฐกิจเชิงรุก แม้ในสภาวะที่เศรษฐกิจและภาคการส่งออกยังไม่กลับมาฟื้นตัว โดยในช่วงต้นปีถึงกลางปี มียอดคงค้างสินเชื่อค่อนข้างคงที่ สอดคล้องกับมูลค่าการส่งออกของไทยที่หดตัวต่อเนื่อง แต่คาดว่าEXIM BANK จะสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายปี2566 มียอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่175,000 ล้านบาท สอดรับกับทิศทางการส่งออกและเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้EXIM BANK ยังจะสานพลังหน่วยงานพันธมิตร รวมถึงลูกค้าผู้ประกอบการ เดินหน้าพัฒนาประเทศสู่อนาคตที่ยั่งยืน โดยไม่ทิ้งคนตัวเล็กหรือSMEs ไทยไว้ข้างหลัง พร้อมรับการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในปี2567 ที่จะมาถึง บริหารจัดการความเสี่ยงและเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการของไทยให้ได้มาตรฐานสากล เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโลกสะอาด ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และต่อยอดการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสมดุล” ดร.รักษ์ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...