EXIM BANK ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อสีเขียว แตะ 50% ในปี 2571
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(EXIM BANK) เปิดเผยว่า ปัจจุบันทุกภาคส่วนพัฒนาองค์กรและกิจการไปสู่ “ความยั่งยืน(Sustainability)” ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน(Sustainable Development Goals : SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาที่โลกกำลังเผชิญอยู่ เช่น ความยากจน ความไม่เท่าเทียม ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสภาวะโลกร้อน แก่นสำคัญของเป้าหมายSDGs คือ การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สอดคล้องกับเป้าหมายและพันธกิจของEXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง มุ่งสู่บทบาท “Green Development Bank”
โดยสานพลังกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน(Carbon Neutrality) ภายในปี2593 ควบคู่ไปกับการยกระดับประเทศไทยสู่ประตูการค้าการลงทุนและยุทธศาสตร์ทางโลจิสติกส์ที่สำคัญของภูมิภาค รวมถึงการพัฒนาคนตัวเล็กหรือSMEs ไทยให้เข้มแข็ง มีศักยภาพสูงและแข่งขันได้ในเวทีโลกEXIM BANK พร้อมใช้จุดแข็งและความเชี่ยวชาญพัฒนาเครื่องมือทางการเงินสีเขียวที่เสริมสร้างการพัฒนาระบบนิเวศการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ยกระดับการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมไทยโดยส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนกระบวนการผลิตสินค้าและให้บริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
โดยนับตั้งแต่เปิดดำเนินงานอย่างเป็นทางการในปี2537 EXIM BANK ได้ทำหน้าที่Lead Bank นำพาผู้ประกอบการไทยไปปักหมุดธุรกิจพลังงานหมุนเวียนทั้งในและต่างประเทศ จำนวนกว่า400 โครงการ กำลังการผลิตกว่า8,800 เมกะวัตต์ ลดการปล่อยคาร์บอนได้มากกว่า100 ล้านตัน โดยเป็นการสนับสนุนทางการเงินกว่า68,600 ล้านบาทสร้างมูลค่าการลงทุนกว่า578,300 ล้านบาท รวมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สนับสนุนธุรกิจไทย รวมทั้งSMEs ให้ปรับตัวเป็นธุรกิจสีเขียว แข่งขันได้อย่างยั่งยืนในเวทีการค้าโลก
ขณะที่ในปี2567 EXIM BANK มีแผนเดินหน้าพัฒนาเครื่องมือทางการเงินใหม่ ๆ อีกหลายมิติ อาทิ สินเชื่อเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยสำหรับดำเนินธุรกิจที่คำนึงสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลที่ดี(Environmental, Social and Governance : ESG) การระดมทุนเพื่อนำมาใช้กับโครงการที่เป็นประโยชน์กับสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทางทะเลโดยเฉพาะ(Blue Bond) เช่น พาณิชยนาวีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนธุรกิจสีเขียวครอบคลุมScope ที่1-2-3 (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง ทางอ้อมที่เกิดจากการใช้พลังงาน และทางอ้อมอื่น ๆ จากการดำเนินงานขององค์กร) เพื่อบรรลุเป้าหมายEXIM BANK จะเพิ่มสัดส่วนGreen Portfolio และที่เกี่ยวเนื่อง จาก37% ในปัจจุบันให้เป็น50% ภายในปี2571 เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจและธุรกิจไทยไปพร้อมกันบนพื้นฐานของความยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง นั่นหมายถึง การเร่งเติมความรู้ เติมโอกาส และเติมเงินทุน เพื่อให้SMEs ไทยมีจุดยืนบนเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิ รวมถึงกลุ่มเปราะบางทางสังคม ให้มีองค์ความรู้และพื้นฐานอาชีพที่มั่นคงก่อนจะขยายไปสู่ตลาดโลก
ทั้งนี้ ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี ยึดหลักการ “4P” เริ่มต้นจากการดูแลคน(People) เพื่อดูแลโลก(Planet) ด้วยความใส่ใจในประสิทธิภาพ(Productivity) นำไปสู่กำไร(Profit) ซึ่งรวมถึงคุณค่าที่ตอบแทนกลับคืนสู่สังคม โดยวางรากฐานตั้งแต่ภายในองค์กรให้บุคลากรยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชน “คุ้มครอง(Protect)” “เคารพ(Respect)” และ“เยียวยา(Remedy)” สอดคล้องกับหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ(United Nations Guiding Principles on Business and Human Rights : UNGPs) และแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน(National Action Plan on Business and Human Rights : NAP) ของประเทศไทย ทั้งด้านแรงงาน ด้านชุมชน ที่ดิน สิ่งแวดล้อม ด้านการปกป้องสิทธิมนุษยชน และด้านการลงทุนระหว่างประเทศและบรรษัทข้ามชาติ บูรณาการเชื่อมโยงทุกกระบวนการขององค์กรโดยคำนึงถึงESG สู่เป้าหมายSDGs
“เราตั้งใจจะออกBlue Bond ในไตรมาส1 หรือไม่เกินไตรมาส2 ของปี2567 โดยต้องการสนับสนุนเรื่องการลดมลพิษในมหาสมุทร เช่น เรือขนส่งสินค้าข้ามทวีปการปล่อยน้ำเสียลงมหาสมุทรต้องเป็นน้ำเสียที่บำบัดแล้วจากในเรือเท่านั้น”
ดร. รักษ์ กล่าวว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยในปี2566 ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า3% ขณะที่มูลค่าส่งออกทั้งปี2566 คาดว่าจะหดตัว1-2% อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส4 ปี2566 ช่วงโค้งสุดท้ายของปี เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกโดยเฉพาะภาคการส่งออกที่คาดว่าจะกลับมาขยายตัว โดยEXIM BANK ยังคงเดินหน้าส่งเสริมเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็ง ควบคู่กับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน
สำหรับผลการดำเนินงาน ณ สิ้นไตรมาส3 ของปี2566 ธนาคารมีสินเชื่อคงค้าง164,976 ล้านบาท เพิ่มขึ้น5,161 ล้านบาท หรือเติบโต3.23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ภายใต้บทบาทการเป็นGreen Development Bank อันเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน โลจิสติกส์ และภาคอุตสาหกรรมของประเทศโดยเฉพาะการสนับสนุนเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว(Bio-Circular-Green Economy : BCG Economy) ส่งผลให้ ณ สิ้นเดือนกันยายน2566 มียอดคงค้างสินเชื่อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม60,298 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน37% ของสินเชื่อคงค้างทั้งหมด เพิ่มขึ้นถึง37.36% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผู้ประกอบการSMEs 14,122 ล้านบาท คิดเป็น23.42% จากสินเชื่อของEXIM BANK ที่ให้การสนับสนุนธุรกิจสีเขียว โดยตั้งเป้าหมายจะขยายเป็น50% ในอีก5 ปีข้างหน้า
“เป้าสินเชื่อส่งออกที่เราให้ไว้กับกระทรวงการคลังคือ1.74 แสนล้านบาท โดยเราตั้งเป้ากันเองในแบงก์ที่1.78 แสนล้านบาท เห็นได้ว่ามีกันชนรองรับ จึงคิดว่าปีนี้ยอดปล่อยสินเชื่อเข้าเป้าแน่นอน”
ทั้งนี้ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงและสถานการณ์ความไม่สงบในหลายประเทศEXIM BANK ยังเร่งเสริมสร้างความมั่นใจและภูมิคุ้มกันความเสี่ยงแก่ผู้ส่งออกและนักลงทุนไทยผ่านบริการประกันการส่งออกและการลงทุน โดย ณ สิ้นไตรมาส3 ปี2566 ปริมาณธุรกิจด้านการรับประกันการส่งออกและการลงทุนเท่ากับ148,429 ล้านบาท เพิ่มขึ้น7.53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในส่วนของการสนับสนุนผู้ประกอบการทั้งด้านสินเชื่อและประกันของEXIM BANK ณ สิ้นเดือนกันยายน2566 มีจำนวนลูกค้า6,138 ราย เพิ่มขึ้น6.05% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นสัดส่วนPenetration Rate ต่อผู้ส่งออกทั้งประเทศ18% ในจำนวนนี้ มีลูกค้าSMEs มากถึงกว่า83% สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของธนาคารที่ไม่ทิ้งคนตัวเล็กและกลุ่มเปราะบางทางสังคม ณ สิ้นเดือนกันยายน2566 EXIM BANK ได้ช่วยเหลือทั้งด้านการเงินและไม่ใช่การเงินแก่ผู้ประกอบการกว่า27,800 รายวงเงินรวมประมาณ91,400 บาท
ขณะที่EXIM BANK ยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินและบริหารค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยในระบบที่ปรับสูงขึ้น ทำให้มีกำไรก่อนสำรอง2,396 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด18.48% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนและความเสี่ยงทางการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ส่งผลให้ ณ สิ้นเดือนกันยายน2566 EXIM BANK มีสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(Non-performing Loans : NPLs) จำนวน6,665 ล้านบาทNPL Ratio เท่ากับ4.04% อย่างไรก็ตามEXIM BANK มีการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น(Expected Credit Loss : ECL) เพิ่มขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตในอัตราส่วน(Coverage Ratio) เท่ากับ213.15% อยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส3 ของปี2566 EXIM BANK มีกำไรสุทธิ246 ล้านบาท และคงได้รับการจัดอันดับเครดิตภายในประเทศระดับAAA (tha) ต่อเนื่องเป็นปีที่18 และคงอันดับเครดิตสกุลเงินตราต่างประเทศระยะยาวที่BBB+ เท่ากับประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่11
“ตอนนี้NPL ที่ไม่ใช่สินเชื่อส่วนบุคคลเฉลี่ยทั้งระบบอยู่ที่ประมาณ7%แต่สิ่งที่ธปท. กับNCB กลัวคือสินเชื่อที่กล่าวถึงเป็นพิเศษซึ่งอยู่ที่13% ถ้า13% นี้ไม่สามารถกลับตัวได้หลังจากมาตรการช่วยเหลือสิ้นสุดลงก็จะกลายเป็นNPLซึ่งคาดว่า30% ของSM จะกลายมาเป็นNPL สำหรับEXIM BANK ตอนนี้NPL อยู่ที่4.04% หรือประมาณ6,000 ล้านบาทในปี2567 จะมีการขายNPL ซึ่งโดยปกติจะขายทุกๆ5,000 ล้านบาท เป็นวิธีการบริหารNPL ของเรา”
นอกจากนี้EXIM BANK มุ่งมั่นสนับสนุนและช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยการตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราPrime Rate 6.75% ต่อปีจนถึงสิ้นปี2566 เพื่อแบ่งเบาภาระผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะSMEs ในภาวะที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวและภาคธุรกิจเร่งปรับตัวสู่ทิศทางโลกการค้ายุคใหม่ที่มุ่งเน้นความยั่งยืน คาดว่าในปี2567 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ดีขึ้นกว่าปีนี้ กลไกสำคัญอย่างภาคส่งออกจะกลับมาฟื้นตัว เนื่องจากปัจจัยสนับสนุนจากราคาสินค้าเกษตรส่งออกที่ปรับสูงขึ้น ปัญหาSupply Chain Disruption ที่คลี่คลาย สินค้าไทยโดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารยังเป็นที่ต้องการอีกมาก ขณะที่การลงทุนภายในประเทศเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น การท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่องเช่นเดียวกับมาตรการภาครัฐยังคงกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศและบรรเทาค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่องEXIM BANK ซึ่งจะเปิดดำเนินการครบ30 ปีในปี2567 ยังพร้อมทำหน้าที่ “มากกว่าธนาคาร” สนับสนุนให้ธุรกิจไทยมีศักยภาพในการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น สามารถเติบโตในเวทีการค้าโลกยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางโอกาสและปัจจัยท้าทายรอบด้าน รวมถึงปรับตัวรับมือมาตรการทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลกที่มีจำนวนราว17,000 มาตรการ
โดยเฉพาะมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน(Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) ของสหภาพยุโรป(EU) ทำให้ระยะข้างหน้าสินค้านำเข้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงต้องจ่ายค่าธรรมเนียมตามปริมาณคาร์บอนที่ปล่อย ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน ซึ่งจะบังคับใช้เต็มรูปแบบในเดือนมกราคม2569 และกฎระเบียบสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า(EU Deforestation-free Products Regulation : EUDR) ทำให้ผู้นำเข้าสินค้าเกษตร7 กลุ่มคือ โกโก้ กาแฟ ปาล์มน้ำมัน ไม้และกระดาษ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ วัวและผลิตภัณฑ์ ถั่วเหลือง ต้องลงทะเบียนแจ้งข้อมูลการผลิตทั้งระบบเพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าได้มีการตัดไม้ทำลายป่าในระบบการเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์หรือไม่ ซึ่งจะบังคับใช้เต็มรูปแบบในเดือนธันวาคม2567 เหล่านี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการทุกระดับต้องปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียวและความยั่งยืนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ตลอดปี2566 EXIM BANK ยังเดินหน้าสนับสนุนเศรษฐกิจเชิงรุก แม้ในสภาวะที่เศรษฐกิจและภาคการส่งออกยังไม่กลับมาฟื้นตัว โดยในช่วงต้นปีถึงกลางปี มียอดคงค้างสินเชื่อค่อนข้างคงที่ สอดคล้องกับมูลค่าการส่งออกของไทยที่หดตัวต่อเนื่อง แต่คาดว่าEXIM BANK จะสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายปี2566 มียอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่175,000 ล้านบาท สอดรับกับทิศทางการส่งออกและเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้EXIM BANK ยังจะสานพลังหน่วยงานพันธมิตร รวมถึงลูกค้าผู้ประกอบการ เดินหน้าพัฒนาประเทศสู่อนาคตที่ยั่งยืน โดยไม่ทิ้งคนตัวเล็กหรือSMEs ไทยไว้ข้างหลัง พร้อมรับการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในปี2567 ที่จะมาถึง บริหารจัดการความเสี่ยงและเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการของไทยให้ได้มาตรฐานสากล เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโลกสะอาด ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และต่อยอดการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสมดุล” ดร.รักษ์ กล่าว