โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คนทำหนังไทย ทำอะไรก็ผิดเสมอ แม้แต่แค่ทะเยอทะยานก็ยังผิด

The101.world

อัพเดต 03 ก.ย 2567 เวลา 00.15 น. • เผยแพร่ 02 ก.ย 2567 เวลา 17.15 น. • The 101 World

คำกล่าวหนึ่งที่มักได้ยินบ่อยๆ คือเกิดเป็นคนทำหนังไทยเหมือนอยู่ตำบลกระสุนตก ทำอะไรก็ผิดเสมอ

ยิ่งกับกรณีล่าสุดที่ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ให้สัมภาษณ์เว็บไซต์ jediyuth ว่ามีแผนอยากสร้างภาคต่อของ ‘ตาคลี เจเนซิส’ (2024) หนังไซ-ไฟเรื่องยาวลำดับล่าสุดของเขาที่กำลังจะลงโรงฉายต้นเดือนกันยายนนี้ กระนั้นเขาก็บอกว่า “คงต้องรอผลตอบรับมาก่อน” เรื่องเศร้าคือเราก็ไม่แปลกใจที่เห็นคนไปแสดงความคิดเห็นใต้โพสต์ข่าวมากมาย ตั้งแต่ เอาภาคแรกให้รอดก่อนไหม (แม้ในเนื้อข่าวจะระบุชัดเจนว่าผู้กำกับนั้น “ต้องรอผลตอบรับ” เสียก่อน), โปรโมตหนังได้น่าหมั่นไส้, จากตัวอย่างหนังก็ไม่ได้น่าสนใจขนาดนั้นนะ ฯลฯ

เราต้องไม่ลืมว่า ‘ตาคลี เจเนซิส’ -หนังที่พูดเรื่องการเดินทางข้ามเส้นเวลาและการซ้ำรอยความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์- ยังไม่ออกฉาย หากไม่นับทีมสร้างแล้วก็ยังไม่มีใครเคยดูตัวอย่างหนังฉบับเต็มมาก่อน แต่ลำพังแค่ปล่อยตัวอย่างออกมาก็ถูกตัดสินเอาแล้วว่างานไม่ดี, หนังไม่มีคุณภาพ ไปจนถึง ‘หนังไทย ทำยังไงก็ไม่ดีหรอก ไม่เสียเงินไปดู’ ฯลฯ ก็ใช่ -ที่ว่าตัวอย่างหนังมีไว้เพื่อบอกเล่าเรื่องย่อหรือธีมของหนังประมาณหนึ่ง แต่มันก็ไม่ได้เป็นและไม่เคยเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของหนัง หรือแม้กระทั่งประเด็นที่ว่า หลายคนดูตัวอย่างหนังแล้วเกิดตั้งคำถามถึงความสมจริงของเรื่องราวมากมาย เช่น ทำไมตัวละครจึงกระโจนไปยังพื้นที่แห่งนั้นแห่งนี้ได้, ทำไมจึงมีสัตว์ประหลาดโผล่มา, คนป่ามาจากไหน ฯลฯ ไม่ช้าก็เร็ว มันมักเป็นคำถามที่พิพากษาหนังไปแล้วว่า ‘ไม่สมจริง’

ทุกครั้งที่อ่านความเห็นเหล่านี้แล้วก็อยากถามว่า เวลาดูหนัง Transformers (2007) -ที่จนถึงตอนนี้ก็มีภาคต่อตามออกมาอีกหกเรื่อง และเรื่องที่เจ็ดก็เตรียมออกฉายปลายเดือนนี้- เคยตั้งคำถามกันสักแวบไหมว่าทำไมหุ่นยนต์ถึงต้องแปลงเป็นรถยนต์ เป็นไปได้อย่างไรที่รถกระป๋องจะกลายเป็นมนุษย์ต่างดาวได้! หรืออันที่จริงเราอาจต้องถามตั้งแต่ว่า ครั้งแรกที่ได้ดูตัวอย่างหนัง ได้ตั้งข้อกังขาด้วยความสงสัยใคร่รู้และจับผิดในเชิงตรรกะแบบเดียวกับที่รู้สึกต่อหนังไทยไหม

จะบอกว่าหนังไทยทำให้ผิดหวังมาแล้วหลายต่อหลายครั้งจนไม่เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกันก็ฟังขึ้น เข้าใจได้ที่บ่อยครั้งกำเงินใบสีแดงไปซื้อตั๋วที่แพงกว่าค่าอาหารมื้อหนึ่งๆ เพื่อจะพบว่าหนังไม่ถูกปาก, รู้สึกว่าโปรดักชันไม่ดี หรือแม้แต่ไม่ถูกจริต ฯลฯ แต่มันใช่ความผิดของคนทำหนังจริงๆ หรือ -และต่อให้กระทั่งว่าหากพวกเขาไม่เชี่ยวชาญในการทำหนังจนมันกะพร่องกะแพร่ง มันถือเป็นความผิดบาปขนาดให้อภัยกันไม่ได้ ต้องทับถมคนในวงการกันไปจนตายเลยหรือเปล่า

ที่ผ่านมา หนังไทยถูกข้อครหาว่าทำเป็นแต่หนังตลกกับหนังผี (มีหนังรักแทรกมาประปราย) และถูกเรียกร้องให้ทำหนังฌ็องอื่นอยู่เนืองๆ ตัวอย่างคลาสสิกที่ถูกหยิบยกมาเป็นอ้างอิงบ่อยๆ คือ Parasite (2019) หนังสัญชาติเกาหลีใต้ของ บองจุนโฮ ที่ไปไกลถึงการคว้าออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและกำกับยอดเยี่ยมได้ ในฐานะที่มันเป็นหนังที่ ‘ตีแผ่’ ความเหลื่อมล้ำและ ‘สะท้อนสังคม’ ได้หมดจด หรือหนังประวัติศาสตร์บุคคลแสนละเมียดแบบ Oppenheimer (2023) ที่ได้รับการกล่าวขานว่ากลมกล่อมทั้งในแง่ประวัติศาสตร์และการเมือง

เรื่องของเรื่องคือ มันมีหนังไทยแบบที่พวกคุณๆ เรียกร้องอยู่แน่ๆ มีตั้งแต่หนังที่พูดถึงความเหลื่อมล้ำอย่าง ‘เรื่องตลก 69’ (1999) หรือเวอร์ชันซีรีส์ที่เพิ่งปล่อยทางสตรีมมิงเมื่อปี 2023 ที่ผ่านมา, สารคดี ‘แร็ปทะลุฝ้า ราชาไม่หยุดฝัน’ (2020) ไปจนถึงหนังที่พูดเรื่องความไม่เท่าเทียมแบบตะโกนกันสุดๆ แบบ RedLife (2023) รวมทั้งหนังอย่าง Hunger หรือ ‘คนหิว เกมกระหาย’ (2023)

คำถามต่อมาคือ ได้ดูกันหรือเปล่า หรือถ้าได้ดูนั้นสัดส่วนมันมากน้อยแค่ไหน หรือเราแค่ด่าหนังไทยแบบ ‘ตีหุ่นฟาง’ ไปเรื่อยๆ

Hunger (2023)

พูดถึงความสมจริง-ไม่สมจริง Hunger ก็เป็นหนังอีกเรื่องที่กลายเป็นหุ่นฟางให้คนด่าขรมว่าไม่สมจริง ตัวหนังพูดถึงแม่ครัวเปี่ยมพรสวรรค์จากร้านอาหารเล็กๆ และจับพลัดจับผลูได้ไปทำงานในภัตตาคารใหญ่ หนังพูดถึงความเหลื่อมล้ำและชนชั้นผ่านอาหารที่ตัวละครทั้งทำทั้งกิน แต่ไม่วายถูกตำหนิอย่างรุนแรงว่าไม่สมจริง เช่น ภัตตาคารใหญ่ขนาดนี้ทำไมรับพนักงานเร็วจัง, ใครที่ไหนจะทะเลาะกันในครัวแบบนั้น ฯลฯ ทั้งที่เมื่อเทียบสมการกับหนังหน้าตาใกล้ๆ กันอย่าง The Menu (2022) เรื่องหลังกลับไม่ถูกตำหนิในแง่ความ ‘เพ้อเจ้อ’ เล่นใหญ่ของมันเท่าไหร่ (แม้จะสังหารคนตายคาร้านก็ตาม)

แต่อย่าเข้าใจผิด ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าหนังไทยจะวิพากษ์วิจารณ์อะไรไม่ได้เลย ตรงกันข้าม การวิพากษ์วิจารณ์นั้นถือเป็นสิ่งที่สมควรเกิดขึ้นแล้วในงานทุกประเภท หากแต่มันย่อมต้องวางอยู่บนมาตรฐานเดียวกันกับเมื่อเรามองหนังที่มาจากทิศอื่นๆ ของโลก รวมทั้งมันควรมาหลังจากที่เราได้ดูหนังเต็มแล้ว เพราะการวิจารณ์หนังโดยอ้างอิงแค่ตัวอย่างหนังความยาวไม่ถึงห้านาทีก็นับว่าใจร้ายไปไม่น้อย -หรือไม่ใช่

ยังไม่ต้องพูดว่า การจะทำหนังไทยเองก็มีข้อจำกัดมากมายทั้งที่มองเห็นและไม่เห็น ทำหนังที่ว่าด้วยความเชื่อก็ถูกเซ็นเซอร์หรือถูกกลุ่มคนรักศาสนาเพ่งเล็ง ทำหนังว่าด้วยอาชีพใดอาชีพหนึ่งที่มีพฤติกรรมชวนกังขา ก็ต้องเจอเจ้าของอาชีพนั้นมาร้องเรียนปาวๆ ว่า คนในอาชีพเราไม่ทำอะไรเสื่อมเสียแบบนั้นอยู่บ่อยครั้ง หรือกระทั่งว่า ถ้าทำหนังที่พูดถึงประเด็นแหลมคมในสังคม ก็ไม่วายจะเสี่ยงเข้าคุกเข้าตะรางเพราะตั้งคำถามออกบ่อย ที่ผ่านมาคนทำหนังไทยจึงเผชิญกับข้อจำกัดมากมายมหาศาล หากไม่โดนแบนยาวนานอย่างที่เห็นใน ‘คนกราบหมา’ (1997) หรือ ‘แมลงรักในสวนหลังบ้าน’ (2010) ที่คนทำหนังต้องกัดฟันสู้ยิบตาเพื่อสิทธิในการฉายของตัวเอง บ่อยครั้งมันก็ถูกตีตกตั้งแต่ตั้งไข่ว่าสุ่มเสี่ยงเกินไปจนไม่ได้ถือกำเนิด

เราเรียกร้องภาพยนตร์ไทยที่มอบกลิ่นใหม่รสใหม่ให้เรา แต่เราก็หวาดหวั่นเกินกว่าจะกำเงินออกไปดู แน่แท้ว่าเงินค่าตั๋ว -หากไม่นับส่วนลดอื่นๆ ที่ก็ต้องผ่านการช่วงชิงหรือเสี่ยงโชค- แทบจะแพงกว่าค่าแรงขั้นต่ำต่อวัน ในประเทศที่ภาพยนตร์ถูกมองว่าเป็นสื่อบันเทิง มอบความอิ่มใจสบายตาให้ การลงทุนซื้อตั๋วหนังหนึ่งใบจึงไม่ได้หมายความแค่เงินอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังหมายความถึงการลงทุนในแง่เวลา แง่การเดินทาง การต้องมาดูหนังในห้างสรรพสินค้าย่อมหมายถึงค่ากินที่แพงขึ้นเพราะอาหารข้างในแพงกว่าข้างนอก หรือลำพังค่ารถ ค่าโดยสารในการเดินทางมาถึงโรงภาพยนตร์ก็อาจหมายถึงแบงก์สีแดงอีกใบและเวลาอีกมหาศาลที่จะเอาไว้ใช้พักผ่อนนอนหลับ หรือทำกิจกรรมอื่นที่รู้สึก ‘เติมเต็ม’ ได้กว่านี้

แต่อีกนั่นแหละ บ่อยครั้งเราก็เลือกจ่ายเงิน เลือกใช้เวลาพลาดไปกับกิจกรรมอื่นๆ อาหารที่รสชาติไม่อร่อย, การไปนั่งดริงค์ในบาร์ใหม่แล้วพบว่ามันไม่ดีอย่างที่คิด, ฟังเพลงจากวงที่ไม่เคยฟังแล้วไม่ถูกหู หรือแม้แต่เรื่องอื่นใดที่เราใช้เวลาและเงินไปกับมันแต่มันไม่ถูกใจเรา กิจกรรมเหล่านั้นก็ดูไม่เคยต้องโทษพิพากษารุนแรงเท่ากับหนังไทยในระดับออกปากลงโทษไม่ให้ทำหนังใหม่ ไม่ต้องให้ฝันไกล

แต่มันก็ไม่ใช่ความผิดที่มาจากคนทำหนัง สิ่งที่เราควรตั้งคำถามคือการตั้งราคาค่าตั๋วของโรงภาพยนตร์ที่ทำให้หลายคนไม่กล้า ‘แลก’ หรือแม้แต่การให้รอบฉายหนังไทยที่โรงมัลติเพล็กซ์บางแห่งก็จำกัดไว้ให้หนังไทยในเครือตัวเอง หรือไม่ก็มอบรอบฉายให้หนังไทยที่มี ‘รสชาติใหม่ๆ’ เพียงน้อยนิด บางเรื่องยืนโรงได้สัปดาห์เดียว ทั้งยังได้รอบเช้าที่คนไม่ว่างมาดู ก็จำต้องออกจากโรงไปอย่างเงียบๆ โดยไม่มีโอกาสได้พิสูจน์ตัวเองต่อใครว่ามันเป็นหนังที่ดีหรือไม่ดีอย่างไร

ยิ่งเมื่อพินิจจากค่าแรงและราคาตั๋วหนัง ก็ไม่แปลกใจที่หลายคนจะเลือกเชื่อมั่นในหนังฮอลลีวูดที่โปรดักชันใหญ่กว่า เงินทุนหนากว่า (และรอบฉายของหนังบล็อกบัสเตอร์หลายเรื่องก็มากกว่าด้วย) สวนทางกับความเชื่อมั่นต่อหนังไทยที่ลดน้อยถอยลง คำถามสำคัญคือมันลดลงเพราะคุณภาพหนังมันย่ำแย่จริงๆ หรือเพราะหนังไทยที่หลากหลายกว่านี้ยังไม่มีโอกาสได้ปรากฏตัวต่อสายตาคนดูกันแน่

การได้เห็นคนทำหนังสักคนออกมาพูดว่ามีแผนจะทำหนังภาคต่อ แต่ยัง “ต้องรอผลตอบรับมาก่อน” แล้วถูกค่อนแคะว่าฝันใหญ่เกินตัว, เอาภาคแรกให้รอดก่อน ฯลฯ จึงเป็นเรื่องชวนเศร้า เพราะแค่ทะเยอทะยานในพื้นที่ของตัวเองโดยไม่ได้เดือดร้อนใครยังถูกมองว่าผิด ต้องอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว ทำหนังที่หลุดไปจาก ‘หน้าตา’ ที่คุ้นเคยก็ไม่วายโดนเสียดสีให้เจ็บใจแม้คนพูดจะยังไม่ทันได้ดูหนัง

ไม่ใช่เลย ภาพยนตร์คือศิลปะ และการทำงานศิลปะมันต้องทะเยอทะยาน ต้องอหังการ์ ต้องฝันใหญ่ จะไปถึงหรือไม่ถึงมันเรื่องหนึ่ง แต่การบอกให้ใครสักคนอยู่อย่างคนตัวเล็กตัวน้อย อยู่อย่างเท่าที่มี อย่าอาจหาญคิดอะไรไกลก็ชวนเป็นเรื่องหดหู่ ก็อย่างที่รู้กันว่าวงการนี้มันยาก จะเข็นหนังหรือซีรีส์ออกมาหนึ่งเรื่อง ใช้แค่แรงกายยังไม่พอ แต่ยังต้องเรียกร้องจากไอ้ก้อนเนื้อขนาดเท่ากำปั้นไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่

ไม่รัก ไม่อยากดูก็ไม่ว่า -แต่อย่าบั่นทอนกันเลย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...