โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

NPL-กู้ไม่ผ่านลามบ้าน 7 ล้าน ชงอิ๊งค์ 1 แก้เกม “ลดดอกเบี้ย-ปลดล็อก LTV”

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 ก.ย 2567 เวลา 09.05 น. • เผยแพร่ 18 ก.ย 2567 เวลา 09.05 น.

ไตรมาส 3/67 จับสัญญาณอันตรายภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หลังจากในช่วงครึ่งปีแรก (มกราคม-มิถุนายน 2567) ตลาดซึมซับยอดขายติดลบหนักถึง -28% บ้านและคอนโดมิเนียมตลาดแมส ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท มียอดปฏิเสธสินเชื่อหรือยอดกู้ไม่ผ่าน 50-70% เพราะแบกปัญหาหนี้ครัวเรือนท่วมตัวสัดส่วน 90% ต่อจีดีพี

ก่อนหน้านี้ เซฟโซนของผู้ประกอบการอสังหาฯ จะเป็นกลุ่มตลาดกลาง ราคา 5-7 ล้านบาท ผู้ซื้อมีรายได้เดือนละ 5-7 หมื่นบาท เพราะเป็นกลุ่มที่มีปัญหากู้ไม่ผ่านน้อยมาก ล่าสุด สมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัยระบุว่า ยอดกู้ไม่ผ่านขยับจาก 25% เป็น 50%

ตามติดด้วยผู้บริหารธนาคารกรุงไทยกับทีทีบี ออกมาให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่า สินเชื่อซื้อที่อยู่อาศัยราคา 5-7 ล้านบาท แนวโน้มหนี้เสียหรือ NPL-Non Performing Loan เพิ่มขึ้น จากตัวชี้วัดหนี้สงสัยจะสูญ หรือ SM-Special Mention ตัวเลขเริ่มโป่งพองขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อซื้อหลังที่ 2-3

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ 2 นายกสมาคมวงการที่อยู่อาศัย เพื่อร่วมกันค้นหาคำตอบ รวมทั้งร่วมกันหาโซลูชั่นด้วยความหวังว่าไตรมาสสุดท้ายของปี จะสามารถพลิกสถานการณ์แบบผ่อนหนักให้เป็นเบาได้บ้าง

Q3/67 ไม่มีข่าวดี-ยอดขายทรงตัว

เริ่มจาก “ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า เคยประเมินไว้ตั้งแต่ต้นปี ยอดกู้ไม่ผ่านจะสร้างผลกระทบแบบเร่งตัว โดยลุกลามจากราคาต่ำ 3 ล้านบาท ขึ้นมาถึง 5-7 ล้านบาท แนวโน้มจะลุกลามไปถึงตลาด 7-10 ล้านบาทด้วย

วิเคราะห์จากสถิติยอดขาย ซึ่งเก็บตัวเลขจากการสำรวจหน้างานจริง ภาพรวมตลาดกรุงเทพฯ-ปริมณฑลในครึ่งปีแรก 2567 มีจำนวน 163,030 ล้านบาท ติดลบ -28% เทียบกับครึ่งปีแรก 2566 ที่มีจำนวน 225,632 ล้านบาท

แบ่งเป็น เซ็กเมนต์ไม่เกิน 3 ล้านบาท ติดลบลึกถึง -51% แทบจะเรียกได้ว่ากำลังซื้อตลาดแมสมีการหยุดซื้อที่อยู่อาศัยเกินครึ่งหนึ่ง, กลุ่มราคา 3-5 ล้านบาท ติดลบ -45%, กลุ่มราคา 5-7 ล้านบาท ติดลบ -11% และกลุ่มราคา 7-10 ล้านบาท ติดลบ -23%

โดยยอดขายใหม่ที่ยังมีสถานะเป็นบวกหรือทรงตัว จะอยู่ในกลุ่มบ้านและคอนโดฯ ราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป

“เราอยู่กับภาวะดอกเบี้ยต่ำมาเป็นสิบปี เพิ่งจะมีดอกเบี้ยสูงในช่วง 2 ปีหลัง โดยดอกเบี้ยทุก 1% มีผลต่อภาระค่าผ่อนงวด 8% ผลกระทบไม่ใช่เฉพาะคนซื้อใหม่ แต่คนซื้อเก่าที่กำลังผ่อนเงินกู้อยู่ ก็รับผลกระทบด้วย”

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 3/67 ยอดขายไม่ได้ฟื้นตัว ยอดโอนก็น่าจะทรง ๆ ตัว ทั้งตลาดลูกค้าในประเทศและตลาดต่างประเทศ เพราะค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วมาก

Q4 คอนโดฯสร้างเสร็จทะลัก 8.6 หมื่นล้าน

ทั้งนี้ นายกสมาคมคอนโดฯ เปิดประเด็นใหม่แบบเรียลไทม์ เกี่ยวกับสถิติคอนโดฯ ที่กำลังก่อสร้างจะทยอยสร้างเสร็จสูงที่สุดในไตรมาส 4/67 ที่จะถึงนี้ (ดูกราฟิกประกอบ) มีมูลค่าในไตรมาสเดียวสูงถึง 86,052 ล้านบาท เทียบกับไตรมาส 1/67 สร้างเสร็จใหม่มูลค่า 35,686 ล้านบาท,

ไตรมาส 2/67 มูลค่า 20,778 ล้านบาท และไตรมาส 3/67 มูลค่า 33,235 ล้านบาท มาจากบิ๊กแบรนด์อสังหาฯ จำนวนเพียง 11 รายเท่านั้น ยังไม่นับอสังหาฯขนาดกลาง-เล็กอีกจำนวนนับไม่ถ้วน

คอนโดฯก้อนใหญ่ 86,000 ล้านบาทที่สร้างเสร็จแปลว่าพร้อมจะส่งมอบ เพื่อแปลงยอดขายเป็นยอดโอน หากสามารถโอนได้ทั้งก้อนภาพที่ออกมาธุรกิจอสังหาฯ จะเป็นพายุหมุนเศรษฐกิจในช่วงโค้งท้ายปี เพราะเงินโอนที่ดีเวลอปเปอร์รับมาจะถูกส่งต่อไปยังซัพพลายเออร์ผู้เกี่ยวข้อง

ลูกค้าที่รับโอนก็มีการจับจ่ายซ่อมแซมต่อเติม ซื้อเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าเข้าบ้าน คิดเป็นมัลติไพลเออร์หรือตัวทวีคูณในระบบเศรษฐกิจ 2.9 เท่า คำนวณเป็นมูลค่าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 2.4-2.5 แสนล้านบาท

อสังหาฯหวังยอดโอนนำเงินจ่ายหนี้หุ้นกู้

“ในทางกลับกัน หากการโอนสะดุดเพราะไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อ รวมทั้งมีต้นทุนการผ่อนที่สูงจากอัตราดอกเบี้ยแพง พายุหมุนทางเศรษฐกิจจะกลับกลายเป็นระเบิดเวลา ที่สร้างภาระกลายเป็นสต๊อกติดค้างในมือ และอาจลุกลามเป็นปัญหาเสถียรภาพในระบบการเงินประเทศได้”

จุดโฟกัสอยู่ที่เมื่อมียอดโอนในไตรมาส 4/67 จะเป็นรายได้ก้อนโตให้กับบริษัทอสังหาฯ นำไปชำระหนี้ โดยเฉพาะหนี้หุ้นกู้ที่ครบวงรอบจะต้องชำระในไตรมาสสุดท้ายนี้ ซึ่งอสังหาฯเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูง จำเป็นต้องมีเม็ดเงินลงทุนใหม่เข้ามาหล่อเลี้ยงการพัฒนาโครงการอยู่ตลอดเวลา แต่ตลาดเงินก็เข้มงวด การออกหุ้นกู้ก็สะดุด ผู้ประกอบการถูกปรับลดเครดิตเรตติ้งกันเป็นแถว

ดังนั้น คอนโดฯสร้างเสร็จใหม่จึงถูกตั้งความหวังไว้สูงว่า ลูกค้าจะสามารถได้รับการอนุมัติสินเชื่อเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ได้

ดอกเบี้ยแพง-บาทแข็งค่า-ลูกค้าต่างชาติชะลอ

ปมที่ซับซ้อนมากไปกว่านั้น จากผลของภาวะดอกเบี้ยแพง กระทบชิ่งไปยังค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเร็ว ปัญหาใหม่เริ่มงอกเพิ่มขึ้นอีกจากต้นทุนของลูกค้าต่างชาติ ที่มีโควตาซื้อคอนโดฯ ไทย 49% โดยเฉพาะลูกค้าจีนซึ่งเป็นผู้ซื้ออันดับ 1 พบว่า ต้นทุนอัตราแลกเปลี่ยนสูงขึ้น 7% ในช่วงเวลาไม่ถึง 1 เดือน จากเดิม 1 หยวน เท่ากับ 5.1-5.2 บาท ณ วันที่ 15 กันยายน 2567 เหลือ 4.68 บาท

นั่นหมายความว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่สูงขึ้นเฉลี่ย 7% สร้างผลกระทบทางตรงทำให้ต่างชาติซื้อแพงขึ้นอีก 7% โดยอัตโนมัติ ซึ่งอาจไม่ดึงดูดการตัดสินใจรับโอนห้องชุดไทย โดยอาจชะลอการตัดสินใจรับโอนกรรมสิทธิ์จนกว่าต้นทุนการโอนจะต่ำลง

“ความสำคัญของตลาดลูกค้าต่างชาติถือเป็นกำลังซื้อหลักของคอนโดฯ คาดว่ามีสัดส่วน 25-30% ถือว่าสูงมาก”

แข่งกับเวลา “ปลดล็อก LTV-ลดดอกเบี้ย”

สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ข้อแรก สำคัญที่สุดต้องเร่งลดดอกเบี้ย เพื่อลดภาระให้กับลูกค้าสินเชื่อ 2 ทิศทาง คือ ลูกค้าสินเชื่อใหม่ จัดหาแพ็กเกจสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ กับลูกหนี้สินเชื่อที่กำลังผ่อนชำระ ประเมินจากสินเชื่อบ้านคงค้างในระบบสถาบันการเงินปัจจุบันอยู่ที่ 2.7 ล้านล้านบาท สัดส่วน 1% เท่ากับ 2.7 หมื่นล้านบาท

หากลดดอกเบี้ยเพียง 25 เบสิสพอยต์ หรือ 1 สลึง คิดเป็นมูลค่า 7,000 ล้านบาท จะช่วยบรรเทาภาระค่าดอกเบี้ยจ่ายให้กับลูกหนี้โดยตรง ค่างวดจะตัดเงินต้นมากขึ้น ความเป็นไปได้หนี้เสียก็จะลดลง

“นี่คือทำไมเราขอให้ปรับลดดอกเบี้ยลง เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อใหม่ และประคับประคองการเป็นหนี้เสียของคนที่กำลังผ่อนสินเชื่อ นอกจากนี้ การลดดอกเบี้ยยังมีอานิสงส์ให้กับค่าเงินบาทไม่แข็งค่าเร็วเกินไป ทำให้ดึงดูดลูกค้าต่างชาติสนใจที่จะซื้อและรับโอนห้องชุดเร็วขึ้น”

ข้อที่ 2 ขอให้ภาครัฐหรือแบงก์ชาติผ่อนปรนเกณฑ์ LTV-Loan to Value (มาตรการบังคับเงินดาวน์ 20-30% ในการขอสินเชื่อซื้อบ้านหลังที่ 2-3 เป็นต้นไป) เป็นการชั่วคราว โดยมีตัวชี้วัดหลังยุคโควิดในปี 2565 แบงก์ชาติเคยผ่อนปรน LTV ให้ขอสินเชื่อซื้อบ้านได้ 100% และ 110% (สินเชื่อซื้อบ้าน 100%+สินเชื่อตกแต่ง 10%) มีผลทำให้ยอดซื้อยอดโอนตลาดแมสไม่เกิน 3 ล้านบาท ที่เคยติดลบต่อเนื่องช่วงปี 2562-2564 ตั้งแต่ -9% ถึง -18% กลับมาเติบโตที่ 26% และกลับมาติดลบจนถึงปัจจุบัน

ขณะที่ราคา 3-5 ล้านบาท เคยติดลบ -5% ถึง -23% กลับมาบวกได้ 15% และราคา 5-7 ล้านบาท เคยติดลบ -5% ถึง -24% กลับมาบวกได้ที่ 10% และกลับติดลบอีกครั้ง

“ปัญหาไม่ได้หยุดที่กลุ่มตลาดล่างแล้ว แต่กำลังลามมาตลาดกลาง ต้องยอมรับว่าปลดล็อก LTV ช่วยกระตุ้นตลาดล่างไม่ได้แล้ว แต่จะมีโอกาสกระตุ้นราคา 5-7 ล้านขึ้นไป ลูกค้ามีศักยภาพ มีเงินออมในระบบ และซื้อเป็นบ้านหลัง 2-3 เขาชอบที่ดอกเบี้ยบ้านต่ำกว่าดอกเบี้ยธุรกิจ ถ้าปลดล็อก LTV ไม่ต้องจ่ายเงินดาวน์ 20-30% ก็พร้อมจะออกมาซื้อให้ลูกให้หลาน”

ชงลดหย่อนภาษีดอกเบี้ยเงินกู้ 3-5 แสน

ด้าน “สุนทร สถาพร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สถาพร เอสเตท จำกัด และนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพใหญ่ ตลาด 5-10 ล้านบาท พฤติกรรมการซื้อ เป็นกลุ่มมีความสามารถซื้อบ้านหลังที่ 2 มีเงินเก็บในระบบธนาคาร ไม่เหมือนกลุ่มต่ำกว่า 5 ล้านที่ซื้อเป็นบ้านหลังแรก

ดังนั้นจึงเสนอให้รัฐบาลโฟกัสสนับสนุนการซื้อบ้านราคา 5-7 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นอกจากซื้อเพราะย้ายที่ทำงาน ใกล้โรงเรียนลูก พ่อแม่อยากอยู่ชานเมือง ยังมีเหตุผลกลุ่มนี้มีการซื้อเพื่อความจำเป็นในการทำธุรกิจ และซื้อเพื่อลงทุนปล่อยเช่าให้กับเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพ

ในส่วนของสถาพร เอสเตท ลูกค้าที่ซื้อบ้าน 5-7 ล้านบาท เป็นกลุ่มแต่งงานแล้วหรือกำลังจะแต่งงาน ซื้อสองคนร่วมกัน รายได้ 4-6 หมื่นบาท หรือครอบครัวละ 8 หมื่น-1.2 แสน อายุการผ่อน 30 ปี ค่างวด 4-7 หมื่นบาท

ปรากฏว่าเฉลี่ยรายได้ครัวเรือนละ 8 แสนบาท/ปี เจอภาษีรายได้บุคคลธรรมดาอัตรา 15-20% ถือว่าหนักเหมือนกัน เพราะสถิติประเทศไทยมีคนต้องเสียภาษี 10 ล้านคน หักกลุ่มลดหย่อน 6 ล้านคน เหลือคนจ่ายภาษีจริง 4 ล้านคนที่ต้องแบกรับการเสียภาษีให้รัฐ

ข้อเสนอนโยบายคือ ขอให้รัฐบาลพิจารณาเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีดอกเบี้ยเงินกู้ ปัจจุบันให้ 1 แสนบาท เสนอขยายเพดานเป็น 3-5 แสนบาท เพื่อให้มีรายได้เหลือมาผ่อนที่อยู่อาศัยและประกอบธุรกิจได้

“ประวัติศาสตร์การกู้แล้วโดนปฏิเสธสินเชื่อเกิน 10% น่าตกใจอยู่แล้ว บริษัทสถาพรฯเจอ 23% ขณะที่ตัวเลขสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย 50% เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นมากขนาดนี้ในส่วนของธุรกิจที่อยู่อาศัย”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : NPL-กู้ไม่ผ่านลามบ้าน 7 ล้าน ชงอิ๊งค์ 1 แก้เกม “ลดดอกเบี้ย-ปลดล็อก LTV”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...